กลิ่นอายของไวน์แดงรสเลิศราคาแพงระยับยังคงลอยวนอยู่ปลายลิ้น ทว่ามันกลับเจือจางด้วยรสชาติฝาดเฝื่อนคล้ายความตาย รัญธิดานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหนังแท้สีชาดในห้องรับแขก แสงไฟสลัวจากโคมระย้าคริสตัลสาดส่องลงมาทาบทับร่างผอมบางในชุดราตรีสีดำสนิท ราวกับเธอกำลังสวมชุดไว้ทุกข์ให้กับห้าปีเต็มแห่งการแต่งงานที่เพิ่งมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตา
นาฬิกาโบราณบนผนังเรือนใหญ่ตีบอกเวลาเที่ยงคืนตรง ความเงียบงันในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมืองกลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงกรีดร้อง โต๊ะอาหารยาวเหยียดเบื้องหน้าถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เทียนหอมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ ที่เธอตั้งใจจุดเพื่อรอคอยการกลับมาของสามี บัดนี้เหลือเพียงแท่งเทียนละลายหยดย้อยที่กำลังจะดับลง ดั่งเช่นความหวังครั้งสุดท้ายในหัวใจของเธอที่มอดลงทีละน้อย
ปิน... ปรินทร์ สามีผู้ให้สัญญาว่าจะรีบกลับมาร่วมฉลองวันครบรอบแต่งงานในปีนี้ให้ทันก่อนทุ่มตรง
รัญธิดายกมือขึ้นสัมผัสสร้อยคอเพชรเม็ดเล็กที่เขาเคยสวมให้เมื่อหลายปีก่อน ปลายนิ้วเรียวยาวเย็นเฉียบ หัวใจที่เคยเต้นระรัวด้วยความรักและความคาดหวัง บัดนี้กลับด้านชาจนไร้ความรู้สึก ความเจ็บปวดจากการถูกละเลยไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอ แต่วันนี้... ในค่ำคืนนี้ มันไม่ใช่แค่การถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังอีกต่อไปแล้ว
บนพรมเปอร์เซียเนื้อหนาราคาแพง มีบางสิ่งสะท้อนประกายระยิบระยับล้อกับแสงไฟ มันไม่ใช่เพชรพลอยล้ำค่า หากแต่เป็นเศษแก้วชิ้นเล็กๆ ที่แตกละเอียดกระจัดกระจายอยู่ข้างตู้โชว์ไม้สัก
เศษแก้วที่ร่วงหล่นมาจากโลกใบใหม่ที่ปรินทร์จงใจซ่อนเร้นไว้จากเธอ
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงหัวค่ำ ในขณะที่รัญธิดากำลังเดินตรวจความเรียบร้อยของบ้าน เธอบังเอิญสะดุดตากับสูททำงานสีเทาเข้มของปรินทร์ที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ ปกติแล้วเขาจะไม่เคยทิ้งเสื้อผ้าเกะกะเช่นนี้ ด้วยความคุ้นชินที่จะเก็บกวาดให้เรียบร้อย เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบมันเพื่อนำไปแขวนในตู้เสื้อผ้า
ทว่า... มีบางอย่างร่วงหล่นลงมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน
มันคือซองกระดาษสีขาวเรียบง่าย ปราศจากชื่อผู้ส่ง แต่จ่าหน้าซองด้วยลายมือหวัดๆ ของพนักงานต้อนรับจากโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเมื่อเธอดึงแผ่นกระดาษข้างในออกมา หัวใจทั้งดวงก็คล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากลงสู่เหวลึก
ใบเสร็จค่าห้องพักประเภท "Presidential Suite" ระบุวันที่คือค่ำคืนนี้ พร้อมกับยอดเงินมหาศาลที่ถูกชำระด้วยบัตรเครดิตเสริมที่เธอเป็นผู้ถือร่วม และภาพถ่ายโพลารอยด์ใบเล็กที่หล่นตามออกมา ภาพของชายหนุ่มผู้เป็นสามี กำลังโอบกอดหญิงสาวร่างระหงในชุดคลุมอาบน้ำด้วยรอยยิ้มที่รัญธิดาแทบจะลืมไปแล้วว่าเขาเคยส่งยิ้มนั้นให้เธอบ้างไหมในรอบหลายปีหลังนี้
ใบหน้าของหญิงสาวในภาพชัดเจนจนบาดตา กมลวรรณ... เด็กฝึกงานแผนกการตลาดคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทของปรินทร์ได้ไม่ถึงหับเดือน รอยยิ้มเยาะหยันในภาพถ่ายนั้นราวกับกำลังเย้ยหยันความโง่เขลาของภรรยาหลวงที่นั่งรอคอยความรักอยู่บ้านอย่างภักดี
รัญธิดาไม่ได้ร้องไห้ เธอไม่ได้กรีดร้องโวยวายดังเช่นหญิงสาวทั่วไปในยามที่โลกทั้งใบพังทลาย ความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามามันรุนแรงเกินกว่าน้ำตาจะเยียวยาได้ ร่างกายของเธอชาดิ่งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สมองที่เคยว่างเปล่าค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัว ภาพของความอ่อนแอ ความยอมจำนน และความอดทนอดกลั้นตลอดห้าปีที่ผ่านมา ถูกเผาทำลายลงในพริบตา เหลือเพียงผู้หญิงคนใหม่... ผู้หญิงที่พร้อมจะลุกขึ้นมาเหยียบย่ำเศษซากความทรงจำเหล่านี้ให้แหลกคามือ
เสียงเปิดประตูห้องชุดดังขึ้นแผ่วเบา ร่างสูงสง่าของปรินทร์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน เขากวาดสายตามามองรอบห้องด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่าไฟในห้องรับแขกยังคงสว่างอยู่
"รัญ... ยังไม่นอนอีกเหรอครับ" ปรินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามซ่อนพิรุธไว้ใต้รอยยิ้มเหนื่อยล้าที่เขาคิดว่าแนบเนียนที่สุด "ผมบอกแล้วไงว่าช่วงนี้งานที่บริษัทกำลังยุ่งมาก การประชุมเลื่อนออกไปกะทันหัน ทำให้ผมกลับดึก... คุณไม่น่ารอผมเลย"
รัญธิดายังคงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา เธอมองสามีของตนเองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงอื่นที่ติดจางๆ มากับเสื้อผ้าของเขามันช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียนี่กระไร ปรินทร์ยังคงแสดงละครได้อย่างแนบเนียน เขายังคงคิดว่าเธอคือคนโง่คนเดิม... คนที่ยอมให้เขาหลอกใช้ความรักและความภักดีเป็นสะพานทอดไปสู่ความทะเยอทะยานของตัวเอง
"งานยุ่งมากสินะครับ... ปลินทร์" เสียงของรัญธิดานุ่มนวล เยือกเย็น และราบเรียบจนน่าขนลุก มันไม่มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ มีเพียงความว่างเปล่าที่แฝงไปด้วยคมมีดซ่อนเร้น
ปรินทร์ชะงักไปเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติรอบตัวภรรยา สายตาที่เธอมองมามันไม่ใช่สายตาของภรรยาผู้เฝ้ารอคอยด้วยความน้อยใจอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือสายตากลวงเปล่าที่พร้อมจะพิพากษา
"คุณเป็นอะไรหรือเปล่า รัญ?" ปรินทร์ขมวดคิ้วเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับทำทีเป็นถอดนาฬิกาข้อมือออกเพื่อเบี่ยงEเบือนความสนใจ "ผมขอโทษจริงๆ ที่ทำให้คุณต้องรอเก้อ ไว้เราค่อยฉลองกันใหม่พรุ่งนี้นะครับ"
รัญธิดาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ชุดราตรีสีดำสนิทแนบไปกับสัดส่วนอรชร เธอก้าวเท้าเดินเข้าไปหาปรินทร์ทีละก้าว ปลายนิ้วเท้าของเธอเหยียบลงบนเศษแก้วที่แตกกระจายบนพรมเปอร์เซีย แต่เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เธอได้รับในค่ำคืนนี้
เธอยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา เงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มผู้เป็นสามี ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววอ่อนโยนบัดนี้กลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง
"ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ปลินทร์..." รัญธิดายกมือขึ้นสัมผัสปกเสื้อสูทของเขาอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังจัดความเรียบร้อยให้สามีผู้แสนดี "เพราะการรอคอยของคุณ... มันสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันนี้"
ปรินทร์รู้สึกใจหายวาบอย่างประหลาด ความเย็นเยียบแล่นริ้วขึ้นมาจากสันหลังเมื่อได้ยินประโยคแปลกประหลาดนั้น เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยถามบางอย่าง ทว่าสายตาก็เหลือบไปเห็นซองเอกสารสีขาวและภาพถ่ายโพลารอยด์ที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกเตี้ยเบื้องหน้า... ภาพถ่ายที่เขา10มั่นใจว่าเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทอย่างดี
ดวงตาของปรินทร์เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง สีหน้าของเขาซีดเผือดลงในทันที ความลับที่เขาคิดว่าซ่อนไว้มิดชิด บัดนี้ถูกวางแบ 2 อยู่ตรงหน้าภรรยาผู้ไม่เคยเอ่ยปากบ่น
"รัญ... นี่มัน..." ปรินทร์เสียงสั่นพร่า ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
รัญธิดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามที่สุด... ทว่าเย็นชาและน่ากลัวที่สุดในชีวิตของเขา
"สุขสันต์วันครบรอบแต่งงานนะครับ ปลินทร์... ของขวัญที่คุณเตรียมไว้ให้ผม มันช่างสาสมกับหยาดเหงื่อและน้ำตาที่ผมเสียให้คุณจริงๆ" เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของสามีด้วยน้ำเสียงที่เฉียบคมดั่งใบมีดที่กรีดลงบนหัวใจ "แต่น่าเสียดาย... ที่เกมนี้ มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง"
ปรินทร์ผะหนэถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความตื่นตระหนก เขารู้สึกราวกับว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่รัญธิดาภรรยาผู้แสนอ่อนหวานอีกต่อไปแล้ว หากแต่เธอดั่งเช่นปีศาจสาวที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากขุมนรก เพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยถูกพรากไป
และในวินาทีที่ปรินทร์กำลังจะเอ่ยคำแก้ตัว เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกางเกงของเขาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบงัน
เขาก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นเทา ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ "กมลวรรณ" หญิงสาวผู้เป็นชู้รัก พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนใหม่ที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอหลักทันทีโดยไม่ต้องปลดล็อกเครื่อง
ข้อความนั้นระบุสั้นๆ แต่ทำเอาปรินทร์หน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง:
*[พี่ปรินทร์คะ... เด็กที่สถานสงเคราะห์โทรมาแจ้งด่วนค่ะ พวกเขาบอกว่า... "เด็กชายปัณณวิชญ์" ลูกชายของพี่ที่พี่สั่งให้เอาไปทิ้งไว้เมื่อห้าปีที่แล้ว... ตอนนี้มีคนมารับตัวไปแล้วค่ะ!]*
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในห้วงความแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
เศษซากความทรงจำบนรอยร้าวของชีวิตคู่•ตอนที่ 1
เศษแก้วบนพื้นพรม
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษซากความทรงจำบนรอยร้าวของชีวิตคู่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
