สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว•ตอนที่ 1

ฟื้นคืนชีพในร่างศิษย์สวะ

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก ช่างเป็นรสชาติที่คุ้นเคยเสียจนน่าหัวร่อ "ไอ้สวะไป๋เฉิน เจ้ายังกล้าดึงดันไม่ยอมมอบตำราเซียนตระกูลหลิวออกมาอีกหรือ? คิดว่าซุกหัวนอนอยู่ในสำนักล่างแล้วพวกข้าจะแตะต้องเจ้าไม่ได้รึ!" เสียงคำรามต่ำด้วยความเหยียดหยามดังขึ้น พร้อมกับแรงกระแทกจากปลายรองเท้าหนังปักด้ายทองที่ซัดเข้าที่ซี่โครงขวาเต็มแรง เสียงกระดูกลั่นกรอบดั่งกิ่งไม้แห้งหักดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันของห้องเก็บฟืนอันอับชื้น หยาดโลหิตสีแดงฉานกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นไม้เก่าคร่ำคร่า ร่างที่นอนจมกองเลือดบนพื้นไร้ซึ่งเสียงร้องคร่ำครวญ มีเพียงนัยน์ตาคู่หนึ่งที่ค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่มันกลับมิใช่แววตาของเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีผู้ไร้เดียงสาและอ่อนแออย่างที่ควรเป็น นัยน์ตาคู่นั้นลุ่มลึก ดำมืดดุจก้นบึ้งของห้วงมหาสมุทร และเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์พันปี เป็นสายตาที่ผ่านกาลเวลามานับหมื่นปี ผ่านการฆ่าฟันพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน *ฮ่าๆๆ... มดปลวกกลุ่มหนึ่ง ถึงกับกล้าเหยียบย่ำร่างบรรพจารย์เช่นข้าผู้1นี้เชียวหรือ?* ในห้วงสำนึกของไป๋เฉิน ความทรงจำอันไพศาลราวกับมหาสมุทรดาวกำลังไหลทะลักกลับคืนสู่ร่าง ปรมาจารย์กระบี่ไป๋เฉิน ผู้ซึ่งเคยใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวทะลวงผ่านเก้าชั้นฟ้าจนมหาเทพยังต้องก้มหัวให้ กลับถูกลอบวางยาพิษจากสหายสนิทและผู้อาวุโสสำนักมารในคราที่กำลังจะบรรลุขอบเขตมหาอมตะ ทว่า... เส้นทางแห่งวิถีเซียนหาได้ยอมจำนนต่อความตายอันอนาถไม่ ดวงจิตอันแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าได้ข้ามผ่านห้วงมิติ กลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างของ "ไป๋เฉิน" ศิษย์สำนักล่างผู้มีเส้นชีพจรพิการและถูกรังแกเป็นเบี้ยล่าง "พวกเจ้า... รนหาที่ตายนัก" เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังอำนาจประหลาดหลุดรอดจากริมฝีปากที่แตกยับเยินของไป๋เฉิน มันไม่ใช่เสียงของเด็กหนุ่มใกล้ตาย หากแต่เป็นเสียงคำรามของพญาอินทรีที่ถูกกักขัง แต่วิญญาณยังคงโผบินอยู่เหนือเมฆา จ้าวหลี่ ศิษย์สำนักนอกผู้ลงมือทำร้ายชะงักงันไปวูบหนึ่ง ร่างกายพลنينขนลุกซู่โดยไร้สาเหตุยามเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาคู่นั้น มันรู้สึกราวกับว่าเบื้องหน้าตนมิใช่เด็กหนุ่มสวะที่มันเพิ่งกระทืบเมื่อครู่ หากแต่เป็นคมกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงระหว่างคิ้ว พร้อมจะปลิดชีพมันได้ทุกเมื่อ ทว่าความหวาดกลัวนั้นถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวทันทีเมื่อคิดได้ว่าตนเองเป็นผู้มีพลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่ห้า "ไอ้สวะปากดี! ใกล้ตายแล้วยังกล้าทำอวดดี!" จ้าวหลี่เงื้อเท้าหมายจะซัดเข้าที่ใบหน้าของไป๋เฉินอีกคราเพื่อดับความรู้สึกประหลาดที่น่าขนลุกนี้ ทว่า... ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง อากาศภายในห้องเก็บฟืนพลันลดอุณหภูมิดิ่งฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของทุกคนกลายเป็นไอสีขาวขุ่นโดยไร้สัญญาณเตือน กลิ่นอายความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างที่นอนจมเลือดของไป๋เฉิน ราวกับภูเขาไท่ซานกดทับลงบนบ่าของทุกคนในห้องจนเข่าแทบทรุด ไป๋เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้บาดแผลทั่วร่างจะฉีกขาดและโลหิตจะไหลนอง แต่ท่วงท่าและแผ่นหลังนั้นกลับเหยียดตรง สง่างาม และทะนงตนยิ่งกว่าราชา ดึงดูดสายตาของทุกผู้คนให้ต้องยอมจำนนโดยไม่ต้องเอ่ยคำ "ในเมื่อพวกเจ้าอยากเห็นตำรานัก ข้าจะแสดงให้ดู..." นิ้วเรียวยาวที่เปื้อนคราบเลือดถูกยกขึ้นวาดกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย ทว่ากลับเกิดเสียงแหวกอากาศแหลมคมดุจเสียงกรีดร้องของภูตผี อักขระโบราณสีครามเข้มปรากฏขึ้นวับวามในความมืด ปราณกระบี่อันบริสุทธิ์และดุดันพรั่งพรูออกจากปลายนิ้วราวกับสายน้ำวนแห่งดาราจักร ฉับพลัน! เงากระบี่โปร่งแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วด้วยความเร็วที่แม้แต่ประสาทสัมผัสของขอบเขตหลอมรวมลมปราณก็ยังมองตามไม่ทัน *ฉับ!