ศัสตราเวทสยบฟ้ากับอาจารย์สาวผู้ไร้พลัง•ตอนที่ 1

ดาบในเงามืด

ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
เสียงถอนหายใจของคณะกรรมการคัดเลือกดังขึ้นเป็นรอบที่สิบในรอบชั่วโมง ปลายปากกาขนนกจุ่มหมึกสีชาดจรดลงบนกระดาษหนังแกะอย่างไร้เยื่อใย ตัวเลข ‘ศูนย์’ ถูกเขียนทับลงบนช่องคะแนนความเข้ากันได้กับมานากลางอย่างเด็ดขาด "ผู้สมัครคนที่สี่ร้อยยี่สิบเอ็ด... ตกควางครับ เชิญออกทางด้านซ้ายได้เลย" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของหัวหน้าผู้คัดเลือกดังขึ้นก้องหอประชุมใหญ่แห่งสถาบันเวทมนตร์อัสลัน สถาปัตยกรรมหินแกรนิตสีเทาทึบและเสาโรมันสูงตระหง่านสะท้อนเสียงฝีเท้าของเด็กหนุ่มผู้ผิดหวังที่คอตกเดินออกจากห้องโถงไปเงียบๆ ที่นี่คือสนามประลองฝันของเหล่าผู้มีสายเลือดแห่งเวทมนตร์ แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีแม้แต่ประกายแสงมานาในกระแสเลือด มันคือสถานที่ประจานความไร้ค่าที่ชัดเจนที่สุด เซนยืนพิงเสาหินต้นใหญ่ในมุมอับสายตา สายตาคมกริบใต้เรือนผมสีดำสนิทมองภาพความพ่ายแพ้ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่นิ่งสงบเกินวัย ในมือขวาของเขาไม่ได้ถือคถาเวทมนตร์หรูหราประดับอัญมณีราคาแพงเหมือนลูกขุนนางคนอื่นๆ หากแต่เป็นผ้าดิบเก่าๆ ที่ห่อหุ้มวัตถุปริศนายาวราวสามฟุตเอาไว้ ลายผ้าหยาบกร้านเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของโลหะที่ซ่อนอยู่ภายใน... ดาบที่ไม่มีใครรู้จัก ดาบที่ไม่มีแม้กระทั่งชื่อเรียกในตำราเล่มไหนบนทวีปนี้ "เจ้าหนู ถืออะไรมาน่ะ? ที่นี่คือสถาบันเวทมนตร์ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของพวกนักดาบตกอับ" เสียงเยาะเย้ยดังขึ้นจากด้านหลัง กิลбер트 (กิลเบิร์ต) บุตรชายคนที่สองของตระกูลดยุกผู้ครองแคว้นตะวันตก เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยาะ รอบตัวเขามีกลุ่มผู้ติดตามคอยประจบประแจง ออร่ามานาระดับวงแหวนสีฟ้าอ่อนหมุนวนรอบปลายนิ้วของกิลเบิร์ตอย่างอวดดี มันคือหลักฐานของพรสวรรค์ที่หาได้ยากในเด็กวัยเดียวกัน เซนเหลือบสายตาขึ้นมองเล็กน้อย มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา "สนามเด็กเล่นหรือสนามรบ เดี๋ยวเราคงได้รู้กันครับคุณชายกิลเบิร์ต" "ปากดีนักนะ! หวังว่าตอนที่หินทดสอบพลังส่องแสง เจ้าจะยังทำหน้าแบบนี้ได้นะ ฮึ..." กิลเบิร์ตแค่นHиมอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะเดินสะบัดผ้าคลุมสีทองนำกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นมุ่งหน้าสู่ลานประลองกลางห้องโถง ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ที่มุมหนึ่งของระเบียงชั้นสอง ร่างเพรียวระหงในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดลงมา อาจารย์เอลาร่า อาจารย์สาวผู้รับหน้าที่ดูแลการคัดเลือกภาคปฏิบัติในวันนี้ ดวงตาสีเทาคู่นั้นนิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น เธอกำลังสูญเสียพลังเวทไปทีละน้อยจากคำสาปโบราณ แต่วิสัยทัศน์และความรู้ทางยุทธวิธีของเธอกลับเฉียบคมยิ่งกว่าคริสตัลตรวจจับมานา เอลาร่าจ้องมองห่อผ้าในมือของเซน แวบหนึ่งเธอมองเห็นประกายแสงสีดำสนิทที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าดิบออกมา มันเป็นแสงที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนมานาทั่วไป แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านจนน่าขนลุก... มานาที่กลืนกินมานาอื่น นี่คือสิ่งที่เธออ่านเจอในบันทึกต้องห้าม และมันกำลังปรากฏอยู่ตรงหน้า "ผู้สมัครคนต่อไป... เซน จากเขตปกครองอิสระ" เสียงประกาศชื่อดังขึ้นก้องห้องโถง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะเนื่องจากชื่อของเขตปกครองอิสระขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้งและไร้ซึ่งจอมเวททรงพลังมานานหลายชั่วอายุคน สายตานับร้อยคู่จับจ้องมาที่เด็กหนุ่มเรือนผมสีดำที่ก้าวเดินออกไปทีละก้าวอย่างมั่นคง เซนก้าวขึ้นสู่แท่นหินอัคนีสีดำใจกลางห้องโถง เบื้องหน้าคือ 'ศิลาปฐมภูมิ' แท่นหินโบราณที่ทำหน้าที่วัดระดับพลังเวทและธาตุประจำตัว หากวางมือลงไปแล้วหินไม่เรืองแสง ผู้นั้นจะถูกขับไล่ออกจากสถาบันทันทีอย่างไร้ข้ออุทธรณ์ หัวหน้าผู้คัดเลือกขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าเซนเดินขึ้นมาโดยมือข้างหนึ่งยังคงถือห่อผ้าประหลาดนั้นอยู่ "เจ้าหนู วาง 'ไม้กวาด' หรืออะไรก็ตามของเจ้าลง แล้วเอามือแตะศิลาซะ" "ผมไม่ได้เอาไม้กวาดมาครับ และผมคิดว่า... ศิลาศาลานี้คงไม่จำเป็นต้องใช้มือแตะหรอกครับ" เซนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจที่ทำเอาคณะกรรมการหลายคนถึงกับอ้าปากค้าง "สามหัน! เจ้ากล้าดียังไง..." ยังไม่ทันที่หัวหน้าผู้คัดเลือกจะได้ตวาดจบ เซนก็สะบัดข้อมือขวาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ! *แคว่ก!* ผ้าดิบเก่าๆ ขาดวิ่นกระเด็นหลุดออก เผยให้เห็นเนื้อเหล็กสีดำสนิทไร้เงาสะท้อนราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนแสงทั้งหมดในรัศมีสามเมตร ตัวดาบไม่มีลวดลายวิจิตรบรรจง มีเพียงอักขระโบราณสีเลือดที่สลักลึกอยู่บนสันดาบ และทันทีที่มันถูกชักออกจากฝัก อุณหภูมิภายในห้องโถงอุณหภูมิลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว! กิลเบิร์ตที่ยืนดูอยู่ถึงกับผงถอยหลังด้วยความตกใจ มานาในกายของเขาสั่นสะท้อนราวกับหวาดกลัวอะไรบางอย่าง เซนไม่ได้ใช้เวทมนตร์อัญเชิญ เขาไม่ได้ร่ายคาถาบทใดทั้งสิ้น เด็กหนุ่มเพียงแค่ยกดาบเล่มนั้นขึ้นเหนือศีรษะ แล้วฟันลงมาตรงๆ ใส่ศิลาปฐมภูมิอย่างไม่ลังเล! *เปรี้ยงงงงง—!* เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกจากการฟันดาบธรรมดาๆ สร้างคลื่นกระแทกสีดำแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง กระจกสีสเตนกลาสบนหน้าต่างโบสถ์สั่นสะเทือนจนเกือบแตกละเอียด ศิลาปฐมภูมิที่ขึ้นชื่อว่าทนทานต่อการโจมตีระดับปรมาจารย์เวท เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ลามเลียไปทั่วทั้งก้อน ก่อนที่มันจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้องโถง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมราวกับเวลาหยุดเดิน ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจดัง บนระเบียงชั้นสอง อาจารย์เอลาร่าลุกขึ้นยืนช้าๆ มือเรียวบางกำราวระเบียงแน่นจนข้อต่อสีขาวโพลน ดวงตาสีเทาเบิกกว้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เมื่อหน้าต่างระบบแจ้งเตือนปริศนาที่ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเธอเองได้ส่งเสียงเตือนดังลั่น [ตรวจพบสัญญาณชีพของ 'ศัสตรานิรันดร์' — ผู้ถือครองคือกุญแจสำคัญในการทำลายล้างหรือกอบกู้มหาสงครามเวทมนตร์] [ระดับความอันตรายของเป้าหมาย: SSS] [คำเตือน: โปรดระวังตัวจากเงาที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดหลังม่านสถาบัน...] ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับก้าวแรกนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทสยบฟ้ากับอาจารย์สาวผู้ไร้พลัง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%