กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของหยาดฝนที่เจือจางด้วยไอเย็นยะเยือกของเหมันตฤดู คือสิ่งแรกที่ปลุกประสาทสัมผัสอันเลือนรางของหลี่มู่เหยาให้ตื่นขึ้น ความเจ็บปวดราวกระดูกทั่วร่างถูกบดขยี้แล่นพล่านไปตามเส้นประสาท ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออก ช่องอกข้างซ้ายราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงจนนางต้องขมวดคิ้วแน่น สติสัมปชัญญะที่เคยดับวูบไปท่ามกลางกองเลือดและเสียงสัญญาณชีพจรที่ขาดหายในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลใหญ่กลางกรุงปักกิ่ง บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดของเรือนไม้เก่าคร่ำคร่าที่มีลมหนาวพัดลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างเข้ามาบาดผิวเนื้อจนชาดิก
"ฮูหยิน... ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ?"
เสียงแหบพร่าสั่นเทาเจือสะอื้นดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับสัมผัสอุ่นจัดที่ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดคราบโลหิตแห้งกรังบริเวณขมับให้ นางพยายามปรือเปลือกตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่ปรากฏคือใบหน้าซูบผอมของเด็กสาวในชุดไว้ทุกข์สีขาวซีดจาง ดวงตาบวมเป่งจนแดงก่ำบ่งบอกถึงการร้องไห้มาอย่างยาวนาน
หลี่มู่เหยาไม่เอ่ยคำใด นางใช้สายตากวาดมองสำรวจรอบกายด้วยความรวดเร็วและเยือกเย็นตามสัญชาตญาณของแพทย์หญิงผู้ผ่านวิกฤตความเป็นความตายมานับร้อยเคส นี่ไม่ใช่ห้องไอซียู... นี่คือเรือนพักร้างไร้ผู้คน ข้าวของภายในห้องมีเพียงเตียงไม้แข็งๆ ที่ไร้ซึ่งเบาะนวมอุ่น โต๊ะไม้ผุพังตัวหนึ่ง และกลิ่นอายความตายที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ความทรงจำแปลกปลอมมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่ห้วงสมองของนางดั่งกระแสน้ำเชี่ยว—ร่างนี้คือ 'หลี่มู่เหยา' ธิดาเสนาบดีผู้ตกอับ ถูกส่งตัวมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมืองกับ 'เฟยหรงอ๋อง' มหาแม่ทัพผู้เย็นชาไร้หัวใจ ทว่าผ่านไปไม่ถึงปี นางกลับถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏทรยศแผ่นดิน ถูกขับไล่ให้มาอยู่อย่างอดอยากและรอความตายในเรือนร้างท้ายจวนอ๋องแห่งนี้ท่ามกลางหิมะแรกของปี
"น้ำ..." เสียงของนางแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกับกิ่งไม้
สาวใช้รีประคองร่างบอบบางขึ้นป้อนน้ำชาอุ่นๆ ที่หลงเหลืออยู่เพียงก้นกาผุๆ รสชาติฝาดเฝื่อนไหลผ่านลำคอ ช่วยชุบชีวิตชีวาให้ริมฝีปากที่ซีดเซียวจนเริ่มมีสีเลือดขึ้นมาบ้าง
"บ่าวชื่อ 'ชิงหลัน' เจ้าค่ะ... บ่าวขอโทษที่ปกป้องฮูหยินไม่ได้ พวกมันใจร้ายเกินไปแล้ว ปล่อยให้ท่านหนาวตายในเรือนนี้ได้..." ชิงหลันโฮ่ออกมาอีกครั้งอย่างสุดกลั้น
หลี่มู่เหยายกมือขึ้นแตะชีพจรที่ข้อมือของตนเอง ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นอ่อนและเร็ว บ่งบอกถึงภาวะสูญเสียเลือดมากและอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ หากเป็นคนอื่นคงสิ้นใจไปนานแล้ว แต่นางเป็นถึงแพทย์มือหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ย่อมรู้ดีว่าต้องเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์นรกนี้อย่างไร ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นแสงค่อยๆ เปล่งประกายความคมกริบดุจใบมีดผ่าตัด ความเจ็บปวดถูกสกัดกั้นไว้ด้วยอำนาจแห่งจิตใจที่แข็งแกร่งเกินสตรีทั่วไป
"คนพวกนั้น... คงคิดว่าข้าตายไปแล้วกระมัง" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา ไร้ซึ่งความหวาดกลัว จนชิงหลันถึงกับชะงักและเงยหน้าขึ้นมองนายหญิงด้วยความประหลาดใจ ราวกับว่าฮูหยินผู้เคยอ่อนแอและเอาแต่น้ำตาตกในยามนี้ ได้เปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง
"เพคะ... ท่านอ๋องมีคำสั่งเด็ดขาด ห้ามผู้ใดส่งเสบียงหรือฟืนมาที่เรือนนี้เด็ดขาด พวกเขาหวังให้ท่าน..." ชิงหลันกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ไม่กล้าพูดคำว่า 'ตาย' ออกมา
หลี่มู่เหยาลุกขึ้นนั่งช้าๆ แม้ร่างกายจะประท้วงด้วยความปวดร้าว แต่นางไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ถูกลิขิตให้เป็นเหยื่อ นางกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง ก่อนจะสะดุดตากับหีบไม้เก่าที่ถูกล็อคกุญแจไว้ที่มุมห้อง ภายใต้ความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามา นางจำได้ทันทีว่าในนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่—มันคือสมุนไพรโบราณและบันทึกทางการแพทย์ที่มารดาผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้เป็นสินเดิมติดตัว
"ช่วยข้าลุกขึ้น ชิงหลัน" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ทรงอำนาจโดยไม่ต้องขึ้นเสียง "ในเมื่อพวกมันต้องการให้ข้าตายที่นี่ ข้าก็จะแสดงให้เห็นว่า... เงื้อมมือของพญายมยังต้องเกรงใจคนที่ชื่อหลี่มู่เหยา"
ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังตึงเครียด ทันใดนั้นเอง ประตูไม้ผุพังก็ถูกถีบเปิดออกอย่างไร้ความปรานี เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ก้าวเข้ามาพร้อมกับลมหนาวที่พัดกระโชก ร่างสูงตระหง่านในชุดคลุมขนจิ้งจอกสีดำสนิทปรากฏขึ้นตรงหน้า บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลัก ทว่าแววตากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก—เฟยหรงอ๋อง ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าเตียง สายตาคมกราบกวาดมองสตรีที่ควรจะสิ้นใจไปแล้วด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
"เจ้ายังไม่ตายรึ... หลี่มู่เหยา" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ราวกับเสียงคำรามของพญาเสือโคร่งที่พร้อมขย้ำเหยื่อทุกเมื่อ
หลี่มู่เหยาไม่หลบสายตา นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจอันล้นฟ้าของบุรุษตรงหน้าแม้แต่น้อย
"ยังไม่ถึงเวลาที่หม่อมฉันจะลงนรกเพคะ... ท่านอ๋อง" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
บรรยากาศในห้องพลันเงียบงันลงทันที ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง เฟยหรงอ๋องหรี่ตาลงมองนางอย่างพิจารณา ประกายความแปลกใจวาบผ่านนัยน์ตาคู่คมชั่วพริบตา ก่อนที่เขาจะยื่นมือหนาออกไปบีบคางฉัตรของนางแน่นด้วยแรงมหาศาล จนผิวเนื้อเนียนขึ้นรอยแดง
"ดี... ในเมื่อเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ ก็จงเตรียมตัวรับมือกับเกมที่ข้าเป็นผู้เดินหมากก็แล้วกัน" เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมชิดริมฝีปากของนาง ขณะที่สายตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยของนาง ก่อนจะสะบัดมือออกอย่างไม่ไยดี แล้วหันหลังเตรียมก้าวออกจากห้อง
ทว่า... ก่อนที่เฟยหรงอ๋องจะก้าวพ้นธรณีประตู ชิงหลันที่หมอบกราบอยู่กับพื้นก็เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นตระหนกพร้อมกับชูแผ่นป้ายหยกเลือดที่หล่นอยู่ใต้เตียงขึ้นมา "ทะ...ท่านอ๋อง! นี่คือ... ตราประทับลับของกองกำลังลับแคว้นเป่ยที่ซ่อนอยู่ในตัวฮูหยินเพคะ!"
เฟยหรงอ๋องชะงักฝีเท้าทันที ร่างสูงตระหง่านหยุดนิ่งสนิท บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวในเสี้ยววินาที เขากล่าวเสียงเย็นเยียบโดยไม่หันกลับมามอง "ไป๋เหลียนฮวา" (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ)
เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนในเรือนร้าง
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักเหนือบัลลังก์มังกรไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!