กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฟอร์มาลีนผสมกับความเงียบงันในห้องผ่าศพยามวิกาล ให้รสชาติฝาดเฝื่อนในลำคอราวกับเรากำลังกลืนเศษแก้วลงไปช้าๆ
"คุณกำลังจะบอกผมว่า... หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ไม่ได้อยู่บนร่างผู้ตาย แต่มันอยู่ในห้วงเวลาที่ถูกทิ้งขว้างงั้นหรือครับ, คุณรินทร์"
เสียงของนายแพทย์ธันวาต่ำทุบลงในอากาศเย็นเยียบ เขาไม่ได้ขยับตัวออกจากร่างไร้วิญญาณบนเตียงสแตนเลส แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะจ้องมองอดีตนายตำรวจหนุ่มนิ่งสนิท ราวกับกำลังประเมินว่าอีกฝ่ายกำลังสติหลุดจากความกดดัน หรือกำลังเล่นตลกบนความตายของมนุษย์
รินทร์ไม่สะทกสะท้านต่อสายตานั้น เขายังคงยืนพิงตู้เก็บเครื่องมือแพทย์ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ท ตัวเลนส์แว่นสะท้อนแสงไฟนีออนสีขาวโพลนจนมองไม่เห็นประกตา ทว่ารอยยิ้มมุมปากนั้นกลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
"วิทยาศาสตร์บอกคุณว่า ดีเอ็นเอคือความจริงสูงสุด, หมอธันวา" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานในความเงียบ "แต่ฆาตกรที่ฉลาดเป็นกรด ย่อมรู้ดีว่าต้องทำลายดีเอ็นเอทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือร่องรอย... พวกเขาใช้ความสะอาด ฟอกขาว ล้างคราบเลือด และปล่อยให้กาลเวลาพัดพาหลักฐานทางชีวภาพให้สลายหายไปในอากาศ"
รินทร์ก้าวเท้าเข้าไปใกล้เตียงผ่าศพทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นกระเบื้องดังสะท้อนก้อง กลิ่นอายความดุดันและสัญชาตญาณดิบเถื่อนของอดีตตำรวจมือฉกาจแผ่ซ่านออกมาจนธันวาต้องเป็นฝ่ายชะงัก
"แต่พวกเขาลืมไปอย่างหนึ่ง" รินทร์โน้มตัวลงกระซิบใกล้ใบหูของศพผู้ตาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาแพทย์นิติเวชตรงๆ "สิ่งที่มนุษย์ทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ดีเอ็นเอ... แต่มันคือ 'ร่องรอยแห่งเจตจำนง' ที่ไม่มีวันถูกลบเลือนด้วยน้ำยาฟอกขาว"
ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะ โลกทั้งใบที่เขายึดมั่นมาตลอดชีวิต—โลกที่ขับเคลื่อนด้วยผลแล็บ เครื่องมือโครมาโทกราฟี และเครื่องสเปกตรัม—กำลังถูกสั่นคลอนด้วยคำพูดที่ฟังดูงมงายสิ้นดีในสายตาของแพทย์ผู้เคร่งครัดในหลักการ ทว่าสัญชาตญาณลึกๆ กลับบอกเขาว่า รินทร์ไม่ได้กำลังพูดเหลိုးไหล
"ถ้ามันไม่มีดีเอ็นเอ ไม่มีรอยนิ้วมือ และไม่มีแม้กระทั่งเส้นผม... สิ่งที่คุณกำลังพูดถึงมันคืออะไรกันแน่?" ธันวาถาม น้ำเสียงเริ่มเจือความหงุดหงิดที่ต้องยอมจำนนต่อความลี้ลับที่เขาอธิบายไม่ได้
รินทร์ไม่ได้ตอบในทันที เขาหยิบถุงมือยางสวมทับมือของตนเองอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินอ้อมไปยังโต๊ะเตรียมอุปกรณ์ที่ธันวาเพิ่งวางเครื่องมือผ่าตัดลงไป เขายื่นมือออกไปหยิบวัตถุตนเองที่ถูกทิ้งไว้ในถาดพลาสติกสีดำ—วัตถุที่ธันวาตรวจพบผ่านกล้องจุลทรรศน์แล้วพบเพียงแค่คราบฝุ่นละอองและรอยขีดข่วนเล็กน้อย จนลงความเห็นในรายงานเบื้องต้นว่าเป็นเพียง "ขยะปนเปื้อนทั่วไป"
"นี่คือ 'หลักฐานชิ้นที่ 13' ครับ, หมอธันวา" รินทร์ชูวัตถุชิ้นนั้นขึ้นรับแสงไฟ
มันคือเศษซากแมลงปีกแข็งตัวเล็กๆ สีดำสนิทที่แห้งกรังจนแทบไม่เหลือสภาพสมบูรณ์ ขนาดของมันไม่ใหญ่ไปกว่าเมล็ดงา ถูกคีบขึ้นมาด้วยปลายคีมโลหะอย่างทะนุถนอม
ธันวาขมวดคิ้วแน่น แววตาฉายแววเคลือบแคลงอย่างชัดเจน "แมลงวันหัวเขียว หรือด้วงปีกแข็งทั่วไป? คุณกำลังจะบอกผมว่าแมลงตัวกระจิ๋วหลิวนี้คือฆาตกร หรือเป็นพยานปากเอกที่เห็นเหตุการณ์อย่างนั้นหรือครับ? ช่างเป็นข้ออ้างที่น่าขันสิ้นดีสำหรับอดีตตำรวจ"
"มันไม่ใช่แมลงทั่วไปครับ" รินทร์วางเศษซากแมลงนั้นลงบนกระจกสไลด์สะอาด แล้วดันมันไปตรงหน้าธันวา "และมันก็ไม่ได้ใช้ตาของมันมองเห็นเหตุการณ์... แต่มัน 'บันทึก' ทุกอย่างไว้ด้วยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด"
ธันวาก้มมองเศษซากแมลงนั้นผ่านแว่นขยายกำลังสูง ความเงียบสงบในห้องผ่าศพกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันทางความคิดที่กำลังวิ่งชนกันอย่างรุนแรงระหว่างสองขั้วความคิด—วิทยาศาสตร์อันเที่ยงตรง กับ สัมผัสพิเศษที่อยู่นอกเหนือตำราแพทย์
"อธิบายมาให้ชัดเจน, คุณรินทร์" ธันวาเอ่ยเสียงเย็น เยเยือกพอๆ กับอุณหภูมิรอบตัว "ถ้าข้อสันนิษฐานของคุณพังไม่เป็นท่าเมื่อเทียบกับผลตรวจเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการพรุ่งนี้เช้า ผมจะเขียนรายงานปิดคดีโดยไม่สนว่าคุณจะพูดอะไรอีก"
รินทร์ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจจนน่าหมั่นไส้ในสายตาของนายแพทย์นิติเวช เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ธันวาอีกนิด จนกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นกายเฉพาะตัวเจือจางอยู่ในอากาศรอบตัว
"ด้วงปีกแข็งชนิดนี้ อาศัยอยู่เฉพาะในที่อับชื้นที่ไม่มีแสงสว่าง... และที่สำคัญที่สุดคือ มันกินเฉพาะสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในกระบวนการผลิตกระสุนปืนโบราณรุ่นที่เลิกใช้ไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน" รินทร์เว้นจังหวะ ปล่อยให้คำพูดนั้นทิ้งน้ำหนักลงบนความเงียบ "แต่มันมาตายอยู่ใต้ซอกเล็บของผู้ตายในคดีปัจจุบัน... ซึ่งถูกยิงด้วยปืนเก็บเสียงสมัยใหม่"
ธันวาชะงักกึก ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที สมองที่เคยประมวลผลอย่างเป็นระบบเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูง รอยต่อของคดีที่เคยขาดหายไปถูกเติมเต็มด้วยเศษซากแมลงตัวเล็กๆ ตัวนี้อย่างน่าประหลาด
"หมายความว่า..." ธันวาพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
"ถูกต้องครับ" รินทร์สรุปด้วยน้ำเสียงเฉียบคมราวกับใบมีดผ่าตัด "มือสังหารไม่ได้เพิ่งลงมือกับเธอคนนี้เป็นครั้งแรก... แต่เขาเคยเก็บกวาดความลับแบบเดียวกันนี้เมื่อสิบปีก่อน และเจ้าแมลงตัวนี้ติดมือเขากลับมา ฝังรากลึกอยู่ในรอยแยกของวัตถุพยานชิ้นอื่น ก่อนจะมาตกหล่นบนร่างนี้โดยที่เขาไม่รู้ตัว"
ธันวานิ่งอึ้งไปสนิท เขากำลังจะเอ่ยปากแย้งเพื่อหาช่องโหว่ทางกฎหมายและนิติวิทยาศาสตร์ แต่ทว่า—
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นจากมุมมืดสุดของห้องผ่าศพ ที่ซึ่งควรจะมีเพียงเขากับรินทร์เพียงสองคนเท่านั้น
ทั้งสองคนหยุดชะงัก ร่างกายตื่นตัวขึ้นมาพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ ธันวาหันขวับไปมองความมืดบริเวณทางออกฉุกเฉิน ขณะที่มือของรินทร์เอื้อมแตะที่เอวอัตโนมัติราวกับกำลังเตรียมชักอาวุธที่ไม่มีอยู่จริง
ท่ามกลางความเงียบที่ระทึกจนได้ยินเสียงชีพจรของตัวเอง ประตูห้องผ่าศพที่ควรจะถูกล็อกด้วยระบบคีย์การ์ดอิเล็กทรอนิกส์ ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ อย่างไร้เสียง... พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในแสงไฟสลัว พร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่สลักลึกลงบนใบหน้า
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ
นิติเวชเลือดเย็นกับผู้กำกับหลักฐานที่มองเห็นผี•ตอนที่ 3
หลักฐานชิ้นที่ 13
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเลือดเย็นกับผู้กำกับหลักฐานที่มองเห็นผี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
