กลิ่นหอมกรุ่นของชาหลง징ชั้นดีที่ควรลอยอวลอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์แกะสลักในห้องหนังสืออันเงียบสงบ บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของดินโคลน กลิ่นสาบควาย และควันไฟจากฟืนเปียกชื้นที่ตีเข้าจมูกจนแสบขัด
ไป๋จินเฟิงขมวดคิ้วมุ่นโดยสัญชาตญาณ สัญชาตญาณของอดีตยอดกุนซือผู้เคยบัญชาการทหารนับแสนชีวิตและอ่านเกมการเมืองในราชสำนักมาอย่างโชกโชน บอกให้นางระแวดระวังภัยทันทีที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่วินาทีต่อมา ความเจ็บแปลบดั่งมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามาในสมองก็แล่นริ้วขึ้นมาจนนางต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางหลั่งไหลทะลักเข้ามาดั่งกระแสน้ำป่า ภาพของหญิงสาวชาวนาในชุดผ้าฝ้ายหยาบสีตุ่นที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ร่างกายที่ผอมแห้งแรงน้อยจากการอดมื้อกินมื้อ และสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อโลกอันโหดร้ายของยุคสมัย ค.ศ. 1970 ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ความขาดแคลน และการกดทับทางชนชั้น
นี่นาง... ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของหญิงสาวชาวนาจีนยุคเจ็ดสิบผู้มีชะตากรรมรันทดกระนั้นหรือ?
"นังตัวดี! นอนอืดอาดเป็นผับตายซากอยู่ได้ ถึงเวลาออกไปทำงานในแปลงนาคอมมูนตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนแล้ว! คิดจะนอนกินบ้านกินเมืองให้พวกฉันต้องหาเลี้ยงจนตัวตายหรือไง!"
เสียงแหลมสูงตวาดลั่นทะลุประตูไม้ไผ่ผุ ๆ เข้ามา ตามด้วยเสียงทุบประตูโครมครามจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน
ไป๋จินเฟิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัวของเจ้าของร่างเดิม บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยประกายตาดุดัน เยือกเย็น และลุ่มลึกดั่งหุบเหวไร้ก้นบึ้ง นางกวาดสายตามองรอบห้องแคบ ๆ ที่มีเพียงเตียงดินเผาแข็งกระด้าง หน้าต่างไม้ตีตะปูขัดสน และหม้อดินแตกหักใบหนึ่ง
นี่คือความจริงอันโหดร้ายที่นางต้องเผชิญในภพนี้ ความยากจนข้นแค้นและสายตาดูแคลนจากคนรอบข้าง
"ข้าบอกให้เปิดประตูโว๊ย! หรือว่าแกล้งตายห่าหนีงานอีกแล้ว!" เสียงของ "ป้าสะใภ้ใหญ่เฉิน" ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากร้ายและเห็นแก่ตัวดังขึ้นอีกระลอก พร้อมกับเสียงถีบประตูไม้จนบานพับสั่นคลอน
ไป๋จินเฟิงค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง แม้มนusษ์ในร่างนี้จะอ่อนล้าเพียงใด แต่กระดูกสันหลังของนางยังคงตั้งตรงสง่างามดั่งสนท่ามกลางเหมันต์ นางก้มลงมองมือเรียวบางที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการทำงานหนัก รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างแผ่วเบา
ยุคเจ็ดสิบที่ผู้คนต่างดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยแรงงานและตั๋วอาหารงั้นหรือ? สำหรับอดีตกุนซือผู้เคยใช้กลยุทธ์พลิกแผ่นดินมาแล้ว ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยรอยต่อแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ หาใช่หายนะไม่ แต่มันคือกระดานหมากอันกว้างใหญ่ที่รอให้ingนางเดินหมากตานี้ต่างหาก!
