กลิ่นหมึกจีนชั้นดีผสมคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในความมืดสลัวของระเบียงชั้นสอง
"ตบมือได้ไพเราะมาก ใต้เท้าเซี่ย..."
เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเย้ยหยันดังขึ้นตัดความเงียบงัน ฉินเหวินซวนไม่แม้แต่จะหันขวับด้วยความตกใจ สัญชาตญาณมือปราบของนางฝึกฝนให้ร่างกายตอบสนองต่ออันตรายด้วยความนิ่งสงบ ปลายนิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างขยับแตะด้ามกริชสั้นที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน ขณะที่ดวงตาสงยนิ่งกวาดมองร่างสูงโปร่งที่ก้าวออกมาจากเงาเสาไม้แกะสลัก
นั่นคือ "องค์ชายรอง"
บุรุษผู้ควรจะถูกกักบริเวณอยู่ภายในตำหนักส่วนพระองค์ตามพระราชโองการกักตัวของฮ่องเต้ แต่บัดนี้พระองค์กลับทรงแย้มพระสรวลเย็นเยียบ ทรงถือม้วนกระดาษสาประทับตราโลหิตไว้ในพระหัตถ์ด้วยท่าทางสบายราวกับกำลังทอดพระเนตรการแสดงงิ้วโรงใหญ่
เซี่ยจื่อหลางยังคงยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าฉินเหวินซวน ร่างสูงของราชครูหนุ่มก้าวถอยหลังมาครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ การเคลื่อนไหวเล็กๆ นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องตนเอง แต่เป็นการสร้างมุมอับสายตาเพื่อบังร่างเพรียวบางของหญิงสาวจากวิถีกระบี่ขององครักษ์เงาที่ซุ่มอยู่รอบด้าน—เป็นความห่วงใยที่แนบเนียนและรวดเร็วจนแม้แต่เจ้าตัวก็อาจไม่รู้ตัว
"กระหม่อมไม่คิดว่าองค์ชายจะทรงโปรดการลี้ภัยมาเดินเล่นในที่อับชื้นเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ" เซี่ยจื่อหลางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ร่องรอยความตื่นตระหนก แม้ว่าในมือของอีกฝ่ายคือจดหมายลับที่สามารถส่งพวกเขาทั้งคู่ไปสู่ลานประหารได้ภายในชั่วข้ามคืน
องค์ชายรองทรงพระสรวลเบาๆ ในลำคอ พระเนตรคมกริบกวาดมองคนทั้งสองด้วยแววตาสมเพชและขบขันระคนกัน
"ใต้เท้าเซี่ย... ท่านฉลาดเป็นกรด ทว่าบางครั้งความเฉลียวฉลาดก็มักจะนำพาความหยิ่งผยองมาด้วย ท่านคิดจริงๆ หรือว่าหมากตานี้ ข้าจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ เพียงเพราะกระดาษแผ่นเดียวในศาลยุติธรรม?" พระองค์ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว แสงจันทร์สาดส่องกระทบพระพักตร์คมคายที่บิดเบี้ยวด้วยความทะเยอทะยาน "จดหมายฉบับนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายข้า... แต่มันมีไว้เพื่อซื้อความจงรักภักดีจากพวกท่านต่างหาก"
ฉินเหวินซวนขมวดคิ้วมุ่น นางก้าวออกมาจากเงาร่างของเซี่ยจื่อหลาง เผชิญหน้ากับเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ด้วยแววตาที่คมกราบไม่แพ้กัน
"การใช้ชีวิตของราษฎรนับร้อยในเมืองหลวงมาต่อรองอำนาจ... นี่คือวิถีทางของผู้ที่สมควรจะนั่งบัลลังก์มังกรอย่างนั้นหรือเพคะ องค์ชาย" น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและทรงพลัง กลิ่นอายความยุติธรรมแผ่ซ่านออกมาจากตัวสตรีผู้ยึดมั่นในกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืด
องค์ชายรองหรี่พระเนตรลง รอยยิ้มบนพระพักตร์จางหายไปแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธ "ใต้เท้าฉิน... ปากกล้าเช่นนี้ ระวังศีรษะบนบ่าจะหลุดร่วงโดยไม่รู้ตัว"
"หากความจริงเป็นสิ่งต้องห้าม ศีรษะนี้ต่อให้หลุดร่วงก็ยังคุ้มค่าที่จะแลกเพคะ!"
