เสียงหอบหายใจของระบบระบายอากาศฉุกเฉินดังฮี่ๆ สลับกับเสียงสัญญาณเตือนภัยโทนต่ำที่เจาะประสาทหู คาร่าไม่สนใจหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามแนวสันกรามคมคาย ปลายนิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือยุทธวิธีของเธอยังคงรัวอยู่บนแป้นควบคุมโฮโลแกรมสีแดงฉาน ข้อมูลการไหลเวียนของออกซิเจนในเขตเซกเตอร์ 7 กำลังร่วงหล่นลงดิ่งเหวราวกับกราฟหุ้นมรณะ
"ระบบล็อกเกາประตูนิรภัยกั้นไว้แล้ว แต่มันกำลังละลายด้วยความร้อนระดับพลาสมา" เสียงของคาร่าราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความตึงเครียดที่ถูกกดทับไว้ด้วยวินัยทหาร "เอเลียส... ถ้าคุณยังไม่เลิกไขน็อตเจ้ากล่องสมองกลไร้สาระนั่น เราคงได้กลายเป็นเนื้ออบสุญญากาศกันหมดในอีกสามนาทีข้างหน้า"
เอเลียสไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากแผงวงจรที่เปิดอ้าซ่า เขาใช้ประแจเลื่อนหัวเข่ากระแทกเข้ากับโครงเหล็กเพื่อปรับมุมของตัวเก็บประจุควอนตัมด้วยมือเปล่า รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของวิศวกรวิปลาส ดวงตาคู่นคมกริบสะท้อนแสงสีแดงของไฟฉุกเฉินวับวาม
"ผู้พันครับ ความใจร้อนไม่เคยช่วยให้ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนของไทเทเนียมลดลงได้หรอกนะครับ" เอเลียสตอบกลับน้ำเสียงกวนประสาทแต่ทุ้มนุ่ม มือขวาตบลงบนโครงสร้างหลักของสถานีอย่างแม่นยำจนเกิดเสียงกริ๊กเบาๆ "อีกอย่าง... ที่ผมกำลังทำอยู่นี่ ไม่ใช่การไขน็อตไร้สาระ แต่เป็นการเปิดประตูหลัง (Backdoor) เข้าสู่ระบบควบคุมการทรงตัวของสถานีร้างแห่งนี้ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่เราจะรอดออกไปจากนรกขุมนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งคำสั่งอนุญาตจากสภาวะสงครามของคุณ"
"กฎระเบียบคือความอยู่รอด เอเลียส" คาร่าหันขวับมามองเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว ประกายไฟจากท่อระบายความร้อนที่แตกด้านข้างสาดส่องใบหน้าครึ่งซีกของเธอให้ดูดุดันราวนางพญาแห่งสงครามดวงดาว "การเปิดช่องโหว่ให้ระบบหลักเท่ากับเป็นการทรยศต่อพันธกิจของสหพันธ์ หากข้อมูลนี้รั่วไหลออกไป คุณจะถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยข้อหากบฏต่อความมั่นคง"
"ถ้าเราตายตรงนี้ ความมั่นคงของสหพันธ์ก็คงเหลือแค่เศษผงธุลีในอวกาศล่ะครับผู้พัน" เอเลียสเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองคนเหลือไม่ถึงฟุต กลิ่นอายของโอโซนผสมกับเหงื่อกาฬและกลิ่นเหล็กไหม้ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ระหว่างอุดมการณ์อันแข็งกร้าวที่เธอถือครอง กับความยืดหยุ่นอย่างไร้ขอบเขตที่เขาเป็นผู้ขับเคลื่อน
"ยินดีต้อนรับกลับสู่ระบบ... ผู้พันคาร่า" เสียงสังเคราะห์สังเคราะห์จากระบบหลักของสถานีดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ ทันใดนั้น หน้าจอโฮโลแกรมทั้งหมดก็เปลี่ยนจากสีแดงเดือดกลายเป็นสีฟ้าครามเย็นเยียบ แสงไฟฉุกเฉินดับลง เหลือเพียงแสงสลัวจากแผงควบคุมหลักที่ฉาบไล้ใบหน้าของทั้งคู่ให้ดูราวกับรูปสลักหินอ่อน
แต่ความเงียบสงบนั้นอยู่ได้ไม่ถึงสามวินาที
เสียงโลหะฉีกขาดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากอุโมงค์เชื่อมต่อด้านหลัง กำแพงกันความร้อนชั้นที่สามถูกแรงดันมหาศาลจากภายนอกทะลวงเข้ามา แรงดันอากาศที่ลดฮวบลงทำให้มวลอากาศในห้องถูกดูดออกไปชั่วขณะ เกิดเสียงหวีดหวิวแหลมสูงบาดแก้วหู แผงเหล็กขนาดมหึมาที่กั้นระหว่างเซกเตอร์พับงอลงมาทับร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งที่วิ่งหนีไม่พ้น ร่างนั้นถูกหนีบติดอยู่กับพื้นเหล็ก เลือดสีแดงสดพุ่งทะลักออกมาตามรอยต่อของเกราะกระแทกกับสายตาที่เบิกโพงด้วยความตื่นตระหนก
