# ทิ้งเมืองหลวงสู่เกาะร้าง
"ผมว่าคุณคิดผิดถนัดที่เลือกมาที่นี่"
เสียงห้าวทุ้มที่แทรกผ่านเสียงเครื่องยนต์เรือหางยาวดังขึ้นเหนือเสียงเกลียวคลื่นที่ซัดกระทบกราบเรือ นายหัวสิงห์ไม่แม้แต่จะหันมามองผม ดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเขาจ้องมองไปยังแนวโขดหินเบื้องหน้า มือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการจับเชือกอวนกุมหางเสือไว้อย่างมั่นคง
ผมกระชับเสื้อแจ็คเก็ตกันลมตัวเก่งแน่นขึ้น กลิ่นไอเค็มของทะเลปะทะเข้ากับใบหน้าจนแสบจมูก ในมือผมกำเศษกระดาษแผ่นเก่าที่บันทึกพิกัดของมรดกเพียงหนึ่งเดียวจากคุณปู่ไว้จนยับยู่ยี่
"ทำไมครับ? แค่เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่ง ไม่น่าจะมีอะไรให้กังวลขนาดนั้น" ผมตอบกลับ พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แม้ในใจจะเริ่มสั่นไหวเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของบ้านไม้หลังโทรมบนเนินเขาที่โผล่พ้นจากแมกไม้หนาทึบ
นายหัวสิงห์เค้นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งราวกับเศษเปลือกหอยที่ถูกทับถม "เกาะนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนกรุงที่คุ้นชินกับการสั่งอาหารจากแอปพลิเคชัน ที่นี่... มีกฎของมัน และถ้าคุณอยากจะรอดเกินสามวัน อย่าเที่ยวไปทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในที่ที่ธรรมชาติเขาเป็นใหญ่"
เรือจอดเทียบท่าไม้ผุพังที่มีเพียงแผ่นกระดานไม่กี่แผ่นยึดไว้ด้วยตะปูขึ้นสนิม ผมก้าวเท้าขึ้นฝั่งด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก พื้นดินที่นี่แตกต่างจากพื้นกระเบื้องยางในครัวระดับมิชลินสตาร์ที่ผมเคยยืนอยู่ ความชื้นแฉะของผืนดินและกลิ่นสาบของป่าชายเลนทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่คนละโลก
บ้านไม้หลังนั้นตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันดูทรุดโทรมกว่าที่ผมจินตนาการไว้มาก หน้าต่างไม้บานหนึ่งแกว่งไกวตามแรงลมจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงโหยหวนของใครบางคนที่คอยท่าอยู่ ผมเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงประท้วงทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไป ในมือถือเพียงกระเป๋าเดินทางใบเดียวและเครื่องครัวส่วนตัวที่ผมหวงแหนที่สุด
ภายในบ้าน... กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นจางๆ ของไม้เก่าและเกลือทะเลตลบอบอวล ผมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้อง มันหนาและหนักแน่นพอจะใช้เป็นเขียงสับเนื้อวัวชั้นดีได้สบายๆ แต่ตอนนี้มันกลับเต็มไปด้วยฝุ่นหนาและรอยขีดข่วนจากกาลเวลา
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า สายตามองออกไปผ่านช่องว่างของผนังไม้ที่ผุพัง เห็นเงาเรือของนายหัวสิงห์แล่นห่างออกไปจนกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ กลางมหาสมุทรสีครามเข้ม ความเงียบงันเริ่มกัดกินหัวใจ ความเหงาที่ผมโหยหามาตลอดในฐานะเชฟที่ต้องแบกรับความคาดหวังของลูกค้าทุกค่ำคืน บัดนี้มันกลับดูน่าสะพรึงกลัวอย่างประหลาด
*ครืด...*
เสียงบางอย่างลากผ่านพื้นไม้จากห้องนอนหลังม่านผ้าฝ้ายเก่าขาดๆ ดังขึ้น ผมชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความเงียบในบ้านไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่คิด ผมคว้ามีดเชฟคู่กายออกจากซองหนังที่พกติดตัวมาด้วย มือไม้สั่นเทาแต่สัญชาตญาณการป้องกันตัวจากการทำงานในครัวที่วุ่นวายทำให้ผมตั้งท่าเตรียมพร้อม
"ใครน่ะ?" ผมเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะสั่นแต่ก็พยายามเค้นให้เข้มแข็งที่สุด
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงกลิ่นจางๆ ของปลาหมึกย่างถ่านที่โชยออกมาจากหลังม่านนั้น กลิ่นที่หอมจนผมแทบลืมความกลัวไปชั่วขณะ แต่มันเป็นกลิ่นที่สดใหม่... สดใหม่เกินกว่าที่บ้านร้างไร้คนอยู่มานานหลายปีควรจะมี
ผมค่อยๆ ย่างเท้าเข้าใกล้ผ้าม่านนั้นทีละก้าว ใจเต้นรัวจนแทบจะได้ยินเสียงสะท้อนในหู มือเอื้อมไปจับชายม่านแล้วกระชากออกอย่างแรง
ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังไม่ใช่สัตว์ร้ายหรือขโมย แต่เป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง... เขาคนนั้นนั่งอยู่ตรงนั้น กำลังถือมีดสั้นเล่มหนึ่งแล่เนื้อปลาสีเงินวาวอย่างชำนาญบนเขียงไม้ และที่สำคัญที่สุด... เขาคือคนเดียวกันกับที่เพิ่งจะขับเรือออกไปจากเกาะเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว
นายหัวสิงห์เงยหน้าขึ้นจากเนื้อปลา สายตาคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความดุดัน แต่มีความนิ่งสงบจนน่าขนลุก เขาวางมีดลงข้างเขียงอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบ
"ผมบอกแล้วไงครับ... ว่าที่นี่มีกฎของมัน และกฎข้อแรกที่คุณควรจะรู้ก่อนจะเปิดครัวที่นี่ คือห้ามนำมีดเล่มนั้นเข้ามาในเขตบ้านผม... เพราะเจ้าของบ้านตัวจริงเขาไม่ชอบคนแปลกหน้า ที่ถือมีดเข้ามาแบบไม่ขออนุญาต"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับผมในจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเล็กๆ นี้ หวังว่าลมทะเลจะพัดพาความสนุกไปถึงใจทุกท่านนะครับ
ลมทะเลพัดรัก
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 1
ทิ้งเมืองหลวงสู่เกาะร้าง
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!