ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 33

ทางออกจากความมืด

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
กลไกศิลาโบราณบดเข้าหากันด้วยเสียงคำรามต่ำต้อยที่สะเทือนลึกถึงแก่นกระดูก ฝุ่นผงหินปูนและคราบออกไซด์สีสนิมร่วงกราวลงมาจากเพดานอุโมงค์ราวกับสายฝนแห่งความตาย ดร.ศศิธร ใช้มือข้างหนึ่งยันผนังศิลาเย็นเฉียบที่สั่นสะเทือน เลือดจากรอยแผลถลอกที่ขมับไหลอาบโครงหน้าเรียวคม แววตาของเธอนิ่งสนิท ไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงการคำนวณอัตราความเร็วและแรงกดของกลไกในหัวสมองอย่างเป็นระบบ "ถ้าเราขยับไปทางซ้ายอีกสามสิบเซนติเมตร น้ำหนักตัวของคุณจะไปกดทับสลักรองรับน้ำหนักตัวที่สอง... ภาคิน อย่าขยับ!" เสียงของศศิธรเฉียบขาดและเยือกเย็นตัดผ่านเสียงครั่นคร้ามของซากโบราณสถาน เธอยืนชิดติดแผ่นศิลาแกะสลักรูปอารยธรรมโบราณที่กำลังเคลื่อนตัวบีบอัดช่องแคบเข้ามาทุกขณะ พื้นที่ว่างตรงหน้าเหลือเพียงแคบเกินกว่าจะหายใจได้เต็มปอด กลิ่นอับชื้นของดินโคลนผสมกับกลิ่นไอความตายจากโครงกระดูกอายุนับพันปีโชยปะทะนาสิก ภาคินที่เบียดกายอยู่ชิดติดผนังฝั่งตรงข้ามหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความระทึกและท้าทายแบบนักล่าสมบัติผู้ผ่านความตายมาโชกโชน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นกันฝุ่นมองสำรวจรอยแยกของบล็อกศิลาด้วยเซ้นส์ที่เฉียบคม เขาส่งยิ้มมุมปากที่กวนประสาทแต่เปี่ยมด้วยความน่าไว้วางใจในยามวิกฤต "คุณนี่มันใจเย็นเกินไปหรือไร้หัวใจกันแน่ครับ ดร.ศศิธร? กำแพงหินหนาแปดตันกำลังจะบดพวกเราให้แบนเป็นกระดาษปาปิรัสอยู่แล้ว แต่คุณยังมายืนคำนวณฟิสิกส์นิวตันซะงั้น" "ถ้าฉันไร้หัวใจ ฉันคงปล่อยให้คุณยืนเหยียบสลักกลไกนั้นตั้งแต่ก้าวแรกที่เราลงมาถึงห้องโถงใต้ดินนี่แล้วครับ ภาคิน" ศศิธรสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคู่นคมตวัดมองเขาด้วยประกายความดุดันที่ดึงดูดใจอย่างประหลาด "และจำไว้ว่า ที่นี่ไม่มีที่ให้ความประมาททำงาน" บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอัดแน่นด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่ขัดแย้งแต่หลอมรวมเป็นหนึ่งอย่างประหลาด ท่ามกลางความตายที่หายใจรดต้นคอ ความฉลาดและทักษะเฉพาะตัวของทั้งคู่คือสิ่งเดียวที่ค้ำจุนลมหายใจไว้ ศศิธรคือนักโบราณคดีผู้ยึดมั่นในเหตุผลและโครงสร้างประวัติศาสตร์ ส่วนภาคินคือนักประเมินผู้ใช้สัญชาตญาณและสัมผัสพิเศษในการอ่านทิศทางพลังงานของวัตถุโบราณ "รอยแยกตรงฐานรูปสลัก... นั่นคือจุดสมดุล" ภาคินพูดเสียงต่ำ พลางใช้ไหล่กระแทกแผ่นศิลาออกแรงผลักสุดกำลัง "มันไม่ใช่กำแพงทึบ แต่มันคือประตูหนีภัยที่ถูกซ่อนด้วยกลไกถ่วงน้ำหนักโบราณ! ศศิ... มือขวาของคุณ ขยับคานศิลานั้นพร้อมกับผม นับสาม!" ดร.ศศิธรไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เธอพุ่งตัวเข้าไปประชิดร่างของชายหนุ่ม กลิ่นอายเฉพาะตัวและไอร้อนจากร่างกายของเขาปะทะเข้ากับผิวกายที่เย็นเฉียบของเธอ มือเรียวบางทั้งสองข้างประสานเข้ากับมือหนาของภาคินที่กุมคานศิลาโบราณไว้แน่น กล้ามเนื้อเกร็งตัวปูดโปนตามแรงกดมหาศาล "หนึ่ง... สอง... สาม!" เสียงคำรามของมวลหินดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินแยก ร่างของทั้งสองพุ่งทะยานผ่านช่องแคบที่เปิดออกชั่วพริบ ก่อนที่แผ่นศิลาขนาดยักษ์จะกระแทกปิดตายสนิทตามหลังอย่างเฉียดฉิว แรงลมจากการปิดตัวของประตูกระแทกแผ่นหลังของพวกเขากระเด็นตกลงสู่พื้นหินด้านนอกอย่างทุลักทุเล ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งสองที่ดังสะท้อนไปตามโถงทางเดินมืดทึบ กลิ่นฝุ่นควันจางลง ปรากฏเป็นแสงสว่างสีส้มสลัวๆ จากคบเพลิงสำริดที่ยังคงติดไฟอยู่ที่ผนังด้านนอก เผยให้เห็นเส้นทางหลบหนีที่ทอดยาวออกสู่เบื้องบน ศศิธรยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าและจัดระเบียบแว่นสายตาให้เข้าที่ แม้เนื้อตัวจะมอมแมมและมีรอยแผลถลอก แต่ท่าทีของเธอยังคงสงบนิ่งและเยือกเย็นเช่นเดิม ผิดกับภาคินที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหิน หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก "รอดมาได้... นึกว่าชาตินี้จะได้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ซะแล้ว" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลก พลางใช้มือเสยผมที่ชุ่มเหงื่อขึ้นลวกๆ "ฝีมือไม่เลวเลยนี่ครับ ด็อกเตอร์ คุณนี่พึ่งพาได้มากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ" "ฉันทำตามหน้าที่และหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ได้พึ่งพาโชคช่วยเหมือนคุณหรอกนะ ภาคิน" ศศิธรตอบเสียงเรียบ แต่ริมฝีปากบางกลับแอบแย้มยิ้มจางๆ ที่มุมปากอย่างยากจะสังเกตเห็น "ลุกขึ้นเถอะครับ เรายังต้องหาทางออกไปให้พ้นจากอาณาจักรใต้ดินนี่ก่อนที่ออกซิเจนจะหมด" ภาคินยื่นมือข้างหนึ่งให้ศศิธรช่วยพยุง หญิงสาวลังเลอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะยื่นมือเรียวบางไปจับเพื่อดึงเขาขึ้นมาสัมผัสที่อุ่นจัดจากฝ่ามือของชายหนุ่มส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าคู่หูทางธุรกิจหรือเพื่อนร่วมงาน พวกเขาก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปตามอุโมงค์หินที่ทอดยาวขึ้นสู่เบื้องบน แสงสว่างปลายอุโมงค์เริ่มสาดส่องเข้ามาทีละน้อย บ่งบอกว่าอิสรภาพอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวผ่านซุ้มประตูหินแกะสลักรูปสناค (Snakes) โบราณ ศศิธรก็ต้องหยุดชะงักกะทันหัน เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่องรอยบางอย่างบนผนังหินข้างทาง รอยสลักใหม่... รอยสลักที่ใช้อุปกรณ์โลหะสมัยใหม่กรีดลงบนศิลาโบราณเพื่อส่งสัญญาณบางอย่าง ภาคินสังเกตเห็นความผิดปกติของหญิงสาว เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงจริงจังขึ้นทันที "มีอะไรหรือครับ ศศิ?" ศศิธรย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะรอยสลักนั้นเบาๆ ผงหินสียังคงใหม่สด แสดงว่าเพิ่งถูกทำขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เอง หัวใจของเธอกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเข้าสู่หัวใจ "รอยนี่... ไม่ใช่อารยธรรมโบราณ" ศศิธรเงยหน้าขึ้นสบตาภาคิน แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็น "และมันไม่ใช่รอยของพวกนักล่าสมบัติทั่วไป... แต่มันคือสัญลักษณ์ประจำตัวของ 'ศาสตราจารย์ธนา' อาจารย์ของฉันเอง" บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบลงในทันที ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขากำลังจะเดินออกสู่แสงสว่างแห่งความรอด แต่การปรากฏขึ้นของรอยสลักนี้กลับดึงพวกเขากลับลงสู่ห้วงลึกของปริศนาที่มืดมนยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำพูดใด เสียงฝีเท้าฝีรองเท้าหนังหนักๆ หลายคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดเบื้องหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบของบุคคลที่พวกเขาคิดว่าสูญหายไปในประวัติศาสตร์เมื่อหลายปีก่อนดังแทรกขึ้นมา "ยินดีต้อนรับสู่ทางออกจากความมืด... ลูกศิษย์ตัวน้อยของฉัน" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาประวัติศาสตร์อันดำมืดนี้ไปพร้อมกับผมจนถึงบรรทัดนี้นะครับ - บันทึกนักโบราณคดี
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%