ความเจ็บปวด... มิใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับคนที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของซากศพเน่าเปื่อยในก้น "หุบเขาอสูรโลหิต" คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่า เย่เฉิน ยังไม่หลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งความอยุติธรรม ทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดคือ ลมหายใจที่ควรจะดับวูบไปนับแต่ถูกกระบี่เล่มนั้นเสียบอกและผลักตกหน้าผา กลับสูบฉีดเข้าสู่ปอดอย่างบ้าคลั่ง ราวกับมีเตาหลอมอัคคีพันปีถูกจุดขึ้นใหม่ในร่างที่เกือบแหลกสลาย
"อึก..."
เสียงครางต่ำเล็ดลอดจากลำคอที่แห้งผาก เย่เฉินกระดุกกระดิกนิ้วมือทีละน้อย ความรู้สึกแรกที่แล่นพล่านไม่ใช่ความเจ็บปวดจากกระดูกที่หักทับถมกัน หากแต่เป็นกระแสพลังงานสายหนึ่ง—อันดุร้าย ป่าเถื่อน และเต็มไปด้วยจิตสังหาร—กำลังไหลเวียนทะลักทะลายไปตามเส้นชีพจรที่เคยแห้งเหือด ดุจดั่งมังกรเพลิงที่ถูกจองจำมานานนับหมื่นปีแล้วได้รับการปลดปล่อย
ตู้ม!
พื้นดินรอบกายรัศมีสามเชียะระเบิดออกเป็นจุล เศษหินและฝุ่นผงคละคลุ้ง เย่เฉินดีดตัวลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีที่บิดเบี้ยว ดวงตาข้างหนึ่งอาบย้อมด้วยโลหิตสีแดงฉาน ทว่าอีกข้างกลับเปล่งประกายสีครามเข้มจัดราวกับห้วงอวกาศอันไร้ก้นบึ้ง เขากวาดสายตามองไปรอบด้าน ท่ามกลางความมืดมิดและหมอกพิษสีม่วงเข้ม ศพของเหล่าสัตว์อสูรระดับสูงและโครงกระดูกมนุษย์เกลื่อนกลาด ส่งกลิ่นเหม็นเน่าชวนคลื่นไส้ แต่ไม่มีสิ่งใดเข้าใกล้รัศมีตัวเขาได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว เนื่องจากแรงกดดันจากลมปราณที่แผ่ออกมาโดยสัญชาตญาณนั้นรุนแรงเกินกว่าจะทนทาน
*มู่หรงเทียน... เฒ่าสารเลว เจ้าคงคิดว่าข้าตายสนิทแล้วสินะ*
มุมปากของเย่เฉินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน รอยยิ้มที่ทั้งงดงามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่ร่างจะดิ่งพสุธาลงสู่หุบเขามรณะยังคงแจ่มชัด ใบหน้าจอมปลอม เปี่ยมด้วยความเมตตาจอมปลอมของ "มู่หรงเทียน" ผู้อาวุโสผู้ทรยศ ที่แย่งชิงทั้งตำแหน่งประมุขตระกูล เคล็ดวิชากระบี่เก้าสวรรค์ และสังหารบิดามารดาของเขาอย่างเลือดเย็น ยังคงกรีดแทะหัวใจของเขาให้แหลกสละ
แต่วันเวลานั้นได้จบลงแล้ว...
วูบ!
จู่ๆ ผิวหนังทั่วร่างของเย่เฉินก็เปล่งแสงเรืองรองสีทองอร่ามตัดกับความมืดมิดของก้นเหว อักขระโบราณนับพันตัวปรากฏขึ้นและเลือนหายไปตามรูขุมขนอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามดังก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณ เป็นเสียงของคัมภีร์โบราณที่สาบสูญ—"เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะ"
ความเจ็บปวดระลอกใหม่พุ่งพล่านราวกับจะฉีกร่างออกเป็นเสี่ยงๆ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกทุกชิ้นกำลังถูกบดขยี้แล้วสร้างขึ้นใหม่ด้วยพลังปราณฟ้าดินอันบริสุทธิ์ที่ถูกดูดซับเข้ามาอย่างไร้ขีดจำกัด เย่เฉินกัดฟันแน่นจนเลือดสดๆ ไหลยืมนุมมุมปาก เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ สะท้อนถึงความอดทนอันไร้ขีดจำกัดของชายหนุ่มผู้ปฏิเสธความตาย
นี่ไม่ใช่การฟื้นคืนชีพธรรมดา... แต่นี่คือการจุติใหม่ของปีศาจผู้ถือครองกะโหลกสวรรค์!
"ฮ่าๆๆ... สวรรค์ช่างตลกนัก อยากให้ข้าตาย แต่กลับส่งข้ามาเหยียบย่ำพวกมันทั้งหมด!"
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขาอสูรโลหิต ฝูงสัตว์อสูรน้อยใหญ่ที่หลบซ่อนอยู่ในความมืดต่างพากันสั่นสะท้าน หมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวต่อแรงกดดันระดับวิญญาณที่ก้าวข้ามขอบเขตมนุษย์ไปแล้ว ร่างกายของเย่เฉินในยามนี้โปร่งใสราวกระจก มองเห็นกระแสอัคคีและสายฟ้าไหลเวียนแทนโลหิต ทะยานผ่านจุดชีพจรทั้งเก้าสิบเก้าจุดอย่างราบรื่น
ในขณะที่พลังปราณในร่างกำลังสงบลง และเย่เฉินกำลังจะก้าวไปสู่ขอบเขตพลังขั้นที่สามของกายเทวะ ทันใดนั้นเอง—
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีดำสนิทสายหนึ่งผ่าทะลุหมอกพิษหนาทึบลงมาจากยอดเขา ตรงเข้าสู่กลางกระหม่อมของเย่เฉินอย่างไร้สัญญาณเตือน! แรงปะทะรุนแรงจนพื้นหุบเขายยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายสิบวา เย่เฉินกระอักเลือดคำโตออกมาทันที แต่ดวงตากลับเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย เมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ก้นเหวแห่งนี้—บางสิ่งที่กำลังเรียกหาเขา... บางสิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่าเคล็ดวิชาใดๆ ในยุทธภพ
และก่อนที่สติของเขาจะหลุดลอยไปกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่ง ก็ร่อนลงมาจากปากเหวอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก พร้อมกับกลิ่นอายความเย็นยะเยือกที่แช่แข็งได้แม้กระทั่งกาลเวลา
นางก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ดวงตาคู่สวยเย็นชาดั่งน้ำแข็งไร้ความรู้สึก ทว่ากลับสั่นระริกด้วยหยาดน้ำตาที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ
"เย่เฉิน..." เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว "เจ้าคนโง่... ข้าบอกแล้วว่า ต่อให้ต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ข้าก็จะตามล้างบางคนตระกูลมู่หรงให้สิ้นซาก เหตุใดจึงรีบชิงตายไปก่อนข้าเช่นนี้!"
เย่เฉินฝืนยิ้มทั้งที่โลหิตยังอาบหน้า เขามองหญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าเป็น "ธิดาสวรรค์แห่งวังเซียนเหมันต์" ผู้เย่อหยิ่งและไม่เคยชายตาดูลมหายใจของบุรุษใดในใต้หล้า แต่วันนี้ นางกลับยอมเสี่ยงชีวิตบุกเดี่ยวมาถึงก้นหุบเขามรณะเพื่อเขาเพียงคนเดียว
ทว่า... ก่อนที่เย่เฉินจะได้เอ่ยปากกล่าวสิ่งใด เงาดำทึบสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศตามหลังนางลงมา พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังสะท้านไปทั่วทั้งหุบเขา
"ฮี่ๆๆ หลี่ชิงหาน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าหนีพ้นมือข้า? ในเมื่อพวกมันตายตกตามกันไปที่นี่ เช่นนั้นก็จงเป็นปุ๋ยให้แก่หุบเขาอสูรพร้อมกันเสียเถอะ!"
--------------------------------------------------
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับคมกระบี่และสัจธรรมแห่งการฝืนลิขิตฟ้านะครับ)*
กระบี่เย้ยจันทรา ทะยานฟ้ารatเก้าสวรรค์•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนจากหุบเขาอสูร
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เย้ยจันทรา ทะยานฟ้ารatเก้าสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
