"รสชาติแบบนี้... ผมว่ามันขาดบางอย่างไปนะตะวัน"
เสียงทุ้มต่ำของนายหัวสิงห์ดังขึ้น ท่ามกลางเสียงฉ่าของกระทะเหล็กที่กำลังกระทบกับเนื้อปลาเก๋าสดๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรพื้นบ้านอย่างตะไคร้และใบกะเพราป่าฟุ้งกระจายไปทั่วครัวเปิดโล่งริมทะเล ตะวันชะงักมือที่กำลังถือตะหลิว เขาสบสายตากับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้เคี่ยมอยู่ตรงมุมครัว ดวงตาคมดุคู่นั้นไม่ได้กำลังตำหนิเรื่องเทคนิคการทำอาหารที่ตะวันยึดถือเป็นสรณะ แต่มันกำลังมองลึกเข้าไปถึงจังหวะการหั่นผักที่ดูสั่นไหวอย่างผิดปกติ
"ขาดอะไรครับนายหัว" ตะวันถามพลางขยับแว่นสายตา พยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด ทั้งที่ในอกมันเต้นรัวเหมือนกลองรบ
"ขาดความใส่ใจ... ที่ไม่ใช่แค่ทำตามสูตร" สิงห์เดินเข้ามาใกล้ กลิ่นไอทะเลและกลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ บนตัวเขาทำให้บรรยากาศในครัวดูแคบลงถนัดตา "ตั้งแต่เช้าแล้ว คุณหั่นหอมแดงเหมือนกำลังโกรธแค้นมัน และการผัดปลานี่... คุณกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ใช่ไหม"
ตะวันวางตะหลิวลง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้า มือทั้งสองข้างที่มักจะดูสะอาดสะอ้านจากการเตรียมวัตถุดิบอย่างประณีต ตอนนี้กลับเปื้อนคราบน้ำมันเล็กน้อย เขาไม่ได้ตอบทันที แต่ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นเรือประมงลำใหญ่ของสิงห์จอดนิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางแสงสีส้มทองของยามเย็น
"ผมแค่กำลังคิดว่า 'เมนูรัก' ที่เขาว่ากัน มันต้องใส่อะไรลงไปกันแน่" ตะวันพึมพำ "เชฟฝรั่งเศสที่ผมเคยเป็น ถูกสอนมาว่าความสมบูรณ์แบบคือหัวใจ แต่ที่นี่... ผมกลับรู้สึกว่าความสมบูรณ์แบบที่ผมมี มันไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับความอบอุ่นในชามแกงที่ชาวบ้านแบ่งให้กัน"
สิงห์ไม่ได้ขยับหนี เขากลับก้าวเข้ามาจนชิดแผงกั้นไม้ "อาหารน่ะตะวัน มันไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์หรือเคมี แต่มันคือจดหมายรักฉบับหนึ่ง ที่คนทำเขียนให้คนกิน ถ้าคุณทำด้วยใจที่ว้าวุ่น ผลลัพธ์มันก็ออกมาเป็นแค่สิ่งของที่กินได้เท่านั้นแหละ"
คำพูดนั้นจี้เข้าที่กลางใจ ตะวันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนสายที่ผ่านมา ภาพหญิงชราในหมู่บ้านที่หอบตะกร้าผักมาให้เขา ทั้งที่ขาของแกเจ็บ นั่นคือความรักที่ไร้ชื่อเรียก และเขากำลังพยายามแปลความหมายของมันผ่านจานอาหารใบนี้
"งั้นคุณช่วยสอนผมหน่อยสิครับ... นายหัวสิงห์" ตะวันเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นไหว "สอนให้ผมรู้ว่า การทำอาหารด้วยหัวใจจริงๆ มันเป็นอย่างไร ในฐานะคนที่อยู่ในทะเลมาทั้งชีวิต คุณน่าจะรู้จักคำนี้ดีกว่าใคร"
สิงห์นิ่งไปครู่หนึ่ง เงาของเขาพาดทับลงบนร่างของตะวัน ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงคลื่นกระทบหาดทรายชัดเจนขึ้น ชายหนุ่มร่างใหญ่หยิบช้อนเล็กๆ ขึ้นมา ตักน้ำซุปในหม้อขึ้นมาชิม สายตาที่เคยดุดันอ่อนแสงลงราวกับน้ำทะเลที่นิ่งสงบหลังพายุใหญ่
"การทำอาหารด้วยใจ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นของอร่อยที่สุดในโลก แต่มันคือการทำให้คนที่นั่งตรงข้ามคุณ... รู้สึกว่าเขาได้รับความหวังในทุกคำที่กลืนลงไป" สิงห์ขยับเข้ามาใกล้จนตะวันได้กลิ่นลมหายใจที่สะอาดสะอ้านของเขา "เหมือนกับที่ผมรอคอยอาหารที่คุณทำในทุกๆ วัน ไม่ใช่เพราะมันมีรสชาติที่หรูหรา แต่มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่า เรือของผมได้กลับเข้าฝั่งจริงๆ"
ตะวันรู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้า เขาถอยหลังกรูดไปชนกับขอบโต๊ะไม้ แต่สิงห์กลับยื่นมือใหญ่หยาบกร้านมาจับขอบโต๊ะไว้ทั้งสองข้าง กักขังเขาไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างเตาไฟกับแผ่นอกกว้าง
"ถ้าผมทำด้วยความรู้สึกแบบนั้น... คุณจะยังพูดไหมว่าผมยังทำได้ไม่ดีพอ" ตะวันท้าทาย ทั้งที่หัวใจแทบทะลุออกมานอกอก
"คุณทำดีแล้วตะวัน" สิงห์กระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด "แต่คุณยังขาดการใส่ 'ความลับ' ลงไป"
"ความลับอะไรครับ?"
สิงห์ไม่ตอบ เขาเอื้อมมือไปหยิบเหยือกน้ำที่ตั้งอยู่ข้างๆ รินน้ำสะอาดลงในถ้วยเล็กน้อย ก่อนจะคว้าข้อมือของตะวันขึ้นมา ชี้ให้เห็นรอยแผลเป็นเล็กๆ ที่ตะวันเคยได้จากการเตรียมปลาในวันแรกที่มาถึงที่นี่
"นี่ไงความลับ... ความเจ็บปวดที่ผ่านการฝึกฝนจนกลายเป็นทักษะ และความอดทนที่คุณมีให้แก่ผืนดินผืนน้ำแห่งนี้ คนกินเขาไม่ได้กินแค่ปลากับผักหรอก เขาได้รับรู้ถึงเรื่องราวของคุณผ่านรสชาติที่คุณปรุงด้วย"
สิงห์โน้มตัวลงมาจนปลายจมูกเกือบจะชิดกับแก้มของตะวัน ความร้อนจากตัวชายหนุ่มทำให้ตะวันแทบลืมหายใจ
"ผมไม่อยากสอนแค่เรื่องทำอาหารแล้วตะวัน..." สิงห์เว้นจังหวะ สายตาคู่นั้นกวาดมองริมฝีปากของตะวันอย่างไม่ปิดบัง "ผมอยากสอนให้คุณรู้ว่า... ในเมนูรักที่คุณกำลังปรุงน่ะ คุณควรใส่ 'ตัวคุณเอง' ลงไปให้หมด... ใส่ลงไปในใจผม"
ยังไม่ทันที่ตะวันจะได้เอ่ยอะไรเพื่อโต้ตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่ก้าวพรวดพราดขึ้นมาบนชานบ้านไม้ก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน เสียงเคาะไม้กระดานดังรัวเร็วพร้อมกับร่างของลูกน้องคนสนิทของนายหัวสิงห์ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
"นายหัวครับ! เกิดเรื่องแล้ว! เรือประมงลำใหญ่ของฝ่ายเสี่ยวิชัยหายไปจากจุดที่จอดพักตอนบ่าย และตอนนี้... มีเรือเล็กอีกลำจมอยู่ใกล้ปากอ่าว เราเจอข้าวของลอยขึ้นมาเต็มไปหมดเลยครับ!"
สิงห์ผละตัวออกทันที สีหน้าเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความเคร่งขรึมและเฉียบขาดในชั่วพริบตา เขาหันมาคว้าแขนตะวันไว้แน่น "ล็อคบ้านให้แน่น อย่าออกไปไหนจนกว่าผมจะกลับมา ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม เข้าใจไหมตะวัน!"
เขากระโจนลงจากชานบ้านไปทันที ทิ้งให้ตะวันยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าหม้อแกงที่ยังคงส่งควันฉุย ตะวันมองตามแผ่นหลังที่รีบร้อนนั้นไป ก่อนจะก้มลงมองที่พื้น เขาพบวัตถุประหลาดชิ้นหนึ่งที่ลูกน้องของสิงห์ทำหล่นไว้ตอนวิ่งผ่าน—มันคือสร้อยคอทองคำที่สลักชื่อพ่อของเขาไว้... คนที่หายสาบสูญไปในทะเลเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ลมทะเลพัดพารักมาถึงใจคุณนะครับ
ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน•ตอนที่ 36
เมนูรักคืออะไร
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลมหายใจใต้เงาคลื่น: เมนูรักจากปลายด้ามขวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!