"ถ้าคุณใส่กะทิลงไปตอนนี้ รสชาติที่อุตส่าห์เคี่ยวมาทั้งคืนจะพังไม่เป็นท่าเลยนะกรณ์!"
เสียงรินรดาดังแว่วมาท่ามกลางควันโขมงจากเตาฟืนขนาดใหญ่ เธอคว้าข้อมือผมไว้ทันก่อนที่ทัพพีไม้ในมือจะหย่อนกะทิสดลงในหม้อแกงคั่วหอยขม ผมชะงัก สายตามองไปที่ฟองอากาศที่ปุดขึ้นมาตามจังหวะความร้อน นี่ไม่ใช่ครัวสเตนเลสสตีลที่ควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำด้วยปลายนิ้วสัมผัส แต่มันคือครัวชั่วคราวหลังวัดท่ามกลางเสียงจอแจของชาวบ้านที่กำลังเตรียมงานบุญประจำปี
"ผมแค่คิดว่ามันจะนัวขึ้นถ้าเติมความมันเข้าไปอีกนิด" ผมตอบพลางถอนหายใจ ความเคยชินจากการคุมครัวในโรงแรมห้าดาวมันฝังลึก จนบางครั้งผมก็เผลอใช้ตรรกะแบบนั้นกับอาหารบ้านๆ ที่ต้องอาศัย 'ความรู้สึก' มากกว่า 'สูตรสำเร็จ'
รินปล่อยมือผม สายตาเธอมองปราดไปรอบตัว ก่อนจะคว้ากำใบชะพลูสดๆ มาขยำเบาๆ แล้วโปรยลงไปแทน "งานบุญไม่ใช่การแข่งทำอาหารเชฟ แต่คือการทำให้คนในหมู่บ้านที่มากิน ได้รสชาติที่เขาคุ้นเคยจนยิ้มออก กะทิน่ะไว้ใส่ตอนจะยกขึ้น ถ้าใส่ตอนนี้มันแตกมันแล้วจะเสียรสสัมผัสที่ชาวบ้านชอบ เข้าใจไหมครับ?"
คำว่า 'ครับ' ที่เธอเลียนแบบน้ำเสียงผมทำเอาผมหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
งานบุญประจำปีของหมู่บ้านวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เสียงดนตรีพื้นบ้านคลอเคล้าไปกับกลิ่นดินหลังฝนตกใหม่ๆ กลิ่นหอมของเครื่องแกงโขลกสดๆ ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณโรงทาน ผมมองดูชาวบ้านที่ต่อแถวกันยาวเหยียด แต่ละคนถือปิ่นโตเก่าๆ หรือถาดพลาสติกใบย่อมมาด้วยแววตาแห่งความหวัง
เมื่อถึงเวลาแจกจ่าย ผมตักแกงคั่วหอยขมใส่ถ้วยให้คุณยายท่านหนึ่ง มือที่เหี่ยวย่นรับถ้วยไปพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผมสั่นไหวอย่างประหลาด ไม่ใช่เพราะมันคืออาหารระดับมิชลินสตาร์ แต่มันคือความสุขที่บริสุทธิ์ที่สุดที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานนับปี
"อร่อยเหลือเกินพ่อหนุ่ม... รสชาติเหมือนตอนแม่ผมทำให้กินไม่มีผิดเพี้ยน" คุณยายพูดพลางเช็ดมุมปากที่เลอะคราบแกง
"ดีใจที่ชอบครับยาย" ผมตอบ สายตาเหลือบไปเห็นรินที่กำลังหัวเราะร่าอยู่กับกลุ่มเด็กๆ เธอหยิบขนมจีนน้ำยาใส่ถุงให้ชาวบ้านอย่างคล่องแคล่ว ท่ามกลางเสียงหัวเราะและคำขอบคุณที่ดังสลับกับเสียงระฆังวัด
ตลอดทั้งวัน ผมพบว่าตัวเองไม่ได้มองหาความสมบูรณ์แบบของจานอาหาร แต่ผมกำลังมองหาสิ่งที่เรียกว่า 'ความเชื่อมโยง' กลิ่นดินหลังฝนผสมกับกลิ่นแกงคั่ว มันเป็นองค์ประกอบที่แม้แต่เชฟระดับโลกก็ปรุงแต่งขึ้นมาเองไม่ได้ มันต้องใช้เวลา... เวลาที่ผมกำลังค่อยๆ สะสมมันไว้ที่นี่
"เหนื่อยไหมครับเชฟ?" รินเดินเข้ามาหาผมตอนที่งานเริ่มซาลงแล้ว เธอส่งขวดน้ำเย็นจัดให้ ผมรับมาดื่มจนเกือบหมดขวด
"ไม่ครับ... แปลกดีที่วันนี้ผมกลับรู้สึกว่าพลังงานมันไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกเติมเต็มจากคำชมพวกนั้นต่างหาก" ผมสารภาพออกไปตรงๆ พลางมองไปยังพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าแสงสีทองสะท้อนกับยอดเจดีย์วัด
รินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองมาที่ผมด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "ถ้าคุณมีความสุขแบบนี้ไปเรื่อยๆ... คุณจะยังคิดจะกลับไปกรุงเทพฯ อยู่ไหมกรณ์?"
คำถามนั้นทำให้ผมชะงัก ก้อนเนื้อในอกกระตุกวูบ ผมกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามา เขาสวมชุดสูทสีเข้มที่ดูขัดกับบรรยากาศวัดอย่างสิ้นเชิง เดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเราสองคน สายตาของเขาเย็นชาและคมกริบเหมือนมีดที่เพิ่งลับใหม่
"เจอตัวจนได้นะกรณ์ระวี... ทางบอร์ดบริหารของโรงแรมที่ปารีสฝากให้ผมมาตามคุณกลับไปเซ็นเอกสารโอนสิทธิ์ขาดในฐานะทายาทคนสุดท้ายของคุณตา"
ชายคนนั้นวางแฟ้มสีดำสนิทลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าครอบคลุมบริเวณโรงทาน ผมมองแฟ้มเล่มนั้นสลับกับใบหน้าที่ตกใจของริน ความลับที่ผมพยายามฝังกลบไว้ภายใต้กลิ่นดินและไอฝนกำลังจะถูกขุดขึ้นมาในนาทีนี้
ฟาร์มเมอร์สุขใจหวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกท่านได้สัมผัสถึงความอุ่นใจและรอยร้าวที่กำลังก่อตัวนะครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข•ตอนที่ 24
งานบุญประจำปีของหมู่บ้าน
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!