เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าสองครั้งตามด้วยจังหวะบิดลูกบิดอย่างถือวิสาสะ ไม่ได้ทำให้รัญธิดารู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย เธอยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้สีชาด ปลายเรียวนิ้วบรรจงหมุนปากกาหมึกซึมด้ามหรูในมือเล่นอย่างใจเย็น สายตาทอดมองผ่านกระจกใสบานใหญ่ลงไปยังมหานครที่กำลังเคลื่อนไหวราวกับฝูงมดปลวกเบื้องล่าง ที่นี่คือชั้นส the thirty-fifth floor ของอาคารสำนักงานใจกลางย่านธุรกิจ... ตำแหน่งที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นเพียงเงาไร้ตัวตนของผู้ชายที่เดินเข้ามาในห้องนี้
"คุณรัญคะ... เอ๊ย ขอโทษทีครับคุณรัญ... พอดีมีแขกไม่ได้รับเชิญมารอพบที่ห้องรับรองชั้นล่าง แต่เขาดึงดันจะขึ้นมาให้ได้ ผมพยายามกันไว้แล้วแต่..."
เสียงของเลขาหนุ่มหน้าตาตื่นตระหนกขาดห่วงไป เมื่อบานประตูเปิดกว้างขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปรดในชุดสูทตัดเย็บชั้นดี ปรินทร์ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าและท่าทางที่พยายามรักษาฟอร์มของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล แต่ดวงตากลับไหวระริกด้วยความร้อนรนอย่างปิดไม่มิด ด้านหลังของเขาคือเงาคุ้นตาของกมลวรรณ หญิงสาวในชุดเดรสแบรนด์เนมราคาแพงที่พยายามเชิดหน้าขึ้นสูงเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า
รัญธิดายังคงไม่ขยับเขยื้อน เธอยกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มที่แห้งแล้งและเยือกเย็นเสียจนคนที่มองเข้ามาต้องรู้สึกสันหลังวาบ
"เชิญครับ... แขกผู้มีเกียรติที่ไม่เคยเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น" เสียงนุ่มทفทุ้มแต่เจือด้วยกระแสความเยียบเย็นเอ่ยขึ้น รัญธิดาวางปากกาลงบนโต๊ะกระจก เสียงกระทบเบาๆ ดังก้องกังวานในความเงียบงัน "ดูท่าทางพวกคุณจะว่างงานมากสินะครับ ถึงได้ถ่อสังขารมาเหยียบสถานที่ทำงานของผมถึงที่นี่"
ปรินทร์หยุดยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ดวงตาคมกริบกวาดมองอดีตภรรยาตั้งแต่หัวจรดเท้า ผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ไม่ใช่รัญธิดาคนเดิม... คนที่เคยสวมผ้ากันเปื้อนยืนรอเขาอยู่หน้าประตูในยามค่ำคืน คนที่เคยใช้สายตาเว้าวอนขอเศษเสี้ยวความใส่ใจ รัญธิดาในวันนี้สวมสูทเข้ารูปสีเทาเข้ม เรือนผมสีดำสนิทถูกรวบตึงอย่างไร้ที่ติ ดวงตาคู่นั้นคมปลาบราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ
"รัญ... เรามีเรื่องต้องคุยกัน" ปรินทร์พยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ลมหายใจจะเริ่มติดขัดเมื่อเผชิญหน้ากับความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ "เรื่องเมื่อห้าปีก่อน... และเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น"
รัญธิดาหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ เต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ชายหนุ่มทีละก้าวอย่างมั่นคง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกับความเย่อหยิ่งลอยอบอวลอยู่รอบตัวเธอ
"เรื่องเมื่อห้าปีก่อนเหรอครับ?" รัญธิดาทวนคำ ใบหน้าสวยคมโน้มเข้าไปใกล้จนปรินทร์ต้องเป็นฝ่ายผถอยหลังไปครึ่งก้าว "วันที่คุณสั่งให้คนอุ้มเด็กทารกคนหนึ่งไปโยนทิ้งไว้ที่สถานสงเคราะห์... วันที่คุณบอกกับฉันว่าเด็กคนนั้นตายระหว่างคลอด... คุณอยากคุยเรื่องความใจหินไร้มนุษยธรรมของตัวเองตรงไหนก่อนดีล่ะครับ คุณปรินทร์"
กมลวรรณที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลัง ทนฟังต่อไปไม่ไหว เธอรีบก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างคนทั้งคู่ ใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมมาอย่างประณีตบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและหวาดกลัว
"คุณรัญ! อย่ามาพูดจาใส่ร้ายพี่ปรินทร์นะ! เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว คุณจะมาขุดคุ้ยอะไรตอนนี้อีก เด็กคนนั้นก็แค่... ก็แค่ความผิดพลาด!"