มือเรียวบางเอื้อมไปดึงกลอนประตูออกช้า ๆ บานประตูไม้ผุส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ
ป้าสะใภ้ใหญ่เฉินที่กำลังเงื้อมือจะทุบประตูอีกครั้งชะงักค้างกลางอากาศ นางอ้าปากค้างเมื่อเห็นไป๋จินเฟิงก้าวออกมา ทว่าสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกแปลกประหลาดจนขนลุกซู่ หาใช่ความโทรมของหญิงสาวตรงหน้าไม่ แต่เป็น "สายตา" คู่นั้น
ดวงตาคู่สวยที่เคยหลบตานางมาตลอด บัดนี้กลับมองมาที่นางราวกับกำลังมองดู "มดปลวก" ตัวหนึ่งที่ไร้ค่าในสายตา ราวกับว่าเด็กสาวชาวนาผู้ยากจนคนนี้ เป็นผู้กุมชะตาชีวิตของนางเอาไว้เสียเอง
"เจ้า... เจ้ามองหน้าข้าด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร นังเด็กสารเลว!" ป้าสะใภ้ใหญ่เฉินแผดเสียงกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในอก
ไป๋จินเฟิงไม่ตอบคำ นางเพียงแต่ปัดเศษฝุ่นบนเสื้อผ้าชุดเก่าคร่ำครึด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นราวกับขุนนางใหญ่กำลังจัดระเบียบอาภรณ์ก่อนเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ความสง่างามที่ขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมโดยสิ้นเชิงนี้ ทำให้ผู้เป็นป้าสะใภ้ถึงกับเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"แดดวันนี้แรงนัก ป้าสะใภ้ใหญ่รีบเร่งฝีเท้าไปเถิด ระวังว่าหากไปสายจนแต้มงานตกหล่น ท่านลุงผู้นำกองกำลังคอมมูนอาจจะหักปันส่วนแป้งสาลีของบ้านเราในเดือนนี้... ถึงเวลานั้น เกรงว่ามื้อเย็นของพวกเราคงมีเพียงน้ำต้มผักป่าเจือจางเสียกระมังครับ"
น้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าราบเรียบและเฉียบคมราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยน้ำผึ้งถูกส่งออกมา ไป๋จินเฟิงจงใจใช้สรรพนามและสำนวนภาษาที่ชวนให้ฉุกคิด นางมองสบตาอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
ป้าสะใภ้ใหญ่เฉินหน้าถอดสีทันที นางรู้ดีว่าสามีของตนกลัวเสียหน้าต่อผู้นำคอมมูนแค่ไหน หากเสบียงลดลงจริง นางนี่แหละที่จะโดนสามีตบตีจนหูอื้อตาลาย
"แก... แกกล้าขู่ฉันเรอะ!" ป้าสะใภ้ชี้นิ้วสั่นเทา
"ข้ามิได้ขู่ ข้าเพียงแต่... กำลังเตือนสติท่านในฐานะคนในครอบครัวเดียวกันก็เท่านั้น" ไป๋จินเฟิงก้าวเดินผ่านร่างท้วมนั้นไปอย่างไม่แยแส ทิ้งให้ป้าสะใภ้ใหญ่ยืนอ้าปากค้างกลางลานดินด้วยความแค้นเคืองที่ทำอะไรไม่ได้
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันของหมู่บ้านยามสายที่ผู้คนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานในแปลงนา ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเป็นจังหวะของรองเท้าบูททหารก็ดังขึ้นจากทางเข้าหมู่บ้าน
ฝุ่นตลบอบولอพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้ม ร่างนั้นสูงสง่า ไหล่กว้างดั่งผาหิน ท่าทีเยือกเย็น ดุร้าย และแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนชาวบ้านละแวกนั้นต่างพากันก้มหน้าหลบตาด้วยความหวาดกลัว
ไป๋จินเฟิงชะงักฝีเท้า นางหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ และที่ตรงนั้น... ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของนายพลหนุ่มผู้กุมอำนาจกองทัพ ก็หันมาสบประสานเข้ากับนางพอดิบพอดี
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่เยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากของท่านนายพลหนุ่ม... ผู้ซึ่งไม่เคยยอมสยบให้ผู้ใดในใต้หล้า
(ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางครั้งใหม่นี้ด้วยใจระทึกนะครับ)
กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 1
ลมหายใจที่สองท่ามกลางกลิ่นไออุตสาหกรรม
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!