กลิ่นอับของดินชื้นและสนิมเหล็กคละคลุ้งในโพรงใต้ฐานศาสนสถานร้าง แสงไฟจากกระบองเพลิงส่องกระทบละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้างราวกับดวงดาวในสุพันธกาล ดร.ศศิธร ใช้ปลายนิ้วที่สวมถุงมือยางปัดเศษดินตะกอนออกจากร่องสลักบนแผ่นศิลาโบราณอย่างระมัดระวัง ทุกสัมผัสของเธอมั่นคงและแม่นยำ ราวกับศัลยแพทย์กำลังผ่าตัดหัวใจของผู้ป่วยบนเตียงฉุกเฉิน แม้ในใจจะตระหนักดีว่าความลับที่ฝังอยู่ใต้ก้อนหินเหล่านี้อาจพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ไปตลอดกาล หรือในทางกลับกัน... อาจฝังกลบพวกเขาทั้งสองคนไว้ที่นี่ชั่วนิรันดร์
"คุณกำลังเล่นกับระเบิดเวลาทางประวัติศาสตร์นะ ศศิ"
เสียงทุ้มต่ำของภาคินดังขึ้นจากมุมมืดของห้องใต้ดิน แสงไฟจากคบเพลิงวูบไหวตามแรงลมลอดผ่านช่องหิน เผยให้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ของชายหนุ่ม เขานั่งไขว่ห้างอยู่บนลังไม้โบราณ มือข้างหนึ่งหมุนเหรียญทองคำโบราณในความมืดเล่นอย่างใจเย็น ราวกับสถานการณ์ตึงเครียดเบื้องหน้าเป็นเพียงฉากหลังของละครเวที
ศศิธรชะงักมือเล็กน้อย เธอไม่หันไปมองเขา แต่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับร่องตัวอักษรโบราณที่เพิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นหลังการปัดกวาด
"ระเบิดเวลาที่ว่า ทำงานมาตั้งแต่ห้าร้อยปีที่แล้วต่างหากล่ะครับ... ภาคิน" ศศิธรตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เยือกเย็น และคมกริบ "และหน้าที่ของนักโบราณคดี ไม่ใช่การวิ่งหนีแรงระเบิด แต่คือการถอดสลักมันออก ก่อนที่มันจะทำลายความจริงทั้งหมดให้สูญหายไปกับกาลเวลา"
ภาคินหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่น่าฟัง เขาลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาใกล้แสงไฟ เงาทอดทับร่างของหญิงสาวจนมิด เขาโน้มตัวลงต่ำ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ศศิธรยังคงนิ่ง ไม่ถอยหลังหนี แม้หัวใจในอกจะเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดอันตรายที่พวกเขามีต่อกันเสมอมา—ความต่างสุดขั้วระหว่างนักวิทยาศาสตร์ผู้ยึดมั่นในหลักฐาน กับนักล่าสมบัติผู้เชื่อในสัญชาตญาณ
"ความจริงเหรอ?" ภาคินโน้มใบหน้ากระซิบชิดใบหูของเธอ เสียงของเขาเจือแววเย้ยหยันที่ซ่อนความห่วงใยไว้ลึกซึ้ง "คุณคิดว่าโลกใบนี้ต้องการความจริงจริงๆ งั้นหรือ ศศิ... บางที สิ่งที่ถูกฝังไว้ อาจไม่ได้ต้องการให้ใครขุดคุ้ยขึ้นมาพบเจอหรอกนะ"
"ถ้าโลกไม่ต้องการความจริง เราก็คงไม่ต้องมาเสียเวลาอยู่ในหลุมศพของคนตายแบบนี้หรอกครับ" ศศิธรหันขวับมาสบตาเขา ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของชายหนุ่มอย่างไม่ยอมแพ้ "โดยเฉพาะความจริงเกี่ยวกับอาจารย์ของฉัน... และสมบัติชิ้นที่คุณพยายามปกปิดมันอยู่"
บรรยากาศในห้องใต้ดินราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงัน ทั้งคู่จ้องตากันราวกับจะอ่านความคิดของอีกฝ่าย ภาคินเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน เขายกมือขึ้นยอมแพ้อย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะผายมือไปยังแผ่นศิลาเบื้องหน้าของหญิงสาว
"เชิญครับ... ท่านด็อกเตอร์ผู้พิทักษ์ความจริง มาดูกันว่าคุณจะถอดสลักระเบิดลูกนี้ได้สง่างามแค่ไหน"
ศศิธรสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เธอกลับมาสนใจแผ่นศิลาอีกครั้ง แสงไฟส่องกระทบข้อความโบราณที่สลักไว้ด้วยเทคนิคชั้นสูง ซึ่งไม่ควรจะมีอยู่จริงในยุคสมัยนั้น
นี่คือหลักฐานชิ้นใหญ่ที่สุดตั้งแต่เริ่มการขุดค้น... บันทึกการเดินทางของคณะราชทูตที่ถูกลบหายไปจากพงศาวดารอย่างจงใจ มันไม่ใช่แค่เรื่องราวการค้าขายหรือการเมือง แต่มันคือจดหมายเหตุลับที่เปิดเผยว่า การล่มสลายของอาณาจักรโบราณไม่ได้เกิดจากโรคระบาดหรือสงครามอย่างที่ตำราเรียนบันทึกไว้ หากแต่เกิดจากการ "หักหลัง" ภายในราชสำนัก โดยมีเบื้องหลังเป็นวัตถุโบราณชิ้นเดียวกับที่ภาคินเคยพยายามแย่งชิงมาจากตลาดมืดเมื่อหลายเดือนก่อน
มือเรียวบางสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเธอใช้พู่กันปัดฝุ่นผงชั้นสุดท้ายออก เผยให้เห็นตราประทับประจำพระองค์ที่คุ้นตาอย่างประหลาด... ตราประทับรูปงูพันคบเพลิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับแหวนที่อาจารย์ของเธอมักสวมใส่ก่อนจะเสียชีวิตในแหล่งโบราณคดีต้องห้ามเมื่อสี่ปีก่อน
ศศิธรเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ทฤษฎีทั้งหมดที่เธอเคยเชื่อมั่นพังทลายลงในพริบตา อาจารย์ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุจากการถล่มของถ้ำอย่างเป็นทางการ แต่... เขาถูกฆ่า และหลักฐานชิ้นนี้กำลังบอกว่า ผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการตายนั้น ยังคงลอยนวลอยู่ในแวดวงวิชาการระดับสูงในปัจจุบัน
"เป็นยังไงบ้างครับ?" ภาคินถามเสียงเรียบ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติทางอารมณ์ของหญิงสาวผ่านแผ่นหลังที่เกร็งเครียดของเธอ "เจอสิ่งที่เรียกว่า 'ความจริงครึ่งใบ' หรือยัง?"
"มันไม่ใช่แค่เรื่องโบราณคดี... ภาคิน" ศศิธรพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ร่างกายเย็นเฉียบ "อาจารย์ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ... ท่านกำลังจะเปิดโปงเรื่องนี้"
"ผมเตือนคุณแล้ว..." ภาคินเสียงเข้มขึ้น สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังและดุดันที่ยากจะเห็น "และตอนนี้... พวกมันรู้แล้วว่าเรากำลังขุดคุ้ยอะไรอยู่"
*กึก!*
เสียงโลหะกระทบกันดังแผ่วมาจากอุโมงค์ทางเข้าด้านบน ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้ด้วยความรวดเร็ว
ศศิธรสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับไปมองทางเข้าที่มืดสนิททันที ความตระหนักรู้บางอย่างวิ่งพล่านไปทั่วร่าง
ไม่ใช่แค่เสียงลม... และพวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจา
ภาคินพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนของเธอด้วยความเร็วสูง แรงกระชากนั้นทำให้ศศิธรเซถลาเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาโดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มใช้มืออีกข้างชักอาวุธปืนพกสั้นออกมาจากเสื้อแจ็คเก็ตอย่างคล่องแคล่ว สายตาคมกราบกรานมองไปยังทางเข้ามืดสนิทด้วยสัญชาตญาณนักล่า
"วิ่ง!" ภาคินคำรามลั่นในลำคอ พร้อมกับเสียงปืนนัดแรกที่ดังสนั่นก้องกังวานทะลุอุโมงค์มืดลงมา เศษหินและปูนร่วงกราวลงมาจากเพดานเฉียดศีรษะของทั้งคู่ไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร
ก่อนที่ศศิธรจะได้หยิบแผ่นศิลาหลักฐานชิ้นนั้นขึ้นมาปกป้อง ภาคินกลับตัดสินใจเด็ดขาด เขาคว้าสมุดบันทึกภาคสนามของเธอโยกยัดใส่กระเป๋าเสื้อของตนเอง ก่อนจะคว้ามือเรียวของหญิงสาวแล้วออกวิ่งฝ่าความมืดลึกลงไปในเขาวงกตใต้ดินที่ไร้ทางออก โดยมีเสียงฝีเท้าและเสียงกระสุนปืนไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิดในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในปริศนาแห่งกาลเวลานี้กับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 12
รุ่งอรุณแห่งความจริงครึ่งใบ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!