กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 30

เงาอดีตและอนาคตที่ต้องเลือก

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
เสียงเคาะประตูดังรัวประหนึ่งค้อนเหล็กกระทบฐานวิหาร ลู่ถิงเฉินขยับกายบังร่างของไป๋จินเฟิงไว้เบื้องหลัง แววตาคมกริบดุจพยัคฆ์ซุ่มในเงามืดวูบไหวเพียงครู่ก่อนจะกลับมาเยือกเย็นดังน้ำแข็งขั้วโลก มือหนาของเขาแตะด้ามดาบพกข้างเอวโดยสัญชาตญาณ "เปิด! ไป๋จินเฟิง! ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ในนั้น! นังลูกอกตัญญู คิดจะซุกหัวเอาตัวรอดจากการขายเกียรติยศวงศ์ตระกูลไปให้ชายอื่นรึ!" เสียงแผดกร้าวที่คุ้นหูอย่างน่ารังเกียจดังทะลุบานประตูไม้เก่าๆ เข้ามา มันคือเสียงของ 'ไป๋ตง' บิดาผู้ให้กำเนิดในร่างที่นางอาศัยอยู่ จินเฟิงขยับตัวออกจากหลังแผ่นหลังกว้างของลู่ถิงเฉิน นางหยิบม้วนกระดาษเปื้อนเลือดที่เขาส่งให้ยัดเข้าไว้ในสาบเสื้อชั้นในอย่างใจเย็น ท่วงท่าการเดินของนางสงบนิ่งดั่งขุนเขาที่ไร้ซึ่งคลื่นลม แม้ภายนอกพายุจะโหมกระหน่ำก็ตาม "ท่านนายพล... เรื่องนี้ข้าขอจัดการเอง ท่านเพียงยืนดูเป็นพยานก็พอ" นางเอ่ยกระซิบ เสียงเรียบเรื่อยทว่ากังวานด้วยอำนาจที่คนฟังต้องหยุดชะงัก ลู่ถิงเฉินแค่นยิ้มที่มุมปาก ดวงตาคมกล้าจ้องมองใบหน้าที่งามสง่าราวภาพวาดโบราณของนาง "เจ้ากล้าท้าทายพยัคฆ์ แต่กลับจะไปจัดการสุนัขข้างถนนด้วยตนเองหรือ? หากพวกมันแตะต้องเส้นผมเจ้าแม้แต่เส้นเดียว ข้าจะให้กองทัพของข้าบดขยี้พวกมันจนกลายเป็นฝุ่นผง" จินเฟิงไม่ตอบ เพียงแค่ผายมือให้เขาถอยออกไป ก่อนจะก้าวไปหยุดที่หน้าประตู นางเปิดมันออกอย่างฉับพลัน แรงปะทะจากบานประตูทำเอาไป๋ตงที่กำลังง้างมือจะเคาะซ้ำเซถลาไปข้างหน้า ในโถงรับรองที่แสงตะเกียงริบหรี่ เผยให้เห็นสมาชิกครอบครัวไป๋ครบถ้วน ใบหน้าที่หิวโหยและแววตาที่เต็มไปด้วยความโลภราวกับฝูงอีแร้งที่เห็นซากศพ พวกเขาอยู่ในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบที่สกปรกมอมแมม กลิ่นไอของความยากจนและกลิ่นสาบของกิเลสแผ่ออกมาจนน่าสะอิดสะเอียน "เจ้า! นังลูกตัวดี! กล้าดีอย่างไรถึง..." ไป๋ตงยังพูดไม่ทันจบ จินเฟิงก็ยกมือขึ้นตัดบท นางไม่ได้ใช้กำลัง ทว่ารัศมีแห่งอำนาจที่สั่งสมมาจากชีวิตในฐานะกุนซือระดับสูงในอีกภพหนึ่งกดทับคนทั้งหมดจนชะงักค้าง "ท่านพ่อ... ท่านมาที่นี่เพื่ออะไร?" จินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ แต่แฝงด้วยความเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง "ในเมื่อสัญญาตัดขาดความสัมพันธ์ที่เราเคยทำไว้ต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านทั้งหมู่บ้านนั้นยังคงวางอยู่ในที่ว่าการอำเภอ หรือว่าท่านลืมไปแล้วว่ากฎหมายบ้านเมืองยุคใหม่นี้ ไม่ได้มีไว้ให้ท่านใช้ทวงบุญคุณที่ท่านไม่เคยมีให้ข้า!" "สัญญาอะไรกัน! เลือดมันข้นกว่าน้ำ! เจ้าเป็นลูกข้า เจ้าต้องส่งเสบียงและเงินทองมาให้ครอบครัว!" มารดาของร่างเดิมโพล่งขึ้น พลางกวาดสายตามองไปที่เครื่องแต่งกายผ้าไหมชั้นดีของจินเฟิงและแผ่นหลังของชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลัง จินเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "เลือดรึ? ข้าจำได้ว่าตอนที่ข้าล้มป่วยจนเกือบสิ้นใจ เพราะทำงานหนักในนาของพวกท่าน ท่านพ่อท่านเคยหยิบยื่นแม้แต่ยาขมๆ สักเทียบให้ข้าหรือไม่? หรือท่านเพียงแต่รอให้ข้าตายเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าข้าวสารอีกหนึ่งปาก?" นางก้าวเข้าไปใกล้ไป๋ตงหนึ่งก้าว แววตาของนางดุจคมกระบี่ที่กรีดแทงลงไปถึงก้นบึ้งของความละอาย "วันนี้ ข้าไม่ได้มาในฐานะลูกสาวที่รอรับคำสั่ง แต่มาในฐานะผู้มีพระคุณที่กำลังจะเมตตาเป็นครั้งสุดท้าย... หากพวกท่านยังกล้าก้าวเท้าเข้ามาในเขตพื้นที่ของข้าอีกเพียงก้าวเดียว กฎหมายในยุคเจ็ดสิบนี้มีข้อหาพยายามกรรโชกทรัพย์และบุกรุกเคหสถานยามวิกาล โทษของมันหนักหนาสาหัสพอที่จะทำให้พวกท่านเข้าไปใช้ชีวิตที่เหลือในคุกจนตาย" ไป๋ตงหน้าถอดสี มือที่ถือไม้เท้าสั่นเทา "เจ้า... เจ้าคิดจะส่งพ่อแม่เข้าคุกรึ? เจ้ามันนังลูกอกตัญญู!" "ความกตัญญูมีไว้ให้ผู้ให้กำเนิดที่เป็นมนุษย์ แต่กับพวกท่าน... ข้าถือว่าได้ชดใช้หนี้กรรมในชาตินี้ไปหมดสิ้นแล้ว ณ วินาทีนี้ เราเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เดินสวนกันบนทางแยก" จินเฟิงหันกลับไปหาลู่ถิงเฉินพลางขยิบตาให้เขาเล็กน้อย ท่านนายพลขยับก้าวออกมาเบื้องหน้าเพียงก้าวเดียว รัศมีสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาทำเอาครอบครัวไป๋ตัวสั่นงันงกจนเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น "ข้าไม่ชอบความวุ่นวาย" ลู่ถิงเฉินเอ่ยสั้นๆ ทว่าเสียงนั้นเย็นเยียบราวกับประกาศิต "หากพวกเจ้ายังไม่ไสหัวไปภายในสามวินาที กองทหารของข้าที่อยู่นอกหมู่บ้านคงจะยินดีอย่างยิ่งที่จะพาพวกเจ้าไปเยี่ยมชมคุกทหาร" สิ้นคำพูด ครอบครัวไป๋ก็รีบลุกขึ้นลนลาน หนีออกไปราวกับเห็นยมทูตมาเยือน จินเฟิงยืนมองเงาร่างเหล่านั้นจนลับตา ก่อนจะถอนหายใจยาว นางหันกลับมาหาลู่ถิงเฉินที่ยืนรออยู่ "ขอบพระคุณท่านนายพลที่ช่วยขู่ขวัญ" ลู่ถิงเฉินขยับเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ "เจ้าจัดการได้ดี... แต่เจ้าลืมไปสิ่งหนึ่งไป๋จินเฟิง" "เรื่องใดหรือ?" เขาโน้มใบหน้าลงมาจนชิดริมใบหู เสียงทุ้มต่ำพร่าสั่น "เจ้าตัดขาดกับครอบครัวเดิมได้ แต่เจ้ามิอาจตัดขาดจาก 'สิ่งนี้' ที่เจ้าเพิ่งได้รับมา" นิ้วเรียวยาวของเขาแตะเบาๆ ลงบนตำแหน่งที่นางเก็บม้วนกระดาษเปื้อนเลือดไว้ ก่อนจะกระซิบประโยคที่ทำให้เลือดในกายของนางแทบแข็งค้าง "เพราะม้วนกระดาษที่เจ้าถืออยู่นั่น มิใช่บันทึกเรื่องราวในอดีต แต่มันคือรายชื่อพยานหลักฐานการกบฏของคนในตระกูลที่เจ้าเพิ่งตัดสัมพันธ์ไป... และตอนนี้ ทางการกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่เพื่อจับกุมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเอกสารฉบับนี้ ไม่เว้นแม้แต่เจ้า" เสียงฝีเท้าหนักนับร้อยกึกก้องขึ้นจากปากทางเข้าหมู่บ้าน แสงไฟจากคบเพลิงสว่างไสวราวกับงานเทศกาลท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล หวังว่าตอนที่สามสิบนี้จะทำให้ทุกท่านตื่นเต้นจนลืมหายใจนะครับ สำหรับผมแล้ว ความลับที่ถูกเปิดเผยคือจุดเริ่มต้นของสงครามที่แท้จริงครับ เฉินเว่ยสายลุยครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%