เสียงหัวเราะเยาะของป้าสำเนียงดังบาดหู ท่ามกลางความเงียบงันของห้องครัวเก่าคร่ำครึ รินรดานิ่งงั้น รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าป้าสำเนียงพลันกลับมาปรากฏเด่นชัดอีกครั้งอย่างน่าเกลียด
"ว่าไงล่ะนังรดา แกจะยอมเซ็นชื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ให้ดีๆ หรือจะต้องให้ฉันไปลากตัวพ่อแกที่นอนป่วยอยู่บนเตียงมาเซ็นด้วยตัวเอง?" น้ำเสียงของป้าสำเนียงเต็มไปด้วยความฮึกเหิม นางกอดอกมองหลานสาวด้วยสายตาที่มองเห็นผลประโยชน์ก้อนโตอยู่รำไร เอกสารสิทธิ์ในมือถูกสะบัดเบาๆ เป็นเชิงกดดัน
รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวอย่างที่ป้าสำเนียงคาดหวัง ตรงกันข้าม มันกลับเรียบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึกยามไร้ลมพัด
"ที่ดินผืนนี้เป็นของพ่อฉัน และพินัยกรรมก็ระบุชัดเจนว่ามันตกเป็นของฉัน" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานชัดเจนในความเงียบ "ต่อให้ท่านจะเอาสัญญาปลอมพวกนั้นมาอ้างอีกกี่ฉบับ ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม... เชิญกลับไปก่อนที่ฉันจะใช้สิทธิ์เจ้าบ้านไล่ตะردพวกท่านออกไป"
"นังตัวดี! ปากเก่งนักนะ!" ป้าสำเนียงหน้าดำคร่ำเครียด นางพุ่งตัวเข้ามาหมายจะคว้าแขนหลานสาวเพื่อสั่งสอนให้หลาบจำ ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
*แอ๊ด...*
เสียงบานประตูไม้เก่าแก่ที่ถูกผลักเปิดออกแผ่วเบาตัดandจังหวะความวุ่นวาย สายลมยามค่ำคืนที่พัดพาเอาไอฝนจางๆ เข้ามาในร้าน พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ทว่ากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับบรรยากาศภายในร้านทันที
ป้าสำเนียงชะงักมือที่กำลังจะคว้าตัวรินรดา หันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยความไม่พอใจ "ร้านปิดแล้ว! มองไม่เห็นหรือไงว่าตระกูลกำลังคุยธุระกันอยู่ ออกไปซะ!"
ชายหนุ่มผู้มาใหม่ไม่ได้สนใจคำไล่ตะردนั้นแม้แต่น้อย เขาสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีเข้มที่เปียกชื้นละอองฝนเล็กน้อย เรือนผมสีดำสนิทลู่แนบกรอบหน้าคมคายสันจرقโดดเด่น ดวงตาคมกริบใต้กรอบคิ้วหนาดุดันกวาดสายตามองสถานการณ์ภายในร้านแวบเดียว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของรินรดาที่ยืนนิ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์
รินรดากะพริบตาปริบๆ เมื่อสบเข้ากับดวงคู่นั้น มันเป็นสายตาที่ไม่ได้มีความประหลาดใจกับความวุ่นวายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ราวกับเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องเจอภาพนี้
"ผมไม่ใช่ญาติพวกคุณ" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบยามวิกาลดังขึ้น มันทั้งนุ่มนวลและทรงอำนาจในเวลาเดียวกัน "และที่สำคัญ... ผมเป็น 'ลูกค้า' ที่เดินเข้ามาในเวลาทำการ"
"ลูกค้าบ้าอะไร ร้านมืดขนาดนี้ หน้าตาก็ไม่ใช่คนแถวนี้ ออกไปโว้ย!" ลูกพี่ลูกน้องชายอีกคนที่มากับป้าสำเนียงทำท่าจะเข้าไปผลักอกผู้มาใหม่
แต่อธิปเพียงแค่ปรายตามองด้วยหางตา มือหนาข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตอย่างไม่รีบร้อน แรงกดดันจากท่าทีสุขุมเยือกเย็นนั้นทำให้ชายฉกรรจ์ร่างท้วมถึงกับชะงักฝีเท้าโดยอัตโนมัติ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากโดยไม่รู้ตัวว่าเพราะเหตุใด
อธิปเดินเลี่ยงร่างของคนทั้งสองราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ ขายาวก้าวตรงมาหยุดยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ไม้ขัดมัน รัศมีรอบตัวของชายหนุ่มทำให้ป้าสำเนียงและบริวารต้องถอยร่นออกไปโดยไม่รู้ตัว พวกเขาสบตากันด้วยความฉงนสนเท่ห์และหวาดระแวงระคนกัน
"คุณ... จะรับอะไรดีคะ ร้านเราปิดเตาแล้ว" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ พยายามรักษาอาการสงบเสงี่ยมท่ามกลางสถานการณ์ที่พลิกผัน
อธิปยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูมีเสน่ห์ร้ายกาจอย่างยิ่ง เขาวางกระเป๋าหนังใบโตลงบนโต๊ะไม้ ส่งสายตาพินิจพิเคราะห์มองเจ้าของร้านตัวเล็กที่ยืนหลังตรงอย่างไม่ยอมแพ้
"ผมขับรถผ่านทางนี้ ได้กลิ่นเครื่องเทศที่คุ้นเคยลอยมาตามลม..." อธิปจงใจเว้นจังหวะ สายตาคมกริบกวาดมองคราบเขม่าควันจางๆ ในครัว "และผมมั่นใจว่า... ฝีมือระดับคุณ น่าจะทำเมนูที่ยากที่สุดในความทรงจำของผมได้"
รินรดานิ่งงั้น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เมนูที่ยากที่สุด? คนแปลกหน้าคนนี้เป็นใครกันแน่ ถึงได้เดินเข้ามาในยามวิกาล ท่ามกลางดงเสือจอมหิวเงิน แล้วเจาะจงท้าทายเธอด้วยคำพูดประหลาดเช่นนี้
"คุณกำลังพูดถึงอะไร ฉันทำอาหารตามสั่งธรรมดา ไม่ได้เปิดภัตตาคารหรู" รินรดาปฏิเสธเสียงแข็ง
"งั้นเหรอครับ..." อธิปโน้มตัวลงเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนรินรดาได้กลิ่นอายฝนผสมกลิ่นจางๆ ของยาสูบชั้นดีจากตัวเขา "ถ้างั้น... 'แกงฮังเลโบราณเคี่ยวข้ามคืนด้วยเตาถ่าน' ที่ต้องใช้หัวกะทิสดเคี่ยวกับรากสามสิบและเครื่องเทศลับเฉพาะเจาะจงสัดส่วน... สำหรับคุณแล้ว มันเป็นแค่เมนูธรรมดา หรือเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะลงมือทำกันแน่ล่ะครับ?"
สิ้นคำพูดนั้น รินรดาก็เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ
เมนูนี้... เป็นสูตรลับดั้งเดิมของตระกูลที่แทบจะสูญหายไปแล้ว และเธอไม่เคยทำให้ใครกินมานานหลายปีนับตั้งแต่พ่อล้มป่วยลง! ชายคนนี้รู้ได้อย่างไร?
ป้าสำเนียงที่ยืนมองอยู่ด้านหลังเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มหลุดมือ นางส่งเสียงฮึดฮัด "นี่พ่อหนุ่ม แกจะมาสั่งอะไรกันตอนนี้ ร้านนี้มันไม่มีเงินจ่ายภาษี ไม่มีทางทำอะไรให้แกกินหรอก ออกไปซะ!"
อธิปเหลือบมองป้าสำเนียงด้วยหางตาอีกครั้ง เป็นสายตาที่เย็นเยียบจนอีกฝ่ายถึงกับสะท้านเฮือก ชายหนุ่มล้วงมือหยิบกระเป๋าสตางค์หนังสีเข้มออกมา หย่าธนบัตรใบละพันปึกหนาวางลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง *ปึก!*
เงินสดจำนวนหลายหมื่นบาทกองอยู่ตรงหน้า รินรดาเหลือบมองเงินพวกนั้นสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของชายแปลกหน้า
"ค่าวัตถุดิบ... และค่าเสียเวลา" อธิปเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังอำนาจเบ็ดเสร็จ "ส่วนพวกคุณ..." เขากวาดสายตามองกลุ่มญาติจอมปล้นสดมภ์ "ถ้ายังไม่ไสหัวออกไปจากร้านนี้ภายในสามวินาที ผมจะโทรศัพท์เรียกตำรวจข้อบุกรุกยามวิกาล พร้อมกับหลักฐานเอกสารปลอมแปลงที่พวกคุณถืออยู่คาตา"
ป้าสำเนียงหน้าซีดเผือด รีบคว้าแขนลูกสมุนแล้วถอยกรูดออกไปทางประตูทันทีด้วยความตกใจกลัว นางชี้หน้าอาฆาตมาดร้ายรินรดาก่อนจะวิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างทุลักทุเล
ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้งในห้องครัว รินรดายืนนิ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ มองธนบัตรปึกใหญ่แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มที่ยืนยิ้มมุมปากรอคำตอบอย่างใจเย็น
อธิปขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด น้ำเสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบแผ่วเบาราวกับจะท้าทายความตั้งมั่นของหญิงสาว
"ว่ายังไงล่ะครับ... เจ้าของร้านคนเก่ง ตกลงว่าคืนนี้ผมจะได้กินฝีมือคุณไหม?"
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเหยียดยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา
"นั่งรอที่โต๊ะสิคะ... คุณลูกค้าประหลาด"
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ
กับข้าวกลิ่นอายความคิดถึงกับคุณชายผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 2
ลูกค้าประหลาดในยามค่ำ
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวกลิ่นอายความคิดถึงกับคุณชายผู้คลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
