"ถ้าคุณคิดจะใช้เงินซื้อเวลาและความรู้สึกของลูก รบกวนกลับออกไปจากบ้านของฉันเถอะค่ะ... คุณคินน์"
น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้สั่นเครือเหมือนในอดีตที่ผ่านมา มันราบเรียบ เย็นชา และหนักแน่นราวกับตอกหมุดลงบนเนื้อไม้ ทว่าสายตาที่เธอมองผู้ชายในชุดสูทราคาแพงซึ่งยืนค้างอยู่กลางห้องนั่งเล่น กลับเต็มไปด้วยร่องรอยของความระแวงระวังที่ถูกขุดสร้างขึ้นจากหยาดน้ำตาหลายล้านหยดในวันวาน
คินน์ อัครเดโช กลืนก้อนความขมขื่นลงคออย่างยากลำบาก ชายผู้ซึ่งเคยคิดว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ เพิ่งตระหนักในวินาทีนั้นเองว่า ความไว้วางใจที่เขาเคยทำลายด้วยมือของตัวเอง มีค่ามากกว่ากำไรมหาศาลจากบริษัทข้ามชาติเสียอีก สายตาคมกริบทอดมองกล่องดินสอสีไม้ราคาถูก และกระดาษวาดเขียนที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นพรม โดยมีร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยห้าขวบกำลังขดตัวหลบอยู่หลังชายกระโปรงของมารดา ดวงตากลมโตคู่โตที่ถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยนกำลังมองมาด้วยความหวาดระแวง
"พ่อไม่ได้จะมาซื้อ... พ่อแค่อยาก..." คินน์ชะงักคำพูดไว้เพียงแค่นั้น เขากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เมื่อตระหนักว่าคำว่า 'พ่อ' ที่เพิ่งเปล่งออกไป มันช่างฟังดูแปลกปลอมและหนักอึ้งในความรู้สึกเหลือเกินสำหรับเด็กที่เขาไม่เคยแม้แต่จะอุ้มชูในวันที่อีกฝ่ายลืมตาดูโลก
"คุณไม่มีสิทธิ์เรียกแทนตัวเองแบบนั้นนะคะ" รินรดาก้าวเท้าขยับเข้ามาบังร่างเล็กของน้องลีโอให้พ้นจากรัศมีสายตาของอดีตสามี ปฏิกิริยาปกป้องลูกน้อยของเธอเด่นชัดจนคนมองรู้สึกเจ็บปวดแปลบที่กลางอกราวกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ นับร้อยทิ่มแทง "ห้าปีที่ผ่านมา คุณอยู่ที่ไหนคะคุณคินน์? ในวันที่น้องลีโอป่วยจนฉันต้องวิ่งร้องไห้หาเงินค่ารักษาแทบพลิกแผ่นดิน คุณกำลังดื่มฉลองความสำเร็จกับโปรเจกต์ไหนอยู่เหรอคะ?"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ห้องชุดขนาดกะทัดรัดทันที ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เคยใช้เอ่ยวาจาเชือดเฉือนเธออย่างไร้เยื่อใยในอดีต คินน์รู้ดีว่าบาปกรรมที่เขาก่อขึ้นมันหนาเตอะเกินกว่าจะลบล้างด้วยคำขอโทษเพียงไม่กี่คำ เขายอมรับความจริงข้อนั้น ยอมยืนนิ่งให้เธอกล่าวโทษอย่างอดทน แม้ว่าหัวใจจะร้าวรานจนแทบแหลกสลาย
แต่แล้ว บรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงใสแจ๋วที่ดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง
"คุณอา... เจ็บขาเหรอครับ ทำไมหน้าตาดูไม่สบายเลยล่ะ"
น้องลีโอชะโงกหน้าออกมาจากด้านข้างลำตัวของมารดา ดวงตากลมใสแจ๋วกระพริบปริบๆ ด้วยความไร้เดียงสา เด็กชายไม่ได้มีความโกรธแค้นหรือความรู้สึกซับซ้อนของผู้ใหญ่ เขารู้จักเพียงแค่ความเจ็บปวดทางกาย และใบหน้าที่ซีดเผือดกับแววตาไหวระริกของชายแปลกหน้าคนนี้ กำลังสะท้อนความรู้สึกบางอย่างที่เด็กน้อยสัมผัสได้
คินน์ชะงักไป เขากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อร่างเล็กๆ นั้นเดินเตาะแตะเข้ามาใกล้ทีละก้าว รินรดารีบเอื้อมมือจะคว้าตัวลูกชายไว้ด้วยความตกใจ แต่เธอก็ต้องชะงักค้าง เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ของแก้วตาดวงใจ
เด็กชายวัยห้าขวบหยุดยืนตรงหน้าชายผู้เป็นพ่อโดยสายเลือด มือเล็กๆ ยื่นกล่องสีไม้สีฟ้าที่ไส้หักไปครึ่งแท่งยื่นส่งให้ "อ่ะ... ให้ครับ อันนี้สีโปรดของผมเลยนะ แต่ผมแบ่งให้คุณอาครึ่งหนึ่ง... จะได้หายเจ็บขา"
หัวใจของนักธุรกิจหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม ความรู้สึกอุ่นวาบที่แปลกประหลาดและทรงพลังอย่างยิ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจุกอกจนขอบตาร้อนผ่าว คินน์ค่อยๆ ย่อตัวลงช้าๆ เพื่อให้ระดับสายตาเสมอกับเด็กน้อย มือหนาที่เคยเซ็นเช็คเงินล้านและถือหุ้นบริษัทใหญ่โต สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ยื่นออกไปรับกล่องสีไม้เก่าๆ นั้นไว้ด้วยความทะนุถนอมราวกับมันคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในจักรวาล
"ขอบคุณครับ..." เสียงของคินน์แหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เขากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ปลายนิ้วสัมผัสโดนนิ้วป้อมๆ ของลูกชายเพียงแผ่วเบา แต่กระแสความอบอุ่นกลับวิ่งพล่านไปทั่วร่าง กระชากความรู้สึกผิดทั้งหมดให้ระเบิดออกมาเป็นหยาดน้ำใสๆ ที่รื้นขึ้นมาคลอหน่วยดวงตาคมกริบ
รินรดายืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนในอก เธอกัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนห่อเลือด ความแข็งกร้าวที่เคยตั้งกำแพงไว้สูงลิ่วเริ่มสั่นคลอนลงทีละนิด เมื่อเห็นรอยยิ้มแรกที่จริงใจและอ่อนโยนที่สุดบนใบหน้าของคินน์ รอยยิ้มที่เธอไม่เคยได้รับมาตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยา แต่วันนี้... เขากลับมอบมันให้กับลูกชายของเธอ
"คุณ... จะกลับไปได้หรือยังคะ" รินรดาพยายามดึงน้ำเสียงให้กลับมาแข็งกระด้างอีกครั้ง แม้ว่าหัวใจข้างในจะเริ่มอ่อนยวบลงเมื่อเห็นวิธีที่คินน์พยายามสื่อสารกับน้องลีโออย่างระมัดระวัง
คินน์ไม่ได้ลุกขึ้นยืนทันที เขายังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพรม สายตาละจากใบของลูกชายแล้วเงยขึ้นสบตากับอดีตภรรยา แววตาคู่นั้นไม่มีความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเวทนา วิงวอน และสำนึกผิดที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำบรรยาย
"พี่... ขออยู่ต่ออีกสักพักได้ไหมครับ ริน..." สรรพนามที่เคยใช้เรียกขานกันในวันวานหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของเขาอย่างเผลอไผล "พี่ไม่ได้หวังจะให้รินให้อภัยในเร็วๆ นี้หรอก... แต่พี่แค่อยากใช้เวลาตรงนี้เรียนรู้การเป็นพ่อคน... สักนิดก็ยังดี"
คำว่า 'พี่' ที่ไม่ได้ยินมานานนับปี ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ร่างบางเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำเก่าๆ ที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของการหย่าร้างผุดขึ้นมาหลอกหลอน เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ
ก่อนที่รินรดาจะทันได้เอ่ยปากปฏิเสธ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน... ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
ทั้งสามคนหันไปมองทางประตูพร้อมกัน รินรดากลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหลาดใจ เพราะเธอไม่ได้นัดหมายใครไว้ในเวลานี้ และไม่มีทางที่เพื่อนบ้านคนไหนจะมาเคาะห้องในยามวิกาลเช่นนี้แน่
คินน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจที่เวลาความเป็นส่วนตัวของครอบครัวถูกรบกวน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางใช้มือหนาแตะเบาๆ ที่ศีรษะทุยของน้องลีโออย่างทะนุถนอมโดยไม่มีทีท่ารังเกียจ ก่อนจะก้าวเดินไปที่ประตูก่อนเจ้าของห้อง
"เดี๋ยวผมดูให้เอง..." คินน์เอ่ยเสียงต่ำ พลาoderm มือบิดลูกบิดประตูแล้วดึงเปิดออกกว้าง
ทว่า... ภาพของบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหลังบานประตู กลับทำให้ลมหายใจของคินน์สะดุดกึก ร่างสูงใหญ่แข็งค้างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินในทันที
ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนตกใจสุดขีด เมื่อได้สบตากับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ ซึ่งกำลังส่งยิ้มเย็นเยียบและถือซองเอกสารสีน้ำตาลลับเฉพาะไว้ในมือ
ซองเอกสารที่ระบุตราประทับของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์... และผลตรวจดีเอ็นเอสำเนาสุดท้าย ที่เพิ่งถูกส่งตรงถึงมือคนนอกที่ไม่สม Lควรจะรู้เรื่องนี้มากที่สุด!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
เพลิงสวาททาสเสน่หา•ตอนที่ 14
กำแพงที่เริ่มร้าว
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลิงสวาททาสเสน่หา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!