นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 20

นิทรรศการรักที่สมบูรณ์

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
“พี่ริน... อย่าขยับไปไหนเลยนะคะ” เสียงนั้นสั่นไหว ทว่ากังวานราวกับหยดน้ำค้างที่ร่วงหล่นลงบนผิวน้ำที่นิ่งสนิท รินรดายืนตัวแข็งทื่อ กลิ่นจางๆ ของสีน้ำมันและกลิ่นไอฝนที่ติดตัว ‘พี่สาว’ ของเธอยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในแววตาที่เคยมองเธอด้วยความเอ็นดูเหมือนเมื่อห้าปีก่อน รินรดาพยายามจะเอ่ยชื่อคนตรงหน้า แต่ลำคอกลับตีบตัน ความโหยหาที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ชั้นสีหม่นพังทลายลงในวินาทีนั้นเอง เธอโผเข้ากอดร่างที่อุ่นวาบนั้นไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือไป อีกฝ่ายจะกลายเป็นเพียงละอองสีที่ลบเลือนไปในอากาศ “พี่ไม่ได้ตาย... พี่แค่หลงทางในสีสันที่มืดมิดเกินไป” พี่สาวกระซิบข้างหู ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้กลุ่มผมของรินรดาอย่างปลอบประโลม “ขอบคุณที่ยังวาดภาพเหล่านั้นไว้ให้พี่นะ รินรดา... สีในภาพของหนูตอนนี้ มันสดใสจนพี่แสบตาเลยล่ะ” ที่มุมห้อง เมฆายืนพิงกรอบประตูเงียบๆ มือที่เคยถือพู่กันอย่างมั่นคงสั่นเทาเล็กน้อย เขาเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเบื้องหลังการกลับมานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือปาฏิหาริย์ที่แลกมาด้วยการยอมปล่อยวางอดีตของพวกเขาทั้งสามคน “ถึงเวลาแล้วนะ” เมฆาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่อบอวลไปด้วยน้ำตา “นิทรรศการกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า โลกกำลังรอชม ‘นิทรรศการรักที่สมบูรณ์’ ของพวกเราอยู่” *** หอศิลป์ใจกลางเมืองถูกเนรมิตให้กลายเป็นสวนแห่งความทรงจำ แสงไฟสลัวถูกปรับให้พอเหมาะกับบรรยากาศที่ดูเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ยังแห้งไม่สนิท ผู้คนมากมายต่างเดินเข้ามาชมผลงาน แต่ทว่าเป้าหมายหลักของรินรดาไม่ได้อยู่ที่คำชมเชยจากนักวิจารณ์ศิลปะ เธอเดินนำเมฆาไปที่ผนังด้านในสุด ตรงนั้นคือผลงานชิ้นเอกที่เธอตั้งใจวาดขึ้นใหม่ มันไม่ใช่ภาพทิวทัศน์ที่เงียบเหงาเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นภาพบุคคลสองคนที่กุมมือกันไว้แน่นในพายุสีสันที่โหมกระหน่ำ—สีแดงแห่งความกล้า สีเหลืองแห่งความหวัง และสีน้ำเงินแห่งความเข้าใจ “คุณคิดว่าภาพนี้เป็นอย่างไรคะ?” รินรดาถามพลางหันไปมองเมฆา เมฆาจ้องมองภาพนั้นนานหลายนาที แววตาที่เคยหม่นแสงของเขามีประกายบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เขาขยับเข้าใกล้จนรินรดารู้สึกได้ถึงไออุ่น “มันไม่ใช่แค่ภาพวาดรินรดา แต่มันคือการสารภาพ... ว่าเราสองคนต่างต้องการที่พักพิง และตอนนี้เราก็พบมันแล้วในพู่กันของกันและกัน” เขาเอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา “พี่สาวของคุณบอกว่า เธอจะไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ต่างเมือง” เมฆาเอ่ยต่อ “และเธอฝากบอกคุณว่า... ไม่ต้องแบกรับความคาดหวังของใครไว้อีกต่อไป เพราะรินรดาคนนี้ไม่ได้วาดภาพเพื่อความสมบูรณ์แบบของคนอื่น แต่เธอวาดเพื่อความงดงามของหัวใจตัวเอง” รินรดายิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้ปรุงแต่ง ไม่ได้มีสีจางๆ เหมือนในอดีต แต่มันคือรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เธอหันกลับไปมองภาพวาดของตนเอง ก่อนจะหยิบพู่กันที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าออกมา แล้วตวัดปลายพู่กันแต้มจุดสีทองสว่างลงบนมุมภาพ—เปรียบเสมือนการเติมเต็มแสงอาทิตย์สุดท้ายลงในนิทรรศการที่สมบูรณ์ “นิทรรศการนี้ไม่มีวันจบลงหรอกค่ะ” รินรดากระซิบ “เพราะตราบใดที่เรายังคงหายใจและวาดภาพชีวิตในแต่ละวันต่อกัน เราก็นิทรรศการที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ” เมฆากระชับมือเธอแน่นขึ้น “งั้นเราไปเริ่มต้นนิทรรศการบทต่อไปกันเถอะ... ที่ไหนก็ได้ที่มีแค่เรากับสีสันของเรา” ท่ามกลางผู้คนนับร้อยในห้องโถงกว้าง ทั้งคู่ดูเหมือนจะหลุดเข้าไปอยู่ในโลกใบเล็กๆ ของตัวเอง โลกที่มีเพียงเสียงกระซิบของพู่กันบนผืนผ้าใบและความรักที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ ทุกฝีแปรงที่ผ่านมาไม่ใช่รอยเปื้อน แต่คือร่องรอยของการเติบโต และวันนี้ เมื่อนิทรรศการถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ ชีวิตของพวกเขาก็พร้อมที่จะเขียนบทใหม่ด้วยสีสันที่ไม่มีวันจืดจางไปตามกาลเวลาอีกต่อไป แสงสุดท้ายของวันทอประกายผ่านหน้าต่างกระจกบานสูง กระทบเข้ากับผืนผ้าใบจนเกิดประกายระยับ รินรดาและเมฆาเดินเคียงข้างกันออกจากหอศิลป์ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่งดงามและเรื่องราวของความรักที่ถูกจารึกไว้ในรอยพู่กันสีหม่นที่บัดนี้... ได้เปลี่ยนเป็นสีแห่งความหวังอันเป็นนิรันดร์ ดอกเดซี่ริมทางหวังว่าเรื่องราวของรินรดาและเมฆาจะเบ่งบานอยู่ในใจของรี้ดเดอร์ทุกคนตลอดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%