วสันตฤดูที่หายไปกับบทกวีที่ไม่เคยจบ•ตอนที่ 1

กลิ่นกระดาษและหยาดฝน

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"ถ้าความจริงในประวัติศาสตร์ต้องแลกมาด้วยการฉีกกระดาษทิ้งครึ่งหน้า เพื่อให้คนรุ่นหลังนอนหลับฝันดี... คุณคิดว่าความซื่อตรงของบรรณาธิการอย่างคุณ ยังมีความหมายอะไรเหลืออยู่อีกหรือครับ รวิศ" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย้ยหยันจางๆ ดังขึ้น ท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและฝุ่นผงที่ลอยวนในลำแสงสีส้มสลัว รวิศไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มตรงหน้าทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วสวมถุงมือผ้าสีขาวลูบไล้ไปตามรอยเย็บสันปกที่หลุดลุ่ยอย่างใจเย็น ปฏิริยาที่นิ่งสนิทของเขาคือเกราะป้องกันชั้นดีที่เขาสวมไว้เสมอในฐานะหัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการและนักวิชาการประเมินมรดกวรรณกรรมแห่งหอจดหมายเหตุหลวง หอนิทรรศการชั้นใต้ดินเวลานี้เงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำจากท่อระบายน้ำด้านนอก กลิ่นฝนที่เพิ่งซาลงเมื่อครู่ผสมกับกลิ่นหมึกพิมพ์โบราณลอยอบอวล บรรยากาศรอบตัวกดดันราวกับถูกบีบอัดด้วยกาลเวลา "ความซื่อตรงไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครนอนหลับฝันดีครับ... แต่มันมีไว้เพื่อค้ำจุนไม่ให้ความทรงจำของมนุษย์พังทลายลงต่างหาก" รวิศเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาดุจเหยี่ยวภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดมองผู้บริหารรุ่นพี่ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเลื่อนเลยไปหยุดที่เอกสารคำสั่งแต่งตั้งฉบับล่าสุดบนโต๊ะไม้สัก คำสั่งที่ระบุภารกิจบ้าบิ่นที่สุดในรอบทศวรรษ—การตามหาต้นฉบับกวีนิพนธ์ชุดสุดท้ายของ "ธารา" กวีผู้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อเจ็ดปีก่อน พร้อมกับข่าวลือที่ว่าผลงานชิ้นเอกชุดนั้นถูกเผาทำลายด้วยมือของตัวกวีเอง "คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้" รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ แต่ทุกถ้อยคำเฉียบคมราวกับใบมีดที่ถูกลับไว้เป็นอย่างดี "ผลงานชิ้นนั้นไม่มีสารบบในหอจดหมายเหตุ ไม่มีแม้แต่ในบันทึกความทรงจำของสำนักพิมพ์เก่า ทางออกที่ง่ายและฉลาดที่สุดคือการปิดแฟ้มคดีนี้ลงเสีย ปล่อยให้มันเป็นเพียงตำนานที่ตายไปพร้อมกับเจ้าตัว ดีกว่าการออกไปควานหาเงาในสายหมอก" ผู้บริหารหนุ่มใหญ่หัวנהในลำคออย่างนึกขัน เขายื่นซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองหนึ่งข้ามโต๊ะมาให้ รวิศหรี่ตามองเล็กน้อย สัญชาตญาณนักวิชาการเตือนว่าสิ่งนั้นไม่ใช่คำสั่งราชการทั่วไป "ผอ.ไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกครับ รวิศ... และที่สำคัญที่สุด นายทุนรายใหม่ของเราที่เพิ่งทุ่มงบประมาณมหาศาลให้กับโครงการบูรณะหอจดหมายเหตุแห่งนี้ เขาไม่ต้องการ 'ตำนาน' เขากรุณาต้องการ 'ต้นฉบับจริง' หน้าสุดท้ายที่หายไป" ผู้บริหารหรี่ตามองรวิศอย่างรู้ทัน "คุณเป็นคนเดียวที่มีความสามารถพอจะแยกแยะได้ว่า อันไหนคือลายมือจริง อันไหนคือของปลอม และที่สำคัญ... คุณเป็นคนเดียวที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อความจริงอันน่าเกลียด" รวิศนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ขากรรไกรของเขาขยับเล็กน้อยยามที่บดกรามเข้าหากันด้วยความไม่สบอารมณ์ เขาสเก็ตช์ภาพในหัวถึงภารกิจนี้—การต้องเดินเข้าสู่โลกอันไร้ระเบียบของงานวรรณกรรมใต้ดิน โลกที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่าน สวนทางกับตรรกะและระเบียบวินัยที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต มันคือการกระโจนเข้าสู่กองไฟโดยสมัครใจ "ผมให้เวลาคุณสามวันในการรวบรวมเบาะแสแรก" ผู้บริหารลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดสูทให้เข้ารูปก่อนจะตบลงบนบ่าของรวิศเบาๆ "อย่าทำให้หอจดหมายเหตุต้องผิดหวังในความแม่นยำของคุณล่ะ... บรรณาธิการผู้เที่ยงธรรม" ประตูไม้บานหนักปิดลงพร้อมกับความเงียบที่กลับคืนมา รวิศถอดถุงมือผ้าสีขาวออกอย่างช้าๆ โยนมันลงบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบซองเอกสารปริศนาขึ้นมาเปิดดู ข้างในไม่มีอะไรมากไปกว่าภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากร้านขายหนังสือเก่าแห่งหนึ่งในย่านเมืองเก่า และนามบัตรใบเล็กที่สลักลายมือหวัดๆ ด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้ม—*บทกวีไม่เคยตาย แต่มันแค่รอวันเน่าเปื่อย*—พร้อมกับชื่อสถานที่นัดพบและลายเซ็นย่อที่คุ้นตาอย่างประหลาด รวิศขมวดคิ้วแน่น เขาลุกขึ้นหยิบเสื้อโค้ทสีดำตัวยาวมาสวม หยาดฝนด้านนอกเริ่มโปรยปรายลงมาอีกระลอก ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องทำงานส่วนตัว เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก เสียงฝีเท้าที่หยุดลงตรงหน้าประตูห้องของเขาพอดี ก๊อก... ก๊อก... สามครั้งสั้นๆ แต่มั่นคง รวิศชะงักมือที่กำลังจับลูกบิดประตู เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม ก่อนจะกระชากเปิดประตูออกกว้างเพื่อเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนยามวิกาล ทว่า สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่เจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุ หรือผู้ช่วยตามตารางงาน แต่เป็นชายหนุ่มแปลกหน้าในเสื้อกันฝนชุ่มโชก เรือนผมสีดำสนิทลู่แนบไปกับกรอบหน้าคมคาย ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองตรงมาที่รวิศด้วยประกายระยิบระยับราวกับมหาสมุทรยามพายุโหมกระหน่ำ มุมปากหยักยกยิ้มบางเบาที่เปี่ยมไปด้วยความท้าทาย "สวัสดีครับ คุณบรรณาธิการ" ชายแปลกหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานที่สั่นประสาทรวิศได้ในทันที "ผมคิดว่าคุณน่าจะกำลังตามหาผมอยู่... พอดีเลยครับ ผมพกบทกวีที่คุณอยากได้ติดตัวมาด้วยครึ่งบรรทัด" รวิศนิ่งงับค้างไปชั่ววินาที สมองที่เคยประมวลผลด้วยตรรกะอันแม่นยำกลับสะดุดกึก เมื่อกลิ่นจางๆ ของกระดาษเก่าและหยาดฝนลอยวนเข้ามาพร้อมกับคำพูดที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของกวีหนุ่มพเนจรผู้ควรจะหายสาบสูญไปจากโลกใบนี้... *ธารา* ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับตัวอักษรในยามค่ำคืนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับบทกวีที่ไม่เคยจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%