รัญธิดาหันขวับไปมองกมลวรรณ สายตาดุจคมมีดกรีดแทงลงบนร่างของหญิงสาวจนกมลวรรณต้องสะดุ้งเฮือกถอยหลังกรูด รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นบนเรียวปากเคลือบลิปสติกสีแดงสด
"ความผิดพลาดอย่างนั้นหรือครับคุณกมลวรรณ?" รัญธิดาเอ่ยเสียงเยียบเย็น "คุณเองก็คงมีความสุขมากสินะ บนความตายของเด็กทารกตาดำๆ คนหนึ่ง... บนคราบน้ำตาของฉันเมื่อห้าปีที่แล้ว สนุกมากไหมครับกับการได้ครอบครองสามีคนอื่นที่ได้มาจากการเหยียบย่ำหัวใจคนอื่น"
"รัญ! พอได้แล้ว!" ปรินทร์ตวาดลั่น พยายามรักษาอำนาจของความเป็นสามีเก่า แม้จะรู้ดีว่ามันพังทลายลงไปหมดแล้ว "ฉันมาที่นี่ไม่ได้จะมาทะเลาะกับเธอเรื่องอดีต... ฉันแค่ต้องการรู้ว่า ลูก... ลูกของเรา ตอนนี้อยู่ที่ไหน ใครมารับตัวเขาไป!"
ปรินทร์ระเบิดอารมณ์ออกมาในที่สุด ความตื่นตระหนกจากสายโทรศัพท์ปริศนาเมื่อสองชั่วโมงก่อนทำให้เขาสติแตก จนต้องบุกมาถึงที่นี่เพื่อคาดคั้นความจริงจากปากผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าไม่มีพิษภัย
รัญธิดานิ่งเงียบไปชั่วขณะ เธอมองหน้าอดีตสามีด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ลึกล้ำและน่ากลัวที่สุดเท่าที่ปรินทร์เคยเห็นมาในชีวิต
"อยากรู้เหรอครับว่าลูกของคุณอยู่ที่ไหน..." รัญธิดาจงใจเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบเข้ากัดกินสติของคนทั้งสอง "น่าเสียดายจังนะครับ... ที่คนอย่างคุณ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยชื่อเขาด้วยซ้ำไป"
"รัญธิดา! อย่าเล่นลิ้นกับฉันนะ!" ปรินทร์พุ่งเข้ามาคว้าข้อแขนของเธอไว้ด้วยความลืมตัว แรงบีบที่แน่นหนาทำให้รัญธิดานิ่วหน้าเล็กน้อย แต่แววตากลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความสะใจที่ซ่อนอยู่ลึกก้นบึ้ง
ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามไปมากกว่านั้น เสียงสัญญาณโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรัญธิดาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันตึงเครียด
รัญธิดาสบตากับปรินทร์นิ่ง ปัดมือของเขาออกอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูหน้าจอ ปลายสายคือเลขานุการส่วนตัวที่ดูแลงานภาคสนาม
เธอกดรับสายและเปิดสปีกเกอร์โฟนโดยไม่คิดจะปิดบังผู้บุกุกทั้งสองคน
*(“คุณรัญครับ... ทางเราตรวจสอบรายชื่อผู้มีอำนาจปกครองคนใหม่ของเด็กชายปัณณวิชญ์เรียบร้อยแล้วครับ เอกสารการรับบุตรบุญธรรมเสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ... และ... และบุคคลที่เซ็นชื่อรับรองเป็นผู้อุปการะคนใหม่... คือตัวแทนจากบริษัทในเครือข่ายต่างประเทศของคุณรัญเองครับ...”) *
รัญธิดายิ้มรับคำรายงานนั้นอย่างพึงพอใจ เธอกวาดตามองปรินทร์ที่ยืนตัวแข็งทื่อและกมลวรรณที่หน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย ก่อนจะเอ่ยตอบปลายสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทรงพลัง และก้องกังวานไปทั่วทั้งห้อง
"ดีมากครับ... จัดการเตรียมงานต้อนรับ 'ลูกชาย' ของผมให้เรียบร้อย ผมจะเดินทางไปรับเขาด้วยตัวเอง... ส่วนพวกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง... ก็เชิญเชิญออกไปจากห้องทำงานของผมได้แล้วครับ"
ปรินทร์ยืนงั่งงัน ลลมหายใจติดขัด สมองขาวโพลนเมื่อประโยคสุดท้ายสמיเข้าสู่โสตประสาท ความจริงบางอย่างกระแทกเข้าใส่หน้าอกอย่างจังจนเจ็บแปลบไปถึงขั้วหัวใจ... เด็กคนนั้น... ไม่ได้ถูกส่งต่อไปให้คนแปลกหน้า... แต่รัญธิดา... อดีตภรรยาที่เขาเคยเหยียบย่ำ... เป็นคนเก็บกวาดทุกอย่าง และวางหมากตานี้ไว้รอคอยการแก้แค้นมาตลอดห้าปีเต็ม!
------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในความมืดมิดของห้วงอารมณ์นี้ด้วยกันนะครับ
เศษซากความทรงจำบนรอยร้าวของชีวิตคู่•ตอนที่ 2
ภาพลวงตาที่เคยเชื่อใจ
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษซากความทรงจำบนรอยร้าวของชีวิตคู่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
