เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา•ตอนที่ 12

บันทึกที่สาบสูญ

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“ท่านอาจารย์... ความเมตตาของท่านช่างน่าขบขันเสียจริง” เสียงทุ้มต่ำของเยี่ยซิงเหอแหบพร่าดุจเสียงกระดูกเสียดสีกันท่ามกลางความเงียบงันในหอคัมภีร์ต้องห้าม แสงเทียนสีชาดวูบไหวราวกับจะดับลงทุกขณะ ส่องให้เห็นเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นของชายหนุ่ม เขาขว้างม้วนคัมภีร์หนังแพรเก่าคร่ำที่บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากลงแทบเท้าของหลี่มู่เฉิน หลี่มู่เฉินยืนนิ่งดุจรูปสลักน้ำแข็ง ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยไร้ความรู้สึกกลับปรากฏรอยร้าวลึกในดวงตาคมกริบ เขาปัดมือเพียงครั้งเดียว ม้วนคัมภีร์ที่ถูกฉีกขาดก็คลี่ออกกลางอากาศ เผยให้เห็นตราประทับสีเลือดที่ซ่อนอยู่ใต้รอยปะชุนของสำนักเซียน “เจ้าไปเอาสิ่งนี้มาจากไหน?” น้ำเสียงของประมุขยอดเขาเมฆาสั่นพร่าเพียงน้อยนิด ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบตัวสั่นสะเทือน เยี่ยซิงเหอหัวเราะร่า เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ “สืบหาความจริงช้าไปก้าวหนึ่งเสมอ... ท่านมัวแต่บำเพ็ญเพียรตัดขาดทางโลก จนลืมมองดูเหล่าหนอนบ่อนไส้ที่ชอนไชอยู่ใต้ชายคาเดียวกันหรือ? ตระกูลเยี่ยของข้า... พี่น้องของข้า... บรรพชนของข้า... ถูกขายวิญญาณเพื่อแลกกับโอสถทิพย์ของสำนักเซียนเมื่อสิบปีก่อน! และคนผู้นั้น... ก็คืออาจารย์ที่ข้าเคารพเทิดทูนที่สุด!” หลี่มู่เฉินนิ่งงันดั่งโดนสายฟ้าฟาด ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือด ณ หุบเขาตะวันดับเมื่อสิบปีก่อนย้อนกลับมาดั่งคลื่นยักษ์ เขาจำได้ว่าในตอนนั้น ตนเองติดค้างอยู่ในทัณฑ์สวรรค์จนไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยตระกูลเยี่ยที่จงรักภักดีต่อสำนักได้ทันท่วงที แต่ทว่า... ตราประทับที่ปรากฏบนม้วนคัมภีร์นี้คือ ‘ตราหยกมังกร’ ของเจ้าสำนักอาวุโส มิใช่ศัตรูภายนอกอย่างที่เขาเคยเข้าใจมาตลอดชีวิต “เจ้ากำลังโกหก” หลี่มู่เฉินเค้นเสียงออกมา ลมปราณเยือกแข็งรอบตัวเขาเริ่มแปรปรวนจนผนังหอคัมภีร์ปรากฏรอยร้าว “ข้าเป็นคนเห็นคนของตระกูลเจ้าตายต่อหน้าด้วยฝีมือของพวกมาร...” “พวกมารที่ถือกระบี่ของสำนักเราน่ะหรือ?” เยี่ยซิงเหอก้าวเข้าหาอาจารย์ของตนอย่างท้าทาย ปลายกระบี่สีนิลในมือของเขาเปล่งไอสังหารรุนแรง “หากท่านไม่เชื่อ ก็จงดู ‘บันทึกที่สาบสูญ’ หน้าสุดท้ายนี่เสียสิ ท่านอาจารย์ผู้สูงส่ง ท่านถูกหลอกใช้เป็นโล่กำบังความชั่วช้ามาตลอดสิบปี!” เยี่ยซิงเหอดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว พลังปราณสีดำทมิฬซึมเข้าไปในอักขระบนผนังหอคัมภีร์ ทันใดนั้น ความจริงที่ถูกสะกดไว้ด้วยมนตราโบราณก็เริ่มเผยตัว ภาพนิมิตจากอดีตปรากฏขึ้นกลางอากาศ ภาพของผู้อาวุโสระดับสูงในสำนักเซียนสามคนกำลังยืนปรึกษาหารือกับผู้นำเผ่ามาร แลกเปลี่ยนรายชื่อขุมพลังของตระกูลเยี่ยเพื่อแลกกับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาอมตะที่สูญหาย ความจริงที่เย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่ากระบี่ไร้ใจของหลี่มู่เฉินเสียดแทงเข้าสู่หัวใจของเขา ลมหายใจของเขาติดขัด ความศรัทธาที่เขายึดมั่นมาตลอดชีวิตพังทลายลงดั่งปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัด “ศิษย์คนนี้... ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ข้าไม่ได้ฝึกลมปราณเพื่อจะเหนือกว่าท่าน แต่ข้าฝึกเพื่อที่จะฆ่าผู้ที่ข้าเคยเรียกหาว่า ‘อาจารย์’ ได้โดยไม่สั่นคลอน” เยี่ยซิงเหอเลื่อนปลายกระบี่เข้าใกล้ลำคอของหลี่มู่เฉิน ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยหยาดน้ำตาที่ผสมปนเปกับความอาฆาต “ท่านเห็นแก่ความยุติธรรมนักมิใช่หรือ? วันนี้... ข้าจะมอบความยุติธรรมนั้นให้แก่ตระกูลเยี่ยด้วยเลือดของท่าน!” ทันใดนั้น บรรยากาศภายในหอคัมภีร์พลันเปลี่ยนไป เงาสีดำมืดมิดเคลื่อนไหวจากมุมมืดของห้อง ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ นางคือศิษย์พี่หญิงใหญ่ผู้ครองตำแหน่งผู้พิทักษ์หอคัมภีร์ นางไม่ได้เข้ามาห้ามปรามการต่อสู้ แต่กลับก้าวออกมาพร้อมกับกระบี่ในมือที่ชี้ตรงไปยังหลี่มู่เฉิน “ซิงเหอ... อย่าเสียเวลาพูดกับคนโง่เขลาผู้ยึดติดกับหลักการปลอมๆ นี่เลย” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับสายน้ำที่ไร้คลื่น “ความลับนี้ไม่ได้มีเพียงท่านที่รู้... ประมุขหลี่ ท่านเองก็รู้มาตลอดมิใช่หรือ? เพียงแต่ท่านเลือกที่จะปิดตาตัวเองไว้ เพราะความจริงมันน่าอับอายเกินกว่าที่เซียนผู้ไร้ใจจะยอมรับได้!” หลี่มู่เฉินชะงักไป ดวงตาที่เคยเฉยเมยบัดนี้สั่นไหวอย่างรุนแรง เขามองสลับระหว่างศิษย์รักที่เขาทอดทิ้งให้เผชิญโชคชะตาเพียงลำพัง กับศิษย์พี่หญิงที่เขาเชื่อใจเสมอมา ความสงสัยที่เคยมีอยู่ลึกๆ เริ่มกระจ่างชัดขึ้นทีละน้อย... เขาไม่ได้พลาดเพราะช้าไปก้าวหนึ่ง แต่เขาพลาดเพราะเขาเป็น ‘หมาก’ ที่ถูกวางไว้ในกระดานนี้ตั้งแต่วันแรกที่เขาก้าวเข้าสู่สำนัก กระบี่ของเยี่ยซิงเหอขยับเขยื้อน มันไม่ได้พุ่งเข้าหาหลี่มู่เฉินอย่างที่คาดไว้ แต่กลับสะบัดไปฟาดฟันเข้าที่ผนังมนตราด้านหลังของหลี่มู่เฉินจนแตกละเอียด เปิดเผยให้เห็น ‘โลงศพน้ำแข็ง’ ที่ซ่อนอยู่หลังกำแพง ซึ่งภายในนั้นคือร่างของบิดาเยี่ยซิงเหอที่ยังไม่เน่าเปื่อย ทว่ามีเข็มอาคมทิ่มแทงอยู่ทั่วร่างเพื่อสูบกินพลังปราณไปหล่อเลี้ยง ‘หินเซียน’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางสำนัก! หลี่มู่เฉินทรุดลงเข่าหนึ่งข้าง ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าหนักอึ้งเสียจนเขากระอักเลือดออกมาเป็นสาย เขารู้แล้วว่าตนเองไม่ได้เพียงแค่ถูกหลอก แต่เขายังเป็นผู้ค้ำจุนความชั่วร้ายนี้มาตลอดโดยไม่รู้ตัว ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูหอคัมภีร์ก็พังครืนลง เสียงฝีเท้าของเหล่าผู้อาวุโสในสำนักนับสิบชีวิตดังขึ้นพร้อมกัน อาวุธวิเศษนับร้อยชิ้นพุ่งตรงมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่ “จับกุมประมุขหลี่มู่เฉิน! ข้อหาลักลอบทำลายผนึกต้องห้ามและคิดกบฏต่อสำนัก!” หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยซิงเหอที่แสยะยิ้มอย่างสมเพช ก่อนที่เขาจะตัดสินใจชักกระบี่ไร้ใจออกจากฝักเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี ประกายแสงสีขาวนวลตาปกคลุมไปทั่วห้อง ท่ามกลางความวุ่นวาย เยี่ยซิงเหอกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก “อาจารย์... เกมนี้ยังไม่จบหรอก เพราะคนที่ทรยศท่านจริงๆ น่ะ... ยังไม่ได้ก้าวออกมาจากเงามืดเลย” หลี่มู่เฉินมองไปทางศิษย์พี่หญิง เห็นนางกำลังยิ้มอย่างเยือกเย็น ขณะที่มือของนางค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท... มือของนางไม่ได้ถือกระบี่เพื่อช่วยเขา แต่นางกำลังถือ ‘ตราประทับแห่งมาร’ ที่แท้จริงอยู่! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 12 นี้กับหลิวเยี่ยนซีนะคะ หวังว่าความจริงที่เผยออกมาจะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปพร้อมๆ กับตัวละครค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%