"ไอ้ปลาหน้าตาน่าเกลียดตัวนี้... นายจะเอามาทำอะไรนะตะวัน?"
เสียงทุ้มต่ำของนายหัวสิงห์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในครัวไม้หลังเก่า เขายืนกอดอกพิงวงกบประตู ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปยัง 'เจ้าปลาประหลาด' ที่วางนิ่งอยู่บนเขียงไม้ เนื้อสีขุ่นมัวเกล็ดหยาบกร้าน และเงี่ยงแหลมที่แผ่กางออกราวกับหนามพิษ มันไม่ใช่ปลาที่ชาวประมงในเกาะนี้จะชายตามองด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่จบลงที่การถูกโยนทิ้งทะเลหรือไม่ก็กลายเป็นเหยื่อล่อปลาใหญ่
ตะวันไม่ได้เงยหน้ามองคนถาม มือของเขาถือมีดเชฟด้ามถนัดแน่น กระชับจนเห็นเส้นเลือดที่ข้อมือ เขาไม่ได้ตอบทันที แต่กลับจ้องมองปลาตัวนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความหงุดหงิดตอนแรกเริ่มกลายเป็นความท้าทายที่น่าหลงใหล
"มันชื่อปลา 'หินเขี้ยว' ครับนายหัว" ตะวันเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความมุ่งมั่น "ชาวประมงบอกว่ามันมีกลิ่นคาวจัดและเนื้อหยาบเหมือนกระดาษทราย แต่ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ใต้เหงือกของมัน... ไขมันที่สะสมอยู่ตรงนั้นมันต่างออกไป"
ตะวันตวัดมีดลงบนผิวปลาด้วยความเร็วและแม่นยำ เสียง 'ฉับ' ฟังดูเยือกเย็น เขาไม่ได้ใช้เทคนิคการแล่ปลาฝรั่งเศสที่เขาร่ำเรียนมาแบบตรงตัว แต่เขากำลังประยุกต์มันเข้ากับวิถีชาวเลที่เขาเฝ้าสังเกตมาตลอดหลายเดือน
"นายกำลังจะเสียเวลาเปล่า" สิงห์เดินเข้ามาใกล้ กลิ่นอายของไอทะเลและยาสูบจางๆ ลอยมาปะทะจมูกตะวัน "ปลานี่มันไม่มีค่าพอจะลงไปอยู่ในจานของแขกหรอก"
"ถ้าไม่มีค่า ก็ทำให้มันมีค่าสิครับ" ตะวันยิ้มมุมปาก เขาเริ่มจัดการขูดเกล็ดหนาๆ ออก ก่อนจะลงมือแล่แยกเนื้อส่วนที่เป็นพังผืดเหนียวออกอย่างประณีต "คนเรามักมองข้ามสิ่งที่ดูแย่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของมัน เราจะพบว่ามันมีรสชาติที่ซ่อนอยู่เสมอ เหมือนกับบางคน... ที่ภายนอกอาจจะดูแข็งกร้าว แต่จริงๆ แล้วมีเนื้อแท้ที่อ่อนโยน"
นายหัวสิงห์ชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาที่เคยมองอย่างสงสัยเริ่มเปลี่ยนเป็นความสนใจ เขาเฝ้ามองปลายนิ้วเรียวยาวของตะวันที่เคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะจะโคน เชฟหนุ่มไม่ได้เพียงแค่ทำอาหาร แต่เขากำลัง 'สื่อสาร' กับวัตถุประสงค์ที่ตรงหน้า
ตะวันหยิบเครื่องเทศพื้นถิ่น ทั้งขมิ้นชัน ข่าแก่ และใบมะกรูดที่เด็ดมาจากสวนหลังบ้านลงโขลกในครกหิน กลิ่นหอมสมุนไพรฉุนกึ๊กเริ่มฟุ้งกระจายตัดกับกลิ่นคาวทะเล เขาใช้กรรมวิธี 'หมัก' เพื่อดับกลิ่นคาวและดึงความหวานจากธรรมชาติของเนื้อปลาที่ถูกมองข้ามออกมา ตะวันไม่ได้ใช้กระทะเทฟลอนราคาแพง แต่เขากลับเลือกวางปลาลงบนเตาถ่านที่ไฟกำลังระอุได้ที่
"ทำไมต้องเตาถ่าน?" สิงห์ถามต่อ
"เพราะความร้อนจากถ่านมันอ่อนโยนครับนายหัว มันไม่ได้จู่โจมเนื้อปลาเหมือนไฟแก๊ส แต่มันค่อยๆ ทำให้เนื้อปลาสุกอย่างช้าๆ ดึงเอารสชาติที่อัดแน่นอยู่ข้างในออกมา เหมือนกับการเรียนรู้ใจคนนั่นแหละครับ ต้องใช้เวลาและใจที่เย็นพอ"
บรรยากาศในครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อปลาที่เริ่มเกรียมเป็นสีน้ำตาลทอง กลิ่นคาวร้ายกาจมลายหายไป เหลือเพียงกลิ่นหอมหวลของสมุนไพรที่ผสานกับความมันของเนื้อปลาอย่างเหลือเชื่อ ตะวันหยดน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นลงไปเล็กน้อย เสียงซู่ที่ดังขึ้นเปรียบเสมือนดนตรีแห่งการสร้างสรรค์
เมื่อจานอาหารวางลงตรงหน้า สิงห์มองสิ่งที่อยู่ในจานอย่างไม่เชื่อสายตา ปลาหน้าตาน่าเกลียดตัวนั้น บัดนี้กลายเป็นเนื้อปลาสีทองกรอบนอกนุ่มใน วางเคียงด้วยผักพื้นบ้านที่ตะวันบรรจงจัดแต่ง
สิงห์หยิบส้อมขึ้นมา ชิมเนื้อปลาคำเล็กๆ เข้าไป กลิ่นสัมผัสแรกคือความกรอบของหนัง ตามด้วยเนื้อที่นุ่มหวานละลายในปาก สมุนไพรไทยส่งกลิ่นหอมลึกซึ้งแทรกซึมไปทั่วโคนลิ้น เขาเคี้ยวมันช้าๆ ความรู้สึกแปลกใหม่แผ่ซ่านขึ้นมาในใจ... ความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสจากอาหารระดับมิชลินที่เคยทานในเมืองหลวง
"รสชาตินี้..." สิงห์เงยหน้าขึ้นมองตะวัน แววตาของเขาซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย "นายทำให้ปลาไร้ค่ากลายเป็นเมนูชั้นเลิศได้จริงๆ"
"ผมแค่ไม่ได้ตัดสินมันจากภายนอกครับนายหัว" ตะวันตอบพลางเก็บอุปกรณ์ "ก็เหมือนกับที่ผมเลือกมาอยู่ที่นี่... บางคนอาจมองว่าผมทิ้งโอกาสที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับผม ที่นี่คือที่ที่ทำให้ผมได้รู้จักความหมายของคำว่า 'วัตถุดิบ' จริงๆ"
สิงห์วางส้อมลงช้าๆ ความเงียบโรยตัวลงอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่กดดันเหมือนก่อนหน้า ทว่าในวินาทีที่แสงอาทิตย์ยามเย็นลอดผ่านหน้าต่างไม้ ส่องกระทบเงาของทั้งคู่เข้าหากัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน
"นายหัวครับ! มีเรื่องด่วนที่ท่าเรือ!" ลูกน้องคนสนิทตะโกนเข้ามาด้วยเสียงหอบเหนื่อย "เรือขนส่งจากฝั่งกำลังมีปัญหา... พวกเขาบอกว่ามีคนพยายามยัดไส้ของผิดกฎหมายลงมาในลังสินค้าของเรา!"
สิงห์ลุกขึ้นทันที ใบหน้าที่เคยผ่อนคลายกลับมาเคร่งขรึมและดุดันดั่งพายุที่กำลังก่อตัว เขาหันมามองตะวันเพียงครู่เดียว ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมสีเข้มขึ้นมาสวม
"ตะวัน อยู่ในนี้ อย่าออกไปไหนจนกว่าผมจะกลับมา" น้ำเสียงของสิงห์เฉียบขาดราวกับสั่งทหาร ก่อนที่เขาจะรีบก้าวยาวๆ ออกไปจากครัวทิ้งให้ตะวันยืนงุนงงอยู่กับคำพูดนั้น
ตะวันเดินตามไปที่หน้าต่าง มองเห็นเงาตะคุ่มของเรือประมงลำหนึ่งกำลังแล่นเข้าเทียบท่าด้วยความเร่งรีบ ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา เขาเห็นแสงไฟฉายวับๆ แวมๆ และเสียงตะโกนด่าทอที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ... มีคนคนหนึ่งยืนแอบอยู่หลังเสาไม้ที่ท่าเรือ จ้องมองมาทางครัวที่เขาอยู่ด้วยสายตาที่เย็นเยียบและคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
รอยยิ้มที่มุมปากของคนคนนั้น... รอยยิ้มที่ตะวันไม่เคยลืมตั้งแต่วันที่เขาตัดสินใจทิ้งชีวิตเชฟในเมืองหลวงมาที่นี่
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินกับการติดตามการเดินทางและเมนูจานใหม่ของตะวันในตอนหน้านะครับ ขอบคุณมากครับ!
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 18
ก้าวข้ามขีดจำกัด
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!