วิศวกรนิ่งขรึมกับทูตสันติภาพผู้ไร้หัวใจ•ตอนที่ 2

ผลประโยชน์ภายใต้ซากเหล็ก

ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
เสียงโลหะบิดตัวดัง *ลั่นเอี๊ยด* สะท้อนก้องกังวานอยู่ในห้องควบคุมเครื่องยนต์ขนาดมหึมา แรงสั่นสะเทือนระดับริกเตอร์ย่อมๆ จากระบบระบายความร้อนที่ถูกตัดวงจรอย่างกะทันหัน ส่งผลให้พื้นเหล็กใต้รองเท้าคอมแบทของอีไลจาห์สั่นสะเทือนจนสะท้านขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง ประตูกั้นนิรภัยหนาเตอะสกรีนเกรดทหารด้านหลังพวกเขาปิดสนิทลงด้วยระบบล็อกแม่เหล็กไฟฟ้าแรงดันสูง เสียง *คลิก* หนักหน่วงดังขึ้นพร้อมกับสัญญาณไฟสีแดงฉานที่สווกระพริบถี่ๆ สาดไล่ความมืดสลัวภายในห้องให้กลายเป็นสีเลือด พวกเขากลายเป็นผู้ติดค้างอย่างสมบูรณ์แบบ "ดูเหมือนว่า... เจ้าบ้านที่เราเพิ่งพูดถึงเมื่อครู่ จะต้อนรับเราด้วยวิธีที่ไมไมไมตรีเท่าไหร่นะครับ ท่านทูต" อีไลจาห์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาแต่เจือกระแสความเย็นชา มือหยาบกร้านสวมถุงมือวิศวกรโลหะผสมดึงหน้ากากกรองอากาศลงมาคลุมครึ่งใบหน้า ดวงตาคมกริบใต้กรอบคิ้วหนากวาดมองแผงควบคุมระบบระบายความร้อนหลักที่กำลังส่งเสียงคำรามต่ำอย่างบ้าคลั่ง อุณหภูมิภายในห้องพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ตัวเลขอิตเทรียมดิจิทัลบนจอโฮโลแกรมตรงหน้ากระพริบเตือนสีแดงฉาน *78 องศาเซลเซียส... 82 องศาเซลเซียส...* วาเลเรียไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกอย่างที่สตรีทั่วไปพึงมี ร่างระหงในชุดสูททูตเข้ารูปเนื้อดีขยับถอยหลังเพียงเล็กน้อยเพื่อหาจุดสมดุล ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองไปรอบห้องด้วยความเร็วแสง สมองของเธอกำลังประเมินสถานการณ์ทางการเมืองและความเป็นไปได้ทั้งหมดในหัว เธอยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยออก1ข้าง ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ที่เคลือบยาพิษความเยือกเย็นไปให้ชายหนุ่ม "ดิฉันคิดว่าเราควรเปลี่ยนคำนิยามใหม่นะ อีไลจาห์... นี่ไม่ใช่การต้อนรับ แต่มันคือการ 'ฆาตกรรมทางธุรการ' ต่างหากล่ะคะ" เสียงของเธอนุ่มนวลราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาดที่พร้อมจะฟาดฟันทุกสถานการณ์ "พวกเขาไม่ได้อยากเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว รอยแยกทางการเมืองบนดาวพฤหัสบดีรุ่นที่สี่กำลังจะถูกกวาดล้างให้สะอาด และเราสองคนบังเอิญเป็นเศษฝุ่นชิ้นสุดท้ายที่ขวางหูขวางตาพวกเขาบนสถานีร้างแห่งนี้" อีไลจาห์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาต่อความไร้เดียงสาของเกมการเมือง "เศษฝุ่นงั้นหรือ? คุณกำลังมองโลกในแง่ดีเกินไป วาเลเรีย" เขาก้าวฉับๆ ไปยังแผงคอนโซลควบคุมหลัก นิ้วมือเรียวยาวแต่แข็งแรงกดลงบนแป้นคีย์บอร์ดเรืองแสงรัวเร็วเพื่อพยายามแฮกเข้าระบบเปิดประตู "พวกเขารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ผมรื้อระบบระบายความร้อนของเตาปฏิกรณ์นี้ออก ความจริงเรื่องการทุจริตโครงสร้างสถานีเมื่อห้าปีก่อนจะถูกเปิดโปง และถ้าปล่อยให้คุณรอดไปได้ สนธิสัญญาการค้าน้ำมันดิบแอนดรูเมด้าจะพังไม่เป็นท่า... เราไม่ได้กำลังถูกกำจัดเพราะเป็นเศษฝุ่น แต่เราตายเพราะเรามี 'ข้อมูล' ที่มีค่ามากเกินไปต่างหาก" หน้าจอโฮโลแกรมปรากฏข้อความปฏิเสธการเข้าถึงสีแดงฉาน *[ACCESS DENIED: OVERRIDE CODE REQUIRED]* อีไลจาห์สบถเบาๆ ในลำคอ กล้ามเนื้อที่กรามขบเข้าหากันจนนูนขึ้น เขาไม่ใช่นักการเมืองที่เก่งกาจเรื่องการเจรจาต่อรองในห้องโถงหรูหรา เขาเป็นวิศวกร... คนที่เชื่อมั่นในกฎฟิสิกส์และความจริงของตัวเลข แต่วันนี้ ตัวเลขเหล่านั้นกำลังทรยศเขา ความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ชุดสูททำงานเริ่มชื้นแฉะ และอากาศในห้องวงจរបิดตัวนี้ก็เริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ วาเลเรียขยับเข้าไปใกล้แผงควบคุมที่อีไลจาห์กำลังพยายามเจาะระบบ เธอมองดูโค้ดภาษาเครื่องที่วิ่งผ่านหน้าจออย่างรวดเร็วด้วยสายตาที่วิเคราะห์ลึกซึ้ง "คุณกำลังพยายามแฮกผ่านโปรโตคอลมาตรฐานของสหพันธ์ ซึ่งมันเป็นช่องทางที่ถูกปิดตายไปแล้วตั้งแต่เริ่มล็อกระบบ" น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่มั่นใจ เธอเอื้อมมือเรียวบางออกไปแตะที่ข้อมือของเขาเบาๆ เป็นการส่งสัญญาณให้หยุดชะงัก สัมผัสจากปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอตัดผ่านความร้อนระอุภายในห้องราวกับสายลมหนาว อีไลจาห์ชะงัก ชำเลืองสายตาคมกริบมองมือเธอก่อนจะเงยขึ้นสบตาคู่สวยนั้น "แล้วคุณมีทางเลือกที่ดีกว่านั้นไหมล่ะ ท่านทูตผู้รอบรู้?" เขาถามย้อน เสียงทุ้มต่ำเจือความเย้ยหยันเล็กน้อย "มีสิคะ" วาเลเรียโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้สังเคราะห์ผสมกับกลิ่นอายความตึงเครียดลอยแตะจมูก "ในฐานะนักการทูต สิ่งที่ฉันเก่งที่สุดคือการ 'หาช่องโหว่ในข้อตกลง' และในระบบคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์นี้ ก็มีข้อตกลงที่เรียกว่า 'โปรโตคอลฉุกเฉินมนุษยธรรม' ซ่อนอยู่... มันถูกเขียนขึ้นโดยบริษัทผู้สร้างสถานีรุ่นบุกเบิก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริหารฆ่ากันเองในยามวิกฤต" ดวงตาของวิศวกรหนุ่มหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด "โปรโตคอลเซเบอร์... มันถูกยกเลิกไปตั้งแต่ทศวรรษก่อนแล้ว มันใช้ไม่ได้ผลกับระบบรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่หรอก" "มันถูกยกเลิกในทางทฤษฎีค่ะ แต่ในทางปฏิบัติ... ฮาร์ดแวร์รุ่นเก่าระดับโบราณแบบนี้ไม่มีวันลบคำสั่งพื้นฐานระดับรากฐานออกได้หรอก" วาเลเรียยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า รอยยิ้มที่ทำให้เธอดูอันตรายและงดงามในเวลาเดียวกัน "ถ้าคุณยอมสละอีโก้ของวิศวกรผู้รอบรู้ลงสักนิด แล้วยอมเชื่อมต่อระบบจ่ายไฟสำรองเข้ากับพอร์ตใต้โต๊ะทำงานตัวนั้นตามคำสั่งของฉัน... เราอาจจะยังมีชีวิตรอดออกไปถกเถียงกันเรื่องอุดมการณ์ต่อหน้าสภาสูงได้นะยะคะ... เอ่อ... นะครับ" เธอเผลอหลุดสำนวนเก่าออกมาเล็กน้อยก่อนจะแก้คำพูดอย่างรวดเร็วด้วยความเยือกเย็น อีไลจาห์จ้องมองเธอครู่หนึ่ง แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความเด็ดเดี่ยว ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีดีแค่เปลือกนอกและวาทศิลป์หลอกลวง เธอกล้าหาญ เยือกเย็น และอ่านเกมขาดในเสี้ยววินาที... เป็นคู่ต่อสู้ที่เขารู้สึกทึ่งอย่างไม่อาจปฏิเสธ แม้ว่าพวกเขาจะยืนอยู่คนละฝั่งของอุดมการณ์ก็ตาม "ตกลง" อีไลจาห์พ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมา "ถ้าเราตายอยู่ที่นี่ รับรองว่าวิญญาณของผมจะตามไปหลอกหลอนคุณในสภาสูงทุกค่ำคืนแน่ วาเลเรีย" เขาก้มตัวลงมุดเข้าใต้แผงควบคุมหลักที่สายไฟระโยงระยางส่งประกายไฟแปลบปลาบ ถอดแผงวงจรป้องกันออกด้วยมือเปล่าอย่างไม่กลัวกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตผิวหนัง นิ้วแกร่งบรรจงเชื่อมต่อสายไฟเบอร์ออปติกสีแดงและสีน้ำเงินเข้าด้วยกันตามคำสั่งของหญิงสาวอย่างแม่นยำ ทุกวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงหอบหายใจที่เริ่มถี่กระชั้นของคนทั้งคู่ ความร้อนภายในห้องพุ่งทะยานแตะระดับ 90 องศาเซลเซียส ผิวหนังของทั้งคู่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เสื้อผ้าแนบไปกับสรีระ "อีกนิดเดียว..." วาเลเรียกระซิบ เสียงของเธอเริ่มแหบแห้ง มือเรียวรัวแป้นพิมพ์คำสั่งสุดท้ายตามลำดับที่คำนวณไว้ *ตี๊ด!* เสียงสัญญาณไฟสีแดงฉานแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตอย่างกะทันหัน ประตูกันนิรภัยหนาเตอะส่งเสียงกลไกขับเคลื่อนปลดล็อกและค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ ไอความเย็นยะเยือกจากโถงทางเดินด้านนอกพวยพุ่งเข้ามาปะทะกับไอความร้อนระอุภายในห้องจนเกิดเป็นกลุ่มควันสีขาวโพลนหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทั้งคู่ยืนหอบหายใจรดต้นคอกันอยู่ในกลุ่มควันนั้น อีไลจาห์ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกริบมองลอดผ่านกลุ่มควันไปยังโถงทางเดินมืดมิดเบื้องหน้าเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย แต่ทว่า... วาเลเรียกลับเป็นฝ่ายที่ชะงักกึก มือเรียวคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว เล็บคมจิกเกร็งลงบนเนื้อผ้าจนอีไลจาห์ต้องก้มลงมอง ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุม แทนที่พวกเขาจะพบกับทางหนีทีไล่ที่ว่างเปล่าตามที่คาดการณ์ไว้ แต่กลับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังรอพวกเขาอยู่ ที่ปลายสุดของโถงทางเดินมืดมิด เบื้องหน้าแสงไฟฉุกเฉินสีส้มกะพริบวับแวม... มีเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนตระหง่านอยู่ ร่างนั้นสวมชุดเกราะรบเต็มยศของหน่วยปฏิบัติการลับสหพันธ์ มือข้างหนึ่งถือปืนไรเฟิลจู่โจมรุ่นล่าสุดที่ปากกระบอกปืนยังคงมีควันจางๆ ลอยกรุ่น และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... บนหน้ากากโลหะสีดำสนิทของนักฆ่าปริศนาผู้นั้น มีตราสัญลักษณ์ประจำตัวที่อีไลจาห์จำได้แม่นยำ ฝังใจ และไม่มีวันลืมตลอดชีวิต มันคือตราสัญลักษณ์ของ 'หน่วยกู้ภัยดาวพฤหัสบดี' หน่วยงานเดียวกับที่เคยรับผิดชอบโศกนาฏกรรมเมื่อห้าปีก่อน... หน่วยงานที่ควรจะถูกยุบและลบชื่อทิ้งจากสารบบไปนานแล้ว "สวัสดีครับ... ดร.อีไลจาห์ และท่านทูตวาเลเรีย" เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังผ่านระบบสื่อสารในหน้ากากเกราะ บิดเบือนจนแหบพร่าแต่น่าสะพรึงกลัว "นายใหญ่ของเรา ฝากความคิดถึงมาให้... และดูเหมือนว่า พวกคุณคงไม่ได้เดินออกจากสถานีนี้ด้วยตั๋วขากลับหรอกนะครับ" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของวิศวกรนิ่งขรึมและทูตสาวผู้ไร้หัวใจ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรนิ่งขรึมกับทูตสันติภาพผู้ไร้หัวใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%