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นหยาดน้ำแข็ง ปลายนิ้วขององครักษ์เงาเริ่มขยับเข้าใกล้ด้ามกระบี่ เซี่ยจื่อหลางไม่รอช้า ร่างสูงก้าวขวางหน้าฉินเหวินซวนไว้อีกครั้งอย่างเด็ดขาด แขนเสื้อกว้างสะบัดเบาๆ เป็นสัญญาณเตือน มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของหญิงสาวไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ สัมผัสอุ่นร้อนที่ส่งผ่านจากฝ่ามือของเขาทำให้นางชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เต้นรัวด้วยความโกรธขึงพลันสะดุดลงชั่วขณะ
ไม่มีคำพูดใดระหว่างคนทั้งคู่ในเสี้ยววินาทีนั้น มีเพียงสายตาที่ประสานกัน—สายตาของสองคนที่ยืนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย ทว่ากลับพบความเข้าใจอันลึกซึ้งผ่านความเงียบงัน เซี่ยจื่อหลางกำลังบอกนางด้วยสายตาว่า *'ยังไม่ใช่เวลา'*, และฉินเหวินซวนก็อ่านความหมายนั้นขาดในเสี้ยววินาที
ราชครูหนุ่มผ่อนลมหายใจยาว เหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่ทำให้แม้แต่ผู้มีอำนาจสูงส่งยังต้องชะงัก
"องค์ชายทรงตรัสถูกต้องแล้ว... หมากกระดานนี้ยังไม่จบ และพวกเรายังไม่อยากแพ้ในตอนนี้เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ชายรองทรงจ้องมองคนทั้งสองนิ่งนาน ราวกับกำลังประเมินน้ำหนักของคำพูดนั้น ก่อนจะโยนห่อกระดาษอีกชิ้นลงแทบเท้าของเซี่ยจื่อหลาง เสียงกระดาษกระทบพื้นไม้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"สามวัน... ข้าต้องการเห็นหลักฐานบัญชีส่วยจากกองทัพบูรพา มากองอยู่บนโต๊ะทรงงานของข้า หากพวกท่านทำไม่ได้... จดหมายในมือข้าจะไปถึงท้องพระโรงก่อนรุ่งสางของวันที่สี่"
สิ้นพระสุระเสียง ร่างสูงโปรดขององค์ชายรองก็หมุนตัวหายไปในความมืดของระเบียงอย่างไร้ร่องรอย ราวกับภูตผีที่มาพร้อมกับสายลมแห่งความวิบัติ
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศรอบกายบัดนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความระแวงแคลงใจที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความตระหนักรู้ร่วมกัน—พวกเขาถูกผูกติดไว้บนเรือลำเดียวกันเสียแล้ว
เซี่ยจื่อหลางยังคงไม่ปล่อยมือจากข้อมือของฉินเหวินซวน ปลายนิ้วของเขากำชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ยามที่เขาก้มลงมองสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยเย็นชาและไร้ความรู้สึกบัดนี้เจือประกายบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำ
"เจ้าไม่ควรเสี่ยงต่อปากต่อคำกับพระองค์เช่นนั้น" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่วเบา เจือความดุเล็กน้อยแต่นุ่มนวลกว่าทุกครั้ง
ฉินเหวินซวนดึงข้อมือของตนเองกลับอย่างนิ่มนวล นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเหลือเพียงความเด็ดเดี่ยว "ถ้าข้าไม่พูด แล้วใครจะเป็นกระบอกเสียงให้ผู้บริสุทธิ์ที่ตายไปเล่า ใต้เท้าเซี่ย?"
เซี่ยจื่อหลางแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสมเพชตนเอง "เจ้ามัน... ดื้อรั้นสิ้นดี"
"และท่านก็เจ้าเล่ห์เพทุบายไม่เปลี่ยนเช่นกัน" นางสวนกลับทันควัน มุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีไว้เพื่อซ่อนเร้นความนัย แต่เป็นรอยยิ้มระหว่าง "สหายร่วมรบ" ที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน
ในค่ำคืนที่ลมหนาวพัดผ่านระเบียงศาลยุติธรรม ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนแทบชิดใกล้ ไออุ่นจากร่างกายของกันและกันขับไล่ความหนาวเหน็บของฤดูใบไม้ร่วงออกไปจนหมดสิ้น เซี่ยจื่อหลางเอื้อมมือออกไป ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างขมับของนางให้อย่างเบามือ เป็นการกระทำที่อ่อนโยนจนฉินเหวินซวนเผลอกลั้นหายใจ
"เช่นนั้น... เราคงต้องร่วมมือกันเดินหมากตานี้ให้ถึงที่สุดแล้วกระมัง ใต้เท้าฉิน" เขากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มพร่าแฝงความหมายลึกซึ้งที่สั่นคลอนหัวใจนางยิ่งกว่ายามเผชิญหน้ากับศัตรู
ทว่า ในวินาทีที่ความอบอุ่นเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบอันหนักหน่วงและรวดเร็วก็ดังขึ้นจากบันไดทางลงชั้นล่าง พร้อมกับเสียงตะโกนตื่นตระหนกของ1ในองครักษ์หน้าประตูที่พุ่งเข้ามาด้วยสภาพเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นและรอยเลือด!
"ใต้เท้าขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! คุกหลวง... คุกหลวงถูกเผาทำลายจนราบคาบ และนักโทษปากสำคัญคนสุดท้าย... ถูกฆ่าตัดหัวเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองแล้วขอรับ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและตื่นเต้นไปกับกลเกมอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
หมากรุกกระดานหยกกับกลศึกของใต้เท้าผู้เย็นชา•ตอนที่ 12
สายลมแห่งความเปลี่ยนไป
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานหยกกับกลศึกของใต้เท้าผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!