“บอกแล้วไงคะว่าคลื่นความถี่สองจุดห้ากิโลเฮิรตซ์ตรงนี้มันบวมเป่งจนกลกลายเป็นขยะโสตประสาทไปแล้ว ถ้าคุณธันวาหูยังใช้งานได้ดีและไม่ได้เอาแก้วหูไปทิ้งไว้ถังขยะหน้าตึก ช่วยกรุณาถอดหูฟังแล้วฟังสิ่งที่ฉันพูดใหม่อีกรอบด้วยค่ะ”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งพุ่งทะลุผ่านความมืดสลัวภายในห้องอัดเสียงสตูดิโอเอ สถาปัตยกรรมเก็บเสียงบุด้วยโฟมกันสะท้อนสีเทาเข้มสะท้อนเสียงถอนหายใจยาวเหยียดของหญิงสาวผู้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก แววตาของพริมโรสเต็มไปด้วยความหงุดหงิดระคนรำคาญใจอย่างไม่คิดจะปิดบัง เธอเคาะปลายปากกาในมือลงกับขอบโต๊ะมิกเซอร์คอนโซลราคาแพงลิบลิ่วเป็นจังหวะเนิบนาบ ทว่าหนักหน่วงพอจะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังผู้ชายอีกคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่หลังกระจกใสบานใหญ่
ธันวา โปรดิวเซอร์หนุ่มอัจฉริยะผู้กวาดรางวัลมาแล้วทุกสถาบัน ปรายตาคมกริบมองหญิงสาวผ่านเลนส์แว่นกรอบบาง เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ในห้องอัดเดี่ยว มือเรียวยาวข้างหนึ่งหมุนปุ่มปรับแต่งเสียงบนมอนิเตอร์ส่วนตัวอย่างเชื่องช้า ราวกับตั้งใจจะกวนประสาทวิศวกรสาวเสียงสวยที่กำลังยืนเท้าเอวจ้องเขาเขม็งอยู่ด้านนอก
รอยยิ้มมุมปากของธันวาปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที—รอยยิ้มเยือกเย็นที่ทำให้คนมองอยากจะคว้าแจกันทุ่มใส่กระจกกันเสียงให้แตกละเอียด
“ขยะโสตประสาทเหรอครับ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ลืมไปว่ามาตรฐานการได้ยินของคนเรามันไม่เท่ากัน” เสียงทุ้มต่ำกังวานผ่านไมโครโฟนเข้ามาในห้องควบคุม น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและกวนประสาทในคราวเดียวกัน “บางคนใช้หูฟังราคาหลักพันก็เลยแยกไม่ออกระหว่างความอิ่มตัวของย่านเสียงกลางกับความรำคาญส่วน
ตัว... คุณพริมโรสคงไม่เคยชินกับการทำงานกับโปรดิวเซอร์ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดระดับไมครอนสินะคะ ถึงได้ตื่นตระหนกกับเสียงที่ทรงพลังขนาดนี้”
พริมโรสแค่นหัวเราะออกมาดัง ‘หึ’ จนคนฟังเกือบจับกระแสอารมณ์ความเดือดดาลที่พุ่งทะลุปรอทไม่ได้ เธอกดปุ่มอินเตอร์คอมเพื่อสื่อสารกลับไปทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ทรงพลังพะยะค่ะอะไรล่ะคะ! นั่นมันเสียงร้องของศิลปินที่แหบแห้งเพราะคุณตารางงานอัดเพลงบ้าๆ บอๆ ของคุณลากยาวมาสิบสองชั่วโมงเต็มต่างหาก! ถ้าคุณยังดึงดันจะดันเดซิเบลย่านนั้นขึ้นไปอีกนิดเดียวแก้วหูเด็กฝึกในห้องนั่นได้ระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์แน่ๆ และบอกไว้ก่อนนะคะว่าฉันจะไม่รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินที่คุณทำตัวเป็น ‘โปรดิวเซอร์เทวดา’ ตักตวงความสมบูรณ์แบบบนความฉิบหายของคนอื่นแบบนี้!”
“ปากเก่งจังนะคะ” ธันวาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงไม่สะทกสะท้านแถมยังเจือแววขบขันระคนหมั่นไส้ “ตอนแรกนึกว่าเก่งแต่หน้าตาและเรูซูเม่ซะอีก ที่แท้ก็เป็นพวกชอบโวยวายกลบเกลื่อนความไร้ความสามารถในการปรับจูนเสียงสินะครับ... อ้อ หรือว่าที่หงุดหงิดใส่ผมตั้งแต่เช้าเนี่ย เป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่พอ หรือว่าไม่มีใครเอา...”
*“คุณธันวา!”*
พริมโรสตบโต๊ะดัง *ปัง!* จนไมโครโฟนบนโต๊ะสั่นสะเทือน เธอลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ เธอกดปุ่มไมโครโฟนค้างไว้แล้วพ่นคำพูดรัวเร็วด้วยความโมโหที่พุ่งทะลุขีดจำกัด “ถ้าคุณยังปากดีไม่เลิก ฉันจะถอดปลั๊กมิกเซอร์แล้วปล่อยให้คุณนั่งคุยคนเดียวในห้องนั้นจนถึงเช้าไปเลยนะคะ! เชิญฟังเสียงสะท้อนความงี่เง่าของตัวเองไปคนเดียวเถอะค่ะ!”
พูดจบเธอก็เอื้อมมือไปคว้าสวิตช์หลักเตรียมจะตัดกระแสไฟโซนห้องอัดของพ่อพระเอกจอมซึนเดเระให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทว่า...
*คลิก*
เสียงประตูกระจกด้านหลังห้องควบคุมถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างสูงโปร่งของธันวาที่ก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ และกลิ่นอายความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศพุ่งเข้าปะทะนาสิกธาตุจนพริมโรสชะงักกึก
เธอผถอยหลังอัตโนมัติจนสะโพมนิ่มชนเข้ากับขอบโต๊ะมิกเซอร์คอนโซลอย่างไร้ทางหนี ธันวาไม่ยอมปล่อยให้เธอมีช่องว่าง เขาใช้มือข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะไว้ กักตัวเธอไว้ระหว่างอ้อมแขนและแผงควบคุมเสียง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งทะนงยามนี้อยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบ ดวงตาคมกريบจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของเธออย่างคุกคามจนหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ
“ทำไมคะ? จะหนีความจริงหรือไง” ธันวาโน้มใบหน้าลงมาอีกนิด น้ำเสียงที่เคยลอดผ่านไมโครโฟนตอนนี้ดังอยู่ใกล้ชิดข้างใบหู จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มเนียนใส “เก่งนักไม่ใช่เหรอ ทำไมพอเจอตัวจริงถึงได้ใบ้กินล่ะครับ... แม่ซาวด์เอนจิเนียร์มือหนึ่ง”
พริมโรสเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามด้วยความโกรธ (และบางอย่างที่เธอพยายามปฏิเสธสุดชีวิตว่าไม่ใช่ความหวั่นไหว) เธอนSewสบตาเขาตรงๆ เชิดคางขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้แผ่นหลังจะแนบชิดกับขอบโต๊ะจนแทบไม่มีอากาศหายใจ
“ถอยออกไปไกลๆ เลยนะคะคุณธันวา! คุณกำลังละเมิดพื้นที่ส่วนตัวของฉัน!”
“ถ้าไม่ถอย... คุณจะทำไมล่ะครับ?” ธันวาเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย ปลายจมูกโด่งรั้นเฉียดผ่านแก้มเธอไปนิดเดียวจนพริมโรสต้องกลั้นหายใจ
ในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่กำลังระอุร้อนจนแทบจะหลอมละลาย และพริมโรสกำลังจะเงื้อมือขึ้นฟาดแขนคนกวนประสาทให้หายหมั่นไส้ เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของใครบางคนที่ผลักประตูพรวดเข้ามาโดยไม่รอให้ได้รับอนุญาต
“พี่ธันวาคะ! แย่แล้วค่ะ! น้องมีนากลุ่มศิลปินห้องบีเกิดเป็นลมล้มพับไป... อ้าว... เอิ่ม... ขอโทษค่ะ ขัดจังหวะอะไรอยู่หรือเปล่าคะเนี่ย?”
พริมโรสเบิกตากว้าง รีบออกแรงผลักอกแกร่งของธันวาเต็มแรงจนเขาก้าวถอยหลังไปสองก้าว ขณะที่ธันวาขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขาสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหันไปมองบุคคลที่สามที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงหน้าประตูด้วยสายตาพิฆาต
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความปากแข็งของพวกเขานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของผมคือคุณคนปากแข็ง•ตอนที่ 1
เสียงที่น่ารำคาญใจ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของผมคือคุณคนปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!