กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวซอยเนื้อตุ๋นที่ลอยมาจากหม้อดินเผาใบเล็กบนเตาถ่าน แทบจะช่วยละลายความตึงเครียดจากคราบเขม่าