แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้หยั่งกระแสธาร•ตอนที่ 2

กลยุทธ์ท่ามกลางซากปรัก

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวเลือดเจือจางของดินปืนและสนิมเหล็กยังคงลอยอวลอยู่เบื้องล่างซากปรักหักพังของค่ายทหารรกร้างแห่งนั้น ยามเมื่อเปลวเพลิงมอดดับลง เหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทาทะมึนที่ปกคลุมผืนแผ่นดินดั่งผ้าดิบไว้ทุกข์ หลวนเฟยหลง (ฉินอ๋อง) ประทับยืนนิ่งสงบอยู่บนเนินดินสูง ร่างกำยำในชุดเกราะเหล็กดำสนิทประดับลวดลายมังกรทะยานเมฆสะท้อนประกายแสงจันทร์สลัว คมดาบประจำกายยังคงอยู่ในฝัก แต่รัศมีอำมหิตและไอร้อนระอุแห่งนักรบผู้ผ่านสมรภูมิเลือดมานับร้อยครั้งกลับแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบกายให้เยือกแข็ง ดวงพักตร์คมคายราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งร่องรอยความหวั่นไหวต่อความพ่ายแพ้ที่เพิ่งประสบ เบื้องหน้าของท่านอ๋อง คือซากปรักหักพังของแนวค่ายกลที่เคยภาคภูมิใจ กองทัพของอัครมหาเสนาบดีจางใช้กลยุทธ์ "ไฟล้างทุ่ง" เผาผลาญเสบียงและเส้นทางถอยร่นจนสิ้นซาก ในมุมมองของแม่ทัพผู้เชื่อมั่นในคมดาบและกระบวนทัพตรงไปตรงมา การพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายเท่ากับการไร้หนทางแก้เกม "ท่านอ๋อง... แม่ทัพหน้าส่งม้าเร็วมาแจ้งว่า กองเสบียงสำรองทางตอนเหนือถูกตัดขาดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ข้าศึกปิดตายเส้นทางลำเลียงทุกสาย หากเรายังดึงดันจะยกทัพตีฝ่าในอีกสามวัน กองทัพครึ่งแสนคงต้องล้มตายด้วยความอดอยากเป็นแน่" เสียงรายงานจากนายกองทหารราบสั่นเครือเล็กน้อย ท่ามกลางความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า หลวนเฟยหลงมิได้หันกลับไปมอง เขายังคงทอดสายตาไปยังแนวป่าทึบเบื้องล่างที่มีเงาไม้ไหววูบตามสายลมราตรี ขากรรไกรขบเข้าหากันจนสันนูน แสดงถึงความกรุ่นโกรธที่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยสติอันเยือกเย็น ไม่มีคำสั่งใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหนานั้น ความเงียบงันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งฝีเท้าแผ่วเบาแต่หนักแน่นด้วยจังหวะจะโคนดังขึ้นจากด้านหลัง "ความเงียบของท่านอ๋องในยามนี้ หาใช่ความสิ้นหวังไม่... หากแต่กำลังครุ่นคิดว่าจะฝังศพกองทัพของตนเองไว้ที่ใดก่อนดีต่างหากเพคะ" สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าก้องกังวานด้วยความมั่นใจดังขึ้น หลินซูเหมย ก้าวผ่านซากคานไม้ที่หักโค่นเข้ามาในรัศมีสายตา นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายดอกเหมยสีชาดด้วยด้ายไหมเงิน ท่าท่ามกลางหมู่ซากปรักหักพัง สตรีผู้นี้กลับดูราวกับเทพเซียนผู้ก้าวเดินลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อเหยียบย่ำเศษธุลีดิน ดวงพักตร์งดงามล้ำเลิศเรียบเฉย แววตาดำขลับลึกล้ำยากหยั่งถึงสะท้อนเงาเปลวเพลิงที่เหลืออยู่เพียงริบหรี่ หลวนเฟยหลงเหลือบสายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวกลับมามอง นางก้าวล่วงเข้ามาในเขตหวงห้ามของแม่ทัพสนามโดยไม่ได้รับอนุญาต ชายหนุ่มแค่นเสียงในลำคอเบาๆ แฝงความเย้ยหยัน "กุนซือหลิน... วาจาของท่านคมคายยิ่งนัก แต่คมปากมิอาจแทนคมดาบในสนามรบได้ ข้าศึกปิดตายทุกเส้นทาง เสบียงหมดสิ้น ม้าศึกเริ่มล้มตาย เจ้ายังมีแก่ใจมาเดินชมจันทร์ท่ามกลางซากศพเช่นนี้อีกหรือ" ซูเหมยมิได้สะท้อนสะท้านต่อวาจาเชือดเฉือน นางหยุดยืนห่างจากเขาเพียงก้าวเดียว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวโชยปะปนกับกลิ่นควันไฟ เป็นความแตกต่างที่ตรึงตราและชวนพิศวงในคราเดียวกัน "คมดาบของท่านอ๋องตัดหัวข้าศึกได้นับพัน แต่ใช้พลิกสถานการณ์ในยามที่ฟ้าดินปิดตายไม่ได้หรอกเพคะ" ซูเหมยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางยื่นม้วนแผนหนังแกะเก่าคร่ำครึแผ่นหนึ่งออกมาเบื้องหน้า "สิ่งที่ท่านอ๋องต้องการในยามนี้ มิใช่กองหนุนหรือเส้นทางเสบียงเดิม... แต่คือ 'ทางตัน' ที่ท่านมองไม่เห็นต่างหาก" หลวนเฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย เพ่งมองม้วนแผนที่ในมือเรียวระหง พลางก้าวเข้าไปประชิดร่างอรชรจนกลิ่นกายบุรุษกดดันให้อีกฝ่ายต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่ดวงตากลับมิได้หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถามชิดริมหู ซูเหมยไม่สะดุ้งสะเทือน นางคลี่แผนที่หนังแกะออกบนแผ่นศิลาปรักหักพังเบื้องหน้า แสงจันทร์สาดส่องลงกระทบเส้นสายหมึกจีนที่ถูกวาดขึ้นใหม่อย่างประณีต นางชี้เรียวนิ้วเรียวไปยังหุบผาลึกที่ตั้งอยู่ระหว่างแนวเทือกเขาชัน ซึ่งในตำราพิชัยสงครามทุกเล่มต่างระบุตรงกันว่าเป็น "เขตมรณะ" ที่ไร้ทางออก "หุบเขาอัสดง... สถานที่ที่ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะชายตามอง เพราะเบื้องหน้าคือหน้าผาสูงชันสามร้อยจั้ง และเบื้องหลังคือค่ายใหญ่ของอัครมหาเสนาบดีจาง" หลวนเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเมื่อเห็นพิกัดที่นางชี้ "เจ้ากำลังจะบอกให้ข้าพากองทัพไปตายหมู่เช่นนั้นหรือ?" "ข้ากำลังจะบอกให้ท่านอ๋อง... พากองทัพ 'หายตัวไป' จากสายตาของข้าศึกต่างหากเพคะ" ซูเหมยเงยหน้าขึ้นสบตาคมปลาบของแม่ทัพหนุ่ม แววตาของนางนิ่งสงบดั่งมหาสมุทรยามไร้คลื่นลม แต่กลับเต็มไปด้วยกระแสธารแห่งปัญญาที่เชี่ยวกราก "ท่านอ๋องโปรดจำคำของหม่อมฉันให้ดี... ภูผาหุบเขาอัสดงหาได้เป็นทางตันไม่ หากแต่เป็น 'อุโมงค์ลับธรรมชาติ' ที่ถูกกัดเซาะด้วยสายน้ำใต้ดินมานับพันปี ตามบันทึกโบราณของตระกูลหลินที่สูญหาย... ในคืนที่จันทร์ดับสนิทและกระแสน้ำลดระดับลงจนถึงขีดสุด ช่องแคบเบื้องล่างจะเปิดออก สามารถให้กองทหารม้าลอดผ่านทะลุไปโผล่ยังคลังเสบียงหลวงใจกลางค่ายของอัครมหาเสนาบดีจางได้โดยที่พวกมันไม่ทันรู้ตัวแม้แต่เงา" คำกล่าวของนางดั่งสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางความเงียบงันของราตรี หลวนเฟยหลงชะงักงัน ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น แผนที่ในมือสตรีผู้นี้มิใช่แค่ภาพวาดภูมิประเทศทั่วไป แต่เป็นเส้นทางลับที่สาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์ร่วมร้อยปี ทว่า... ความสงสัยระคนระแวดระวังก็เข้าเกาะกุมจิตใจของแม่ทัพผู้ผ่านเล่ห์กลมาโชกโชน "เหตุใดตระกูลหลินของเจ้าจึงมีแผนที่นี้ เหตุใดข้าต้องเชื่อคำพูดของสตรีที่เบื้องหลังมีความเกี่ยวข้องกับขุนนางฉ้อฉลอย่างจางหยู?" หลวนเฟยหลงก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม ไอร้อนจากลมหายใจรดรินอยู่บนพวงแก้มเนียน คมดาบในมือถูกกระชับแน่นขึ้นดั่งทดสอบความมั่นคง ซูเหมยไม่สะท้าน นางแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยแต่ทระนงยิ่งนัก "หากท่านอ๋องทรงระแวงว่าหม่อมฉันคือสายลับ... ก็จงใช้ศีรษะของหม่อมฉันนี่แหละเป็นประกันเดิมพันในศึกนี้" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไร้ความหวาดกลัว "แต่หากท่านเลือกที่จะกอดศักดิ์ศรีตายอยู่ ณ ซากปรักหักพังแห่งนี้... ประวัติศาสตร์ก็คงจารึกชื่อท่านไว้เพียงแค่แม่ทัพผู้พ่ายแพ้ต่อเปลวเพลิงของขุนนางกังฉินเท่านั้น" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าครั้งนี้เต็มไปด้วยแรงปะทะทางความคิดที่หนักหน่วงดั่งภูผาทับถม หลวนเฟยหลงจ้องมองใบหน้างดงามที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งรากับรูปสลักหิน ท่ามกลางสายลมราตรีที่พัดพาเศษเถ้าถ่านปลิวว่อน นิ้วแกร่งที่กุมด้ามดาบคลายออกช้าๆ ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็พุ่งทะยานเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความตื่นตระหนก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้า "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! สายสืบรายงานด่วน... อัครมหาเสนาบดีจางส่ง 'ราชโองการลับ' ฉบับสุดท้ายมาถึงแม่ทัพหน้าแล้ว เนื้อความระบุว่า..." องครักษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "...หากพวกเราไม่ยอมจำนนภายในรุ่งสางพรุ่งนี้ ศรีษะขององค์ชายรัชทายาทที่ถูกจับกุมตัวไว้ในเมืองหลวง จะถูกประจานประจานประตูกลางเมืองพ่ะย่ะค่ะ!" ดวงตาของหลวนเฟยหลงวาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะอันดุร้าย รังสีอำมหิตแผ่พุ่งจนองครักษ์ตัวสั่นสะท้าน องค์ชายรัชทายาทคือสายใยสุดท้ายของราชสำนักที่เขาต้องปกป้องด้วยชีวิต หากช้าไปแม้แต่ก้าวเดียว ทุกอย่างจะพังทลายลงในพริบตา หลวนเฟยหลงหันขวับกลับมามองสตรีชุดขาวเบื้องหน้าทันที แววตาคู่นั้นเปลี่ยนจากความระแวงเป็นประกายคมปลาบดั่งนักล่าที่ตัดสินใจแล้ว ซูเหมยยกถ้วยชาอุ่นที่นางแอบเตรียมไว้ในแขนเสื้อขึ้นยื่นส่งให้เขาโดยไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอิ่มอย่างรู้ทันเกม "ท่านอ๋อง... ได้เวลาเดินหมากตานี้แล้วเพคะ" พงศาวดารมีชีวิตขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้หยั่งกระแสธาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%