"ถ้าพังเข้ามาได้... กรงขังของฉันก็จะเป็นแค่เศษไม้ไร้ค่าทันที คุณจะเลือกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับฉัน หรือจะเป็นเพียงผู้ชมที่ยืนมองงานศิลปะที่กำลังมอดไหม้กันคะ รินรดา?"
เมฆาถาม เสียงของเขาต่ำลึก ทว่าก้องกังวานท่ามกลางเสียงกระแทกประตูที่ดังสนั่นปานโลกจะถล่มลงมา ลูกบิดทองเหลืองสั่นสะเทือนจนขอบไม้เริ่มปริแตก รินรดามองดูฝ่ามือของอีกฝ่าย มือที่เปรอะเปื้อนคราบสีน้ำมันและรอยแผลเป็นจางๆ ราวกับแผนที่ชีวิตที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้
รินรดาไม่ตอบ แต่ดวงตาที่เคยจืดจางราวกับสีน้ำที่ถูกน้ำล้างจนเจือจางกลับวาวโรจน์ขึ้นมาในความมืด เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอิสรภาพที่อบอวลปนกับกลิ่นฝุ่นผงของความโกลาหล เธอไม่ได้มองแค่ผู้ชายตรงหน้า แต่มองเห็นความว่างเปล่าที่เธอพยายามถมให้เต็มด้วยความคาดหวังของครอบครัวมาตลอดชีวิต
"ฉันไม่ได้อยากเป็นผู้ชม" รินรดากระซิบ สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ "และฉันก็ไม่อยากเป็นสีที่ถูกขีดเขียนโดยคนอื่นอีกต่อไป"
เธอเอื้อมมือไปคว้ามือของเมฆาไว้แน่น ความอบอุ่นจากอุ้งมือของเขาแผ่ซ่านเข้ามา ปลุกสัญชาตญาณดิบที่ถูกกดทับด้วยกฎเกณฑ์ของสังคมชั้นสูงให้ตื่นขึ้น เมฆาบีบมือเธอตอบหนักแน่น ก่อนจะดึงร่างบางให้ก้าวผ่านกองพู่กันและแผ่นเฟรมภาพที่วางระเกะระกะไปทางหน้าต่างบานแคบที่มองออกไปเห็นเพียงความมืดมิดของตรอกหลังสตูดิโอ
เสียงพังประตูจบลงด้วยเสียงไม้แตกหักโพล่ง แรงอัดอากาศทำให้เศษฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ร่างท้วมของชายในชุดสูทสีเข้ม—บิดาของเธอ—ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยโทสะ แต่ทว่าสิ่งที่เขากำลังมองอยู่กลับเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเสียแล้ว
"รินรดา!" เสียงคำรามของเขาไม่ต่างจากเสียงฟ้าผ่าที่ไร้สายฝน
บนผนังห้อง ภาพวาดสีน้ำมันที่ยังไม่แห้งสนิทผืนใหญ่ถูกกรีดด้วยมีดคัตเตอร์เป็นทางยาวจนเสียรูปทรง มันเป็นภาพวาดพอร์ตเทรตของเธอเองที่เขาสั่งให้วาดเพื่อให้ดูอ่อนหวานและไร้เดียงสา ทว่าบัดนี้กลับเหลือเพียงรอยฉีกขาดที่ดูราวกับบาดแผลเหวอะหวะ เมฆาไม่ได้พาเธอหนีไปมือเปล่า แต่เขาได้ทิ้งรอยแผลไว้บน 'ผลงาน' ชิ้นสำคัญที่สุดของพ่อเธอเพื่อเป็นการประกาศอิสรภาพ
รินรดาที่กระโดดลงมายังพื้นหญ้าเบื้องล่างสั่นไปทั้งตัว เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกปะทะเข้าจมูก มันหอมหวานกว่ากลิ่นน้ำหอมราคาแพงในบ้านหลังนั้นเป็นไหนๆ เมฆาประคองเธอไว้ไม่ห่าง สายตาของเขามองย้อนกลับไปที่หน้าต่างบานนั้น
"คุณทำอะไรลงไปคะ..." รินรดาถามด้วยเสียงแผ่วพร่า แม้จะกลัวแต่หัวใจกลับเต้นรัวอย่างเป็นสุข
"ผมแค่ช่วยลบภาพที่ไม่ได้เป็นตัวคุณออกไปน่ะ" เขาตอบพลางยิ้มที่มุมปาก "ต่อจากนี้ สีที่อยู่บนพู่กันจะเป็นของคุณเอง ไม่ใช่สีที่คนอื่นผสมไว้ให้"
พวกเขารีบเร่งฝีเท้าเข้าสู่ความมืดของตรอกแคบที่คดเคี้ยว เสียงฝีเท้าที่ไล่ตามมาเริ่มดังขึ้นจากทิศทางที่พวกเขาจากมา แต่ทว่า ณ ปากทางออกของตรอกนั้นเอง ร่างของใครบางคนกลับยืนขวางทางอยู่ แสงไฟจากเสาไฟฟ้ากะพริบถี่ๆ สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยดี—ผู้หญิงที่เธอเกลียดชังที่สุดในบรรดาคู่หมายที่ครอบครัวจัดหาให้
"จะรีบไปไหนกันคะรินรดา?" หญิงสาวคนนั้นเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเหยียดหยาม ขณะที่ในมือของเธอกำโทรศัพท์ที่เปิดโหมดบันทึกภาพไว้อยู่ "ภาพหลุดตอนที่หนีออกมากับ 'จิตรกรไส้แห้ง' แบบนี้ ถ้าส่งไปถึงสื่อ พ่อของเธอน่าจะต้อนรับเขาอย่างสาสมเลยนะว่าไหม?"
เมฆาหยุดกะทันหัน รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอถูกต้อนจนมุมอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ในห้องที่คุ้นเคย หากแต่เป็นทางตันที่มืดมิดและเต็มไปด้วยความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผย ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะกลืนกิน เธอตัดสินใจปล่อยมือจากเมฆาแล้วก้าวไปข้างหน้า ประจันหน้ากับคนที่กำลังถือไพ่เหนือกว่าในมือ
"ถ้าคุณอยากได้ข่าวฉาวขนาดนั้น" รินรดาพูด พลางคว้าขวดสีน้ำมันที่ติดมือมาจากสตูดิโอสาดเข้าใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมสีขาวสะอาดตาของอีกฝ่ายจนเปรอะเปื้อนกลายเป็นสีแดงชาด "งั้นก็ต้องเอาให้สมกับราคาที่เธอจะต้องจ่ายด้วยนะคะ"
ก่อนที่หญิงสาวคนนั้นจะทันได้กรีดร้อง รินรดากลับหยิบพู่กันด้ามยาวออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วจ่อมันเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็ง จนคนตรงหน้าหน้าถอดสี
"ส่งโทรศัพท์มา... ก่อนที่ฉันจะทำให้เสื้อตัวนี้กลายเป็นงานศิลปะที่ไม่มีวันลบออก"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยพู่กันสีหม่นมาด้วยกันนะคะ ดอกเดซี่ริมทางรอคอยที่จะพบทุกท่านในตอนต่อไปค่ะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 36
บทที่ 36
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!