“พ่อ... พ่อตายไปแล้วนี่คะ? พ่ออยู่ในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน พ่อตายไปพร้อมกับความฝันที่พังทลายของรินแล้ว!”
เสียงของรินรดาสั่นพร่า ราวกับเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะจนเกือบขาดผึง มือของเธอกำพู่กันในมือแน่นจนปลายไม้จิกเข้าที่อุ้งมือ ความเจ็บปวดทางกายเล็กน้อยนั้นไม่อาจเทียบได้เลยกับความโกลาหลที่เกิดขึ้นในใจ
ท่ามกลางเงามืดของสตูดิโอเก่าที่ถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอับของสีน้ำมันและหยาดฝนที่โปรยปรายอยู่ภายนอก ร่างสูงโปร่งในชุดโค้ทสีดำสนิทก้าวออกมาจากมุมมืด แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนกะพริบถี่ราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของรินรดา ใบหน้าที่เธอจดจำได้ขึ้นใจแม้เวลาจะผ่านไปนานนับทศวรรษปรากฏชัดขึ้น—รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาที่เคยดุดันและแววตาเย็นชาคู่นั้นยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
“ความจริงเป็นสิ่งที่น่ากลัวเสมอ แต่การหนีจากมันน่าสมเพชกว่านะรินรดา” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ทิ่มแทงหัวใจผู้ฟัง “คนเรามักบอกว่าตัวเองรักศิลปะ แต่ในวันที่ชีวิตบีบคั้นจริงๆ เจ้าก็แค่จิตรกรที่วาดภาพเพื่อกลบเกลื่อนความขี้ขลาดของตัวเองเท่านั้น”
รินรดาถอยหลังกรูดไปชนกับขาตั้งผ้าใบ ผืนผ้าใบเปล่าที่เธอตั้งใจจะลงสีในวันนี้กลับดูเหมือนจ้องมองเธอด้วยความสมเพช เมฆาที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักขยับตัวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้โดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณของเขาปกป้องเธอดั่งกำแพงหิน ทว่าในวินาทีนี้ แม้แต่ความอบอุ่นจากแผ่นหลังของเมฆาก็ไม่อาจทำให้ใจที่หนาวเหน็บของเธอกลับมาอุ่นขึ้นได้
“อย่าแตะต้องเธอ” เมฆาเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมปลาบของเขาสังเกตเห็นเงาตะคุ่มของชายอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังพ่อของรินรดา นี่ไม่ใช่การกลับมาเพื่อปรับความเข้าใจ แต่นี่คือการเผชิญหน้ากับอดีตที่ตั้งใจจะฝังกลบเธอให้ตายทั้งเป็น
ชายผู้เป็นพ่อแค่นหัวเราะ “เมฆา... ศิลปินพเนจรที่ไม่มีแม้แต่บ้านจะซุกหัวนอน เจ้าคิดว่าจะปกป้องลูกสาวข้าได้หรือ? ในเมื่อสิ่งที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้ มันก็แค่ภาพวาดราคาถูกที่รอวันซีดจางไปตามกาลเวลาเหมือนแม่ของเธอไม่ผิดเพี้ยน”
คำว่า ‘แม่’ กระตุกใจรินรดาจนเธอชาไปทั้งร่าง เธอเงยหน้าขึ้น สบตากับคนตรงหน้าด้วยแววตาที่เริ่มเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความร้าวราน
“พ่อไม่มีสิทธิ์พูดถึงแม่” รินรดาเค้นเสียง “พ่อทิ้งพวกเราไป เพื่อไปไขว่คว้าเกียรติยศที่ไร้ค่า พ่อเลือกที่จะทำลายชีวิตครอบครัวเพื่อสีที่พ่อเชื่อว่ามันคือที่สุด... แต่วันนี้ พ่อจะกลับมาทำอะไร? มาเพื่อทำลายภาพวาดสีหม่นๆ ของหนู หรือมาเพื่อตอกย้ำว่าหนูไม่มีวันเป็นจิตรกรที่ดีได้เหมือนพ่อ?”
“ข้ามาเพื่อทวงคืนความถูกต้อง” พ่อของเธอก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น แสงไฟกะพริบดับวูบลงชั่วขณะ ก่อนจะติดขึ้นใหม่ บรรยากาศในห้องหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก “สมุดสเก็ตช์เล่มนั้น... เล่มที่แม่เจ้าฝากไว้ก่อนตาย มันอยู่ในมือเจ้าใช่ไหม? ส่งมันมาให้ข้า แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไปใช้ชีวิตในเงามืดอย่างที่เจ้าต้องการ”
รินรดาสะอึกในลำคอ สมุดสเก็ตช์เล่มสีน้ำเงินเข้มที่เธอพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ราวกับเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมโยงเธอกับความทรงจำอันงดงามของแม่ ไม่ใช่เพียงแค่ภาพวาด แต่มันคือบันทึกความเจ็บปวดที่พ่อของเธอไม่เคยแม้แต่จะเหลียวแล
“สมุดเล่มนี้ไม่มีวันเป็นของพ่อ” รินรดายืนหยัดขึ้น พยายามกั้นเสียงสะอื้น “มันคือเหตุผลเดียวที่ทำให้หนูยังวาดรูปอยู่... ต่อให้สีของมันจะจืดจาง แต่ในนั้นมีหัวใจที่พ่อไม่มีวันเข้าใจ!”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็เตรียมตัวสูญเสียสิ่งที่รักไปได้เลย” พ่อของเธอหันหลังกลับ สั่งชายชุดดำสองคนนั้นด้วยสายตา “เอาตัวเธอไป ส่วนสมุด... ถ้าไม่ได้มาด้วยดี ก็ใช้วิธีที่เจ้าถนัดที่สุด”
ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในพริบตา เมฆาพุ่งตัวเข้าปะทะกับชายชุดดำคนแรก เสียงโต๊ะไม้ล้มลงกระแทกพื้นดังสนั่น รินรดาเบิกตากว้าง เธอคว้าสมุดสเก็ตช์แน่น วิ่งหนีไปทางหลังสตูดิโอ แสงฟ้าแลบจากพายุภายนอกสาดส่องเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของผู้เป็นพ่อที่เธอมองเห็นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะผลักประตูหนีออกสู่สายฝน
เธอกอดสมุดเล่มนั้นไว้แนบอก วิ่งไปตามตรอกแคบๆ ที่คุ้นเคย ความมืดมิดของค่ำคืนนี้ช่างลึกซึ้งและน่าสะพรึงกลัว เธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนที่ไล่ตามมาติดๆ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความหวาดกลัวแล่นริ้วไปทั่วร่าง ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ซอยตัน จู่ๆ มือปริศนาก็ฉุดเธอเข้าไปในช่องว่างระหว่างตึก เสียงกระซิบที่คุ้นเคยในยามที่เธอต้องการที่สุดดังขึ้นที่ข้างหู
“เงียบไว้... อย่าให้เขาเห็นว่าเธออยู่ตรงนี้”
เมฆา... เขาตามมาทัน แต่เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขากลับเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีเข้ม และในมือของเขาไม่ได้ถือพู่กันอย่างเคย หากแต่เป็นกุญแจดอกหนึ่งที่เขาพยายามยัดใส่มือเธอด้วยความรีบร้อน
“ริน... ฟังนะ กุญแจดอกนี้ไม่ได้เปิดแค่สตูดิโอ แต่มันเปิดความจริงที่พ่อของเธอพยายามปกปิดมาตลอดสิบปี” เมฆาหอบหายใจถี่ สายตาของเขามองไปที่ปลายซอยก่อนจะหันกลับมาสบตาเธอด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “ถ้าเราไม่รอดจากคืนนี้ไปได้ ให้เธอจำไว้ว่า... ความรักในภาพวาดของเธอมันงดงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา และเรื่องทั้งหมด... มันไม่ได้เริ่มต้นที่ภาพวาด แต่มันเริ่มต้นที่รอยเลือดในภาพวาดรูปนั้น”
เขาส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ ยิ้มที่ดูเศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น ก่อนจะผลักเธอไปอีกทางแล้วเดินออกไปเผชิญหน้ากับความมืดเพียงลำพัง ทิ้งให้รินรดายืนสั่นเทาอยู่ตรงนั้น เมื่อแสงฟ้าแลบอีกครั้ง เธอก็พบว่าสิ่งที่อยู่ในกุญแจมือของเธอนั้น ไม่ใช่แค่กุญแจธรรมดา แต่มันคือล็อกเก็ตเก่าที่มีรูปถ่ายของเธอและแม่... และข้างในนั้นมีตัวเลขปริศนาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนสลักอยู่
“หนีไปซะ รินรดา!” เสียงตะโกนของเมฆาดังขึ้นตามด้วยเสียงปืนหนึ่งนัดที่ก้องกังวานไปทั่วตรอกแคบ ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงัดลง... เงียบจนเหลือเพียงเสียงหัวใจของเธอที่หยุดเต้นไปชั่วขณะ
ดอกเดซี่ริมทางหวังว่าทุกท่านจะยังคงประทับใจและร่วมเดินทางไปกับรินรดาในตอนต่อไปนะคะ
นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น•ตอนที่ 34
บทที่ 34
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการรักในรอยพู่กันสีหม่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!