"อาร์ค! ถอยออกมา!" คาร่าพยายามจะพุ่งตัวเข้าไปช่วย แต่ทว่าคานเหล็กอีกท่อนหนึ่งกลับร่วงหล่นลงมาขวางกั้นเส้นทางเอาไว้ในเสี้ยววินาที
เอเลียสคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น แรงบีบจากมือของวิศวกรหนุ่มหนักแน่นพอที่จะฉุดรั้งสัญชาตญาณทหารของเธอไว้ได้ "อย่าขยับ! โครงสร้างตรงนั้นกำลังวิกฤต ถ้าคุณเข้าไป แรงสั่นสะเทือนจะทำให้คานเหล็กทับร่างเขาแหลกละเอียดทันที"
"ปล่อยฉัน! ฉันคือผู้คุมกฎ หน้าที่ของฉันคือการปกป้องชีวิตผู้ใต้บังคับบัญชา!" คาร่าตวาดเสียงกร้าว ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยความโกรธและคับแค้นใจ เธอดึงมือออกจากการเกาะกุมแล้วหันไปมองหน้าจอควบคุมหลัก "แผงควบคุมแสดงผลว่าระบบระบายอากาศฉุกเฉินโซน C กำลังจะปิดตาย หากเรากดสละสลับวาล์วเพื่อช่วยชีวิตอาร์ค ออกซิเจนในห้องหลักจะหมดลงภายในหกสิบวินาที... แต่ถ้าเราสละโซน C ทิ้ง อาร์คจะ..."
เธอกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ มือของเธอยกขึ้นค้างอยู่เหนือปุ่มสีส้มสำหรับการ "สละพื้นที่" เพื่อรักษาแกนหลักของสถานีไว้ นี่คือบททดสอบที่โหดร้ายที่สุดของความเป็นผู้นำ การเลือกชีวิตของคนๆ หนึ่งเพื่อแลกกับความอยู่รอดของคนส่วนใหญ่ หรือการทำตามหัวใจที่เรียกร้องแต่ต้องแลกมาด้วยความพินาศของภารกิจทั้งหมด
เอเลียสจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาว เขาเห็นไหล่ลาดกว้างนั้นสั่นเทาเล็กน้อย แม้ภายนอกเธอจะดูแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า แต่ภายใต้เครื่องแบบผู้คุมกฎ เธอก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องแบกรับน้ำหนักของความตายไว้บนบ่า
"ให้ผมทำแทนไหมครับ" เอเลียสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือเรียวของเขาวางทับลงบนมือของเธอที่สั่นเทาอยู่เหนือแป้นพิมพ์ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านถุงมือยุทธวิธีเข้าไปสู่ผิวเนื้อของเธอ "คุณเป็นผู้คุมกฎ... หน้าที่ในการทำลายกฎเพื่อให้โลกยังคงหมุนต่อไป ปล่อยให้เป็นภาระของคนบ้าแบบผมเถอะครับ"
คาร่าหันมามองหน้าเขา แววตาของเธอลึกล้ำและสับสน มีทั้งความรู้สึกขอบคุณ ความโกรธเกรี้ยว และความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอดซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านตาคู่นั้น ริมฝีปากของเธอกำลังจะขยับเอื้อนเอ่ยบางสิ่ง
แต่ทว่า... ก่อนที่นิ้วของเอเลียสจะกดลงบนปุ่มตัดสินชะตากรรม เสียงก๊อปแก๊ปประหลาดก็ดังขึ้นจากซอกมุมมืดของเพดานเหนือหัวพวกเขา
เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก้าวเดินเข้ามาใกล้ ท่ามกลางความเงียบงันของสถานีร้าง เสียงนั้นไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่เป็นเสียงของการเสียดสีระหว่างโลหะและกลไกไฮดรอลิกที่ถูกควบคุมด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกลบหน่วยความจำไปแล้ว
"ไม่ต้องเลือกหรอกครับ... เพราะพวกคุณไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยียบเข้ามาที่นี่แล้ว" เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังมาจากเงามืด พร้อมกับการปรากฏร่างของหุ่นยนต์รบอัตโนมัติรุ่นโบราณที่ดวงตาสีแดงฉานกำลังจ้องมองตรงมาที่พวกเขาทั้งสองคน พร้อมกับปากกระบอกปืนพลาสมาที่ยกขึ้นเล็งตรงมาที่หัวใจของเอเลียส
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
จากใจนักเขียน: ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ ไฮเปอร์ไดรฟ์
วิศวกรวิปลาสกับผู้คุมกฎแห่งสถานีร้าง•ตอนที่ 9
สัญชาตญาณของการเอาตัวรอด
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรวิปลาสกับผู้คุมกฎแห่งสถานีร้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!