* โลหิตสีแดงสดสาดกระเซ็นย้อมผนังไม้สีมอซอ แขนข้างที่ใช้ซัดเข้าใส่ไป๋เฉินเมื่อครู่ของจ้าวหลี่หลุดร่วงลงสู่พื้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด ความเจ็บปวดแสนสาหัสเพิ่งแล่นริ้วสู่สมองเมื่อทุกอย่างสายเกินแก้ "อ๊ากกก! แขน... แขนข้า!" จ้าวหลี่ทรุดฮวบลงกุมหัวไหล่ที่เลือดพุ่งทะลัก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัวสุดขีด นัยน์ตาเบิกโพ้างมองไป๋เฉินราวกับเห็นปีศาจจากขุมนรก "ทะ... แก... แกใช้เคล็ดวิชาอะไร! เจ้าเป็นแค่ศิษย์สวะ... อ๊ากกก!" ไป๋เฉินก้มมองมือคู่นี้ด้วยแววตาเรียบเฉย ปราณในร่างยังคงอ่อนแอเกินไป นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของวิชาเซียนบรรพกาล แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะเด็ดหัวมดปลวกเหล่านี้ ทว่าก่อนที่เขาจะได้ก้าวเข้าไปสะสางบัญชีแค้นให้หมดสิ้น บรรยากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง *เปรี้ยง!* เสียงอสนีบาตคำรามก้องฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่น แม้จะอยู่ภายในห้องเก็บฟืนทึบตัน แต่แรงกดดันจากภายนอกกลับพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด พร้อมกับกลิ่นหอมเย็นยะเยือกของดอกเหมันต์ที่ลอยล่องเข้ามาแทนที่กลิ่นคาวเลือดในทันที เงาร่างหนึ่งในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวมหาสมุทรน้ำแข็ง ปักลวดลายด้วยด้ายไหมเงินรูปกระบี่คู่ไขว้ ลอยลงมาจากฟากฟ้าอย่างไร้สุ้มเสียง นางยืนสง่างามอยู่บนยอดหลังคาห้องเก็บฟืน เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมยามราตรี ทรวดทรงระหงและใบหน้าที่งดงามล่มเมืองราวกับภาพวาดเซียน ทว่ากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เย็นชา ห่างเหิน และสูงส่งจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง มู่หรงเสวี่ย... เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ นางพญาเซียนผู้ปกครองดินแดนรกร้างบูรพา เหตุใดนางจึงมาปรากฏตัว ณ สำนักล่างที่ต่ำต้อยแห่งนี้? นัยน์ตาคู่คมดั่งคมกระบี่ของมู่หรงเสวี่ยกวาดมองลงมายังสภาพอันน่าอนาถภายในห้อง ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างโชกเลือดของไป๋เฉิน นางมิได้เอ่ยคำใด แต่วิญญาณกระบี่ในกายของนางกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ ราวกับว่ามันกำลังหวาดกลัว... และในขณะเดียวกัน ก็กำลังโหยหาบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในร่างของศิษย์สวะผู้นี้ ไป๋เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนางพญาเซียนผู้เยือกเย็น นัยน์ตาของเขามีร่องรอยของความประหลาดใจวาดผ่านไปชั่วพริบตาก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคนที่คุกเข่าหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว นางเซียนผู้สูงส่งกลับก้าวลงมาจากฟ้า ชักกระบี่ประจำกายออกครึ่งนิ้ว... และพุ่งเป้าคมกระบี่นั้นตรงมายังลำคอของไป๋เฉินทันที! ติดตามตอนต่อไปในคืนวันพรุ่งนี้... (ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในวิถีกระบี่อันเหน็บหนาวและงดงามนี้ด้วยกันนะคะ - ชิงเสวี่ยเหมันต์)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบวิถีเซียนด้วยกระบี่เดียว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%