"ถอยไป!"
รินรดากระชากเสียงลอดไรฟัน ในเสี้ยววินาทีที่เสียงสัญญาณเตือนภัยแผดเสียงก้องกังวานจนแก้วหูแทบแตก ร่างโปร่งบางของอดีตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไม่ได้เลือกที่จะวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนตามสัญชาตญาณดิบ แต่กลับตัดสินใจพุ่งเข้าประชิดตัวร่างสูงระหงของหัวหน้าทีมรปภ. มือเรียวคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของศศิธรแล้วออกแรงกระชากเต็มกำลัง ลากอีกฝ่ายให้พุ่งหลบเข้าไปในซอกมุมอับสายตาของห้องเก็บเอกสารเก่าท้ายโถงทางเดิน ก่อนที่ฝูงชนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะกรูกันมาถึงจุดที่พวกเขายืนอยู่
ปัง!
เสียงประตูกระจกนิรลายกระแทกเปิดผาง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตที่วิ่งผ่านหน้าห้องไปอย่างเฉียดฉิว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมกับความเย็นเยียบในอากาศลอยอวลอยู่ปลายจมูก ใกล้เสียจนรินรดารับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่กระชั้นชิดจากร่างที่ถูกเธอรวบเข้ามารั้งไว้ในอ้อมแขน
"คุณ..." ศศิธรเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นตาสายตาดีไซน์เฉียบตวัดมองคนอวดดีที่กล้าถือวิสาสะลากเธอเข้ามาซ่อนตัว ใบหน้าหวานคมบึ้งตึงจนแทบจะเป็นน้ำแข็ง "ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ รินรดา! คุณกำลังทำบ้าอะไรของคุณ รู้ตัวไหมว่ากำลังบุกรุกพื้นที่หวงห้ามระดับสาม!"
"ถ้าฉันไม่ลากคุณมาหลบตรงนี้ ป่านนี้คุณคงยืนเอ๋อให้พวก รปภ. ของคุณจับได้คาหนังคาเขาไปแล้วมั้งคะ ท่านหัวหน้าศศิธร" รินรดาย้อนกลับทันควัน น้ำเสียงเย้าแหย่แต่แฝงแววตาท้าทาย ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาอีกฝ่ายแบบไม่ยอมหลบ ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง พื้นที่แคบๆ ในห้องเก็บเอกสารทำให้ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่เหนือริมฝีปากของกันและกัน
ศศิธรเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความโกรธขึงในแววตาไม่ได้เกิดจากความกลัวการถูกจับได้ แต่เป็นเพราะความรู้สึก ‘เสียศูนย์’ ที่ถูกผู้หญิงปากเก่งคนนี้ปั่นป่วนจนตั้งรับไม่ทันต่างหาก มือเรียวที่เคยถือแฟ้มเอกสารมั่นคงสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนความนิ่งขรึมที่สั่งสมมานานเริ่มสั่นคลอน
"ฉันคุมสถานการณ์ได้เสมอ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วย... โดยเฉพาะอดีตตำรวจตกอับอย่างคุณ" ศศิธรเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามดึงอำนาจและมาดของหัวหน้าทีมผู้เคร่งครัดกลับคืนมา คำพูดเชือดเฉือนถูกพ่นออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาเพื่อปกปิดความปั่นป่วนข้างใน
"ปากดีจังนะคะ ทั้งที่เมื่อกี้ตัวสั่นเป็นลูกนกแท้ๆ" รินรดาแกล้งโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน เธอยิ้มมุมปากด้วยรอยยิ้มร้ายกาจที่ทำเอาหัวใจของคนถูกกล่าวหาเต้นผิดจังหวะ "กฎความปลอดภัยบ้าบออะไรของคุณนั่นน่ะ มันมีไว้แหกไม่ใช่เหรอคะ ถึงได้ทำให้ฉันต้องมาเจอเรื่องสนุกๆ แบบนี้"
"นี่ไม่ใช่เรื่องสนุก!" ศศิธรตวาดเสียงต่ำ มือเรียวข้างที่ว่างยกขึ้นหมายจะผลักร่างบางออกไปให้พ้นทาง แต่รินรดารู้ทัน ไวกว่าด้วยซ้ำ เธอใช้มืออีกข้างรวบข้อมือทั้งสองข้างของศศิธรตรึงไว้กับผนังห้องด้านหลังด้วยความรวดเร็ว
กึก!
แผ่นหลังของศศิธรแนบชิดติดกับชั้นวางเอกสาร ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเมื่อพบว่าตอนนี้ตัวเองตกเป็นฝ่าย ‘เสียเปรียบ’ อย่างสมบูรณ์แบบ ความใกล้ชิดที่มากเกินขีดจำกัดทำให้กลิ่นอายความเป็นตัวตนของรินรดาแผ่ซ่านเข้ามาครอบ
"ปล่อยนะ รินรดา! คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉัน!" ศศิธรพยายามดิ้นรน ขยับตัวหนีสัมผัสอุ่นที่ร้อนระอุราวกับเปลวไฟ แต่ยิ่งดิ้น ร่างกายก็ยิ่งเบียดเสียดแนบชิดกันมากขึ้นไปอีกจนน่าตกใจ
"ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ล่ะคะ ในเมื่อคุณเป็นคนพาฉันเดินเข้ามาในดงระเบิดนี้เอง" รินรดากระซิบเสียงพร่าข้างใบหูขาวสะอาด น้ำเสียงกึ่งหยอกล้อกึ่งจริงจังทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ "บอกความจริงฉันมาดีกว่าค่ะศศิธร... ไฟล์ข้อมูลที่คุณพยายามซ่อนมันคืออะไร ทำไมระบบรักษาความปลอดภัยถึงได้รวนพร้อมกันทั้งตึกแบบนี้ หรือว่า... คุณกำลังแอบทำอะไรลับหลังบริษัทกันแน่?"
คำถามนั้นราวกับลูกศิษย์ที่พุ่งตรงเข้าเป้า ดวงตาของศศิธรไหววับไปชั่วขณะ ความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเจ้าระเบียบถูกกดทับด้วยความหวาดระแวง แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว เธอก็กลับมาตีหน้าตายสวมหน้ากากความเย็นชาใส่ทันที
"คุณมันบ้า... คิดไปถึงไหน" ศศิธรเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ทั้งๆ ที่แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ "ฉันแค่ทำตามหน้าที่ ถ้าไม่อยากโดนโยนออกจากตึกนี้ทั้งเป็น ก็หุบปากแล้ว—"
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังระงับไปเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยเสียงประกาศอัตโนมัติจากระบบหลักของอาคาร น้ำเสียงราบเรียบแต่ประกาศก้องไปทั่วทุกชั้นทำให้ทั้งคู่ต้องชะงัก
[ประกาศจากระบบ: ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลระดับสูงสุดโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบบจะทำการล็อกดาวน์อาคารภายใน 60 วินาที ขอให้พนักงานทุกคนอพยพออกนอกพื้นที่ทันที]
รินรดาหันขวับไปมองนอกกระจกห้องทันที ความตึงเครียดฉายชัดขึ้นในแววตา ความซุกซนขี้เล่นหายวับไปกับตา เหลือเพียงสัญชาตญาณนักสืบที่ตื่นตัวเต็มพิกัด
"ล็อกดาวน์?" รินรดาหันกลับมามองหน้าศศิธรอีกครั้ง แววตาส่อแววคาดคั้น "นี่ไม่ใช่ระบบรวนแล้วศศิธร... มีคนกำลังแฮกข้อมูล และเป้าหมายของมันคือห้องนิรภัยชั้นใต้ดิน!"
ศศิธรเม้มปากแน่น สีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับเบือนหน้าหนีไปทางอื่นราวกับกำลังปกปิดความลับบางอย่างที่ใหญ่หลวงกว่านั้นมาก
"ถ้าคุณยังดื้อดึงจะเก็บความลับนี้ไว้คนเดียว ฉันนี่แหละที่จะเป็นคนลากคุณออกไปประจานให้คนทั้งบริษัทเห็นเอง!" รินรดาขู่เสียงกร้าว มือที่ตรึงข้อมือไว้ยิ่งออกแรงบีบมากขึ้นด้วยความโมโหในความดื้อรั้นของอีกฝ่าย
ศศิธรหันกลับมาสบตา เธอสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากที่เม้มแน่นค่อยๆ ขยับเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้รินรดาต้องชะงักค้างไปทั้งร่าง
"ถ้าคุณก้าวออกไปจากห้องนี้ตอนนี้... คนที่จะไม่รอดไม่ใช่ฉัน... แต่เป็นคุณต่างหาก รินรดา"
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้ซักถามอะไรต่อ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงชุดใหม่ก็ดังขึ้นที่หน้าห้องเก็บเอกสาร ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่เสียงของทีม รปภ. ปกติ แต่เป็นเสียงฝีเท้าของ ‘ใครบางคน’ ที่เดินตรงมาหยุดอยู่หน้าประตู พร้อมกับเสียงเคาะกระจกเบาๆ สามครั้งเป็นจังหวะ ราวกับจงใจส่งสัญญาณทักทายคนที่ซ่อนอยู่ข้างใน
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
และก่อนที่สติของทั้งคู่จะทันได้ประเมินสถานการณ์ ลูกบิดประตูกระจกก็ค่อยๆ หมุนเปิดออกเองจากด้านนอก ช้าๆ... ท่ามกลางความมืดมิดของห้องที่ไฟฉุกเฉินกะพริบไหว!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินเกมอันตรายครั้งนี้ แล้วมาลุ้นระทึกไปพร้อมกันในตอนต่อไปนะคะ
เซนเซอร์หัวใจให้หยุดพยศ•ตอนที่ 2
กฎเหล็กของคนคุมเกม
ผลงานโดย โรสแมรี่พิษ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โรสแมรี่พิษ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจให้หยุดพยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
