"ถ้าคุณยังดึงดันจะใช้ระเบิดแรงสูงเคลียร์แนวรากไม้ตรงนั้น รับรองว่าโครงสร้างอิฐเคลือบศิลาแลงอายุแปดร้อยปี คงกลายเป็นแค่ผงธุลีให้คุณกอบโกยใส่ถุงกลับพิพิธภัณฑ์ไปอวดผลงานแหงๆ ครับ ดร.ศศิธร"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันเล็กน้อยดังขึ้นท่ามกลางความอับชื้นของผืนป่าดิบชื้นภาคตะวันตก กลิ่นอายของดินชื้น ฝนแรก และซากใบไม้ผุคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทัศนียภาพเบื้องหน้าถูกบดบังด้วยม่านหมอกสีเทาจางๆ ยามบ่ายที่แทบไม่มีแสงตะวันเล็ดลอดผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบ
ดร.ศศิธรชะงักปลายปากกาเคมีในมือ แว่นตากลมบางสะท้อนแสงไฟฉายคาดหัวของเธอเข้ากับแผ่นศิลาโบราณที่สลักลวดลายสลักนูนต่ำ เธอไม่ได้หันไปมองเจ้าของเสียงทันที แต่ปล่อยให้ความเงียบงันทอดตัวลงชั่วอึกใจ เพื่อประเมินความกวนประสาทของชายหนุ่มที่ยืนพิงต้นตะเคียนยักษ์อยู่ด้านหลัง
"ถ้าฉันไม่ใช้ระเบิดแรงสูงเพื่อเปิดทาง เราคงต้องใช้เวลาอีกสามเดือนในการขุดลอกชั้นดินเหนียวทับถมหนาแปดเมตรนี่ด้วยมือเปล่า ภาคิน" ศศิธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เยือกเย็น และเจือแววประชดประชันอย่างเหนือชั้น เธอค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มผู้สวมเสื้อแจ็คเก็ตสนามเซอร์ๆ แต่กลับมีแววตาราวกับสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ "และฉันจำได้ว่า สัญญาจ้างของเราไม่ได้ระบุให้คุณมีสิทธิ์มาวิจารณ์วิธีการทำงานภาคสนามของฉัน... ในฐานะที่ปรึกษาด้านการประเมินมูลค่าวัตถุ หน้าที่ของคุณคือยืนดูเงียบๆ แล้วประเมินราคาซากอิฐพวกนี้ ไม่ใช่มาสอนฉันว่าควรจัดการกับรากไม้อย่างไร"
ภาคินยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งมีเสน่ห์และน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน เขาขยับตัวออกจากลำต้นไม้ เดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้พื้นที่ขุดค้นด้วยฝีเท้าเงียบกริบราวกับสัตว์นักล่า กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นอายเฉพาะตัวลอยแตะจมูกศศิธร
"การประเมินราคาวัตถุโบราณ มันเริ่มต้นตั้งแต่การรักษา 'สภาพดั้งเดิม' ของมันต่างหากครับ ด็อกเตอร์" ภาคินก้าวเข้ามาจนหยุดยืนอยู่ห่างจากหลุมขุดค้นเพียงคืบเดียว ดวงตาคมกริบกวาดมองแผ่นศิลาที่ถูกปัดกวาดฝุ่นออกไปครึ่งหนึ่ง "คุณกลัว... ใช่ไหมล่ะครับ"
ศศิธรหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบไปชั่วเสี้ยววินาที ไม่ใช่เพราะความกลัวอย่างที่เขาพูด แต่เป็นเพราะคำพูดนั้นมันดันไป 'จี้' ปมลึกที่สุดในจิตใจของเธอเข้าอย่างจัง ปมที่เกี่ยวกับอาจารย์ผู้ล่วงลับ และหลุมขุดค้นมรณะเมื่อสิบปีก่อน
"อย่ามาทำเป็นอ่านใจฉัน ภาคิน" เธอกดเสียงต่ำ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา พยายามสร้างกำแพงความเยือกเย็นขึ้นมาปกป้องความเปราะบางภายใน "ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดี ฉันเชื่อในหลักฐานและเหตุผล ไม่ใช่เซ้นส์งี่เง่าแบบที่คุณชอบอ้างเวลาอยากจะฟันกำไรจากนักสะสมกระเป๋าหนัก"
"หลักฐานและเหตุผลเหรอครับ?" ภาคินหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มนุ่มแต่น่าขนลุก "งั้นลองใช้เหตุผลอธิบายสิ่งนี้ดูสิครับ... ว่าทำไมรากไม้พวกนั้น ถึงไม่ได้ชอนไชไปตามธรรมชาติ แต่พวกมันเหมือนกำลัง 'รัด' อะไรบางอย่างไว้... หรือใครบางคน"
นิ้วเรียวยาวของภาคินชี้ไปยังซอกมุมอับของแนวรากไม้ใหญ่ที่พันธนาการตัวโบราณสถานอยู่ ลึกลงไปใต้เงาดำสนิทที่แสงไฟฉายสาดไปไม่ถึง มีวัตถุบางอย่างสะท้อนแสงวับวามออกมาจากใต้ชั้นดินและรากไม้เปียกชื้น
ศศิธรขมวดคิ้วมุ่น ความหงุดหงิดถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณนักโบราณคดีทันที เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว คว้าคบเพลิงLEDและเสียมเหล็กขนาดเล็กคู่ใจ ก่อนจะย่อตัวลงไต่ไปตามแนวหลุมขุดค้นที่มีดินร่วนซุย
กลิ่นแปลกปลอมบางอย่างโชยแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นดินอับชื้นตามธรรมชาติ แต่มันคือกลิ่นของ... สนิมเหล็กผสมกับความเน่าเฟะที่ถูกกาลเวลาผนึกไว้ใต้ดินลึก
"ระวังหน่อยครับ ด็อกเตอร์" ภาคินก้าวตามลงมาติดๆ มือใหญ่เอื้อมมาคว้าข้อศอกเธอไว้โดยไม่ทันอนุญาต สัมผัสอุ่นจัดผ่านเนื้อผ้าทำให้ศศิธรสะดุ้งเล็กน้อย แต่เธอยังไม่ทันได้สะบัดออก ภาคินก็ดึงตัวเธอให้โน้มต่ำลง "ดูที่พื้นตรงนั้น... ใต้รากไม้เส้นนั้นสิครับ"
แสงไฟฉายจากมือของภาคินสาดส่องลงไปยังจุดที่เขาชี้ ศศิธรกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบลงชั่วขณะ
ไม่ใช่รากไม้ธรรมดา...
มันคือซากกิ่งไม้และรากขนาดใหญ่ที่กำลังพันธนาการ "ร่าง" ของมนุษย์คนหนึ่งเอาไว้ในสภาพบิดเบี้ยว กระดูกโครงสร้างบางส่วนโผล่พ้นดินเนื้อร่วนออกมาเป็นสีขาวโพลนตัดกับดินโคลนสีคล้ำ กะโหลกศีรษะเอียงพับผิดรูป ดวงตากลวงโบ๋มืดสนิทอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแตไม่มีเสียงออกมา สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ เครื่องแต่งกายของซากศพนั้น... มันไม่ใช่ชุดของชาวบ้านแถบนี้ในยุคปัจจุบัน และไม่ใช่ชุดของคนโบราณในยุคอาณาจักรขอมที่ซ่อนเร้นอยู่แถบนี้
มันคือเครื่องแบบสนามของ "นักโบราณคดีสมัยใหม่" ที่สวมเสื้อแจ็คเก็ตกันน้ำและมีโลโก้สถาบันวิจัยที่คุ้นตาอย่างประหลาด!
ศศิธรเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกكنคอ ป้ายชื่ออะลูมิเนียมที่ติดอยู่ตรงอกเสื้อของศพปริศนาถูกดินโคลนกลบไว้ครึ่งหนึ่ง แต่มือเรียวบางของเธอด้วยความสั่นเทา เอื้อมไปปัดคราบดินออกอย่างไม่ลังเล
ตัวอักษรภาษาอังกฤษที่สลักอยู่บนป้ายชื่อนั้น ทำให้โลกทั้งใบของศศิธรเหมือนหยุดหมุนทันที
*ดร.ธนา...*
ชื่อของอาจารย์ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในป่าแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อน! คนที่เป็นทั้งผู้มีพระคุณ อาจารย์ และคนที่เธอพยายามตามหาคำตอบมาตลอดชีวิต แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ... ร่างของเขายังดูสดใหม่ราวกับเพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่วัน ทั้งๆ ที่หลุมนี้ถูกปิดตายด้วยรากไม้โบราณอายุหลายร้อยปีมานานนับศตวรรษ!
"นี่มัน..." เสียงของศศิธรสั่นพร่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ภาคินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ใบหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนกระซิบแผ่วเบาตัดผ่านความเงียบงันของผืนป่า ท่ามกลางความตกตะลึงที่ยังไม่ทันจางหาย
"ยินดีต้อนรับสู่การขุดค้นที่ไม่มีวันสิ้นสุดครับ ด็อกเตอร์... ดูเหมือนว่าสิ่งที่เรากำลังขุดหา ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของอดีตเสียแล้วล่ะครับ แต่มันคืออนาคตของพวกเราเอง"
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในความมืดมิดและอดีตอันลึกลับนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 1
ร่องรอยแห่งอดีต
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!