“วางพู่กันลงเถอะค่ะริน... ความเงียบในห้องนี้มันหนวกหูเกินไปแล้ว”
น้ำเสียงราบเรียบของเมฆาดังขึ้นท่ามกลางกลิ่นสีน้ำมันที่อบอวลหนาแน่นจนเกือบจะหายใจไม่ออก รินรดาสะดุ้งเฮือก มือที่ถือพู่กันเบอร์เล็กที่สุดสั่นเทาจนหยดสีแดงชาดร่วงหล่นลงบนผืนผ้าใบสีขาวโพลน ราวกับเลือดที่กำลังหยดลงบนบาดแผลสดๆ เธอยังไม่หันไปมองคนข้างหลัง ยังคงจดจ้องภาพวาดตรงหน้าที่ดูเหมือนจะไร้ชีวิตไม่ต่างจากตัวเธอในตอนนี้
“ถ้าฉันวางลง ตอนนี้ฉันก็คงเหลือแค่ความว่างเปล่า” รินรดาตอบกลับ เสียงของเธอแหบพร่าและเบาหวิว “คุณก็รู้ว่าถ้าฉันไม่วาด ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีตัวตนอยู่เพื่ออะไร”
เมฆาก้าวเข้ามาใกล้ เธอหยุดยืนห่างออกไปเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นบุหรี่ที่เขาเพิ่งดับไปลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่เธอเคยหลงใหล แต่ในวินาทีนี้ มันกลับกลายเป็นความอึดอัดที่บีบคั้นหัวใจ “ตัวตนของคุณไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสีที่แต้มลงไปบนผืนผ้าหรอกนะริน... แต่คนรอบข้างต่างหากที่ตีกรอบคุณไว้จนคุณหายใจไม่ออก และคุณ... ก็ดันเต็มใจยอมติดอยู่ในกรงขังนั้นเอง”
“คุณพูดง่ายนี่” รินรดาหันกลับมา ดวงตาของเธอแดงก่ำจากการอดนอนหลายคืนติดต่อกัน “คุณมีอิสระ คุณไม่เคยต้องแบกความคาดหวังของใครไว้บนบ่า ไม่เคยต้องเลือกระหว่างความฝันของตัวเองกับความต้องการของครอบครัว คุณมันก็แค่คนเห็นแก่ตัวที่หนีอดีตมาซ่อนตัวอยู่ในโลกศิลปะที่ไม่มีใครเข้าถึง!”
เมฆาชะงัก สายตาที่เคยลึกลับและเรียบเฉยบัดนี้ไหววูบราวกับถูกมีดกรีดลงกลางใจ เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดา มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือที่เปื้อนสีของเธอไว้แน่น แต่ไม่รุนแรง หากแต่แฝงไปด้วยความร้าวราน “คุณคิดว่าผมหนีเหรอ? ริน... การที่ผมยืนดูคนที่ผมรักค่อยๆ เลือนหายไปจากโลกนี้ด้วยอาการป่วยโดยที่ทำได้เพียงแค่วาดรูปเธอเก็บไว้ มันคือการหนีงั้นเหรอ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานที่เคยเต็มไปด้วยสีสัน เสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังประสานกันท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงถึงขีดสุด รินรดาเบิกตากว้าง เธอไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้จากเมฆามาก่อน มันไม่ใช่ความเย็นชา แต่เป็นความแตกสลายที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้หน้ากากศิลปินผู้หยิ่งทะนง
“ฉัน... ฉันไม่รู้” รินรดากระซิบ น้ำตาเม็ดใสไหลรินอาบแก้ม “ฉันแค่รู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวมันกำลังพังทลาย ภาพวาดของฉันไม่มีสีสันอีกต่อไปแล้วเมฆา มันมีแต่สีเทา... สีหม่นๆ เหมือนกับใจของฉันตอนนี้เลย”
เมฆาถอนหายใจยาว ก่อนจะปล่อยมือจากข้อมือเธอ เขาเดินไปหยิบแก้วน้ำที่ตั้งวางอยู่ข้างขาตั้งวาดรูป เทน้ำสีขุ่นลงบนจานสีจนสีที่เธอบรรจงแต่งแต้มไหลมารวมกันจนกลายเป็นสีโคลนที่ดูน่าหดหู่ “บางครั้งเราก็ต้องล้างทุกอย่างให้สะอาดเสียก่อนที่จะเริ่มวาดใหม่ ริน... ถ้าภาพของคุณมันเศร้าเกินไป ก็แค่ลบมันทิ้ง แล้วเริ่มต้นด้วยสีที่ไม่ได้มาจากความคาดหวังของใคร แต่มาจากหัวใจของคุณจริงๆ”
รินรดามองดูจานสีที่กลายเป็นสีหม่น หัวใจของเธอกระตุกวูบ เธอหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อวาดต่อ แต่เพื่อปาดสีหม่นเหล่านั้นทิ้งไปจากผืนผ้าใบ
ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะลงมือ เสียงเคาะประตูห้องสตูดิโอดังขึ้นจังหวะถี่และหนักหน่วง ทั้งสองคนหันไปมองทางประตูพร้อมกันด้วยความสงใจ เพราะที่นี่คือพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่มีใครเคยรบกวนในยามวิกาลเช่นนี้
“ใครมาในเวลานี้คะ?” รินรดาถามด้วยเสียงสั่นเครือ
เมฆาเดินไปที่ประตูด้วยท่าทีระแวดระวัง เขาแง้มประตูออกเพียงเล็กน้อย ก่อนจะชะงักงัน ร่างสูงโปร่งของชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานและคุ้นตาสำหรับรินรดาก้าวเข้ามาโดยไม่รอคำเชิญ กลิ่นอายของความกดดันที่เธอหวาดกลัวมาตลอดชีวิตอบอวลขึ้นทันทีที่เขาปรากฏตัว
“พ่อ...” รินรดาพึมพำ ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนไร้สีเลือด
ผู้เป็นพ่อเดินเข้ามากลางห้อง สายตาคมกริบกวาดมองผืนผ้าใบที่เพิ่งถูกทำลายด้วยสีโคลน ก่อนจะหันมามองหน้าเมฆาด้วยรอยยิ้มที่เย็นเยียบ “ดูเหมือนเธอจะสอนลูกสาวฉันในสิ่งที่ผิดไปนะ... ศิลปินไส้แห้ง” เขากล่าวพลางวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ “ริน... ถ้าลูกยังไม่เลิกเล่นขายของกับคนพวกนี้ อีกไม่เกินหนึ่งชั่วโมง... ผลงานชิ้นสุดท้ายที่ลูกพยายามรักษาไว้ ทั้งที่นี่ และงานทั้งหมดที่แกลเลอรี จะถูกสั่งปิดตายอย่างถาวร”
รินรดามองซองเอกสารสลับกับใบหน้าของผู้เป็นพ่อ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วร่าง เมื่อเธอเห็นชื่อบนหัวจดหมายที่โผล่พ้นซองออกมาเพียงเสี้ยวเดียว มันคือชื่อของแกลเลอรีที่เธอรักและผูกพันที่สุด สถานที่ที่เธอหวังว่าจะใช้เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ แต่ตอนนี้... มันกำลังจะกลายเป็นสุสานของความฝันที่เธอเพิ่งตัดสินใจจะรักษามันไว้
รินรดาตัดสินใจก้าวเข้าไปคว้าซองเอกสารนั้นมาเปิดดู ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่คำสั่งปิดแกลเลอรีตามที่เธอหวาดกลัว แต่มันคือรูปถ่ายใบหนึ่ง... รูปถ่ายที่ทำให้พู่กันในมือของเธอร่วงหล่นลงพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วห้อง
ในรูปนั้น... เมฆายืนอยู่กับใครบางคนที่รินรดาไม่มีวันลืมได้ลงเลยตลอดทั้งชีวิต
ขอบพระคุณรี้ดที่รักทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านรอยพู่กันสีหม่นไปกับรินรดาและเมฆานะคะ ดอกเดซี่ริมทาง
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 28
บทที่ 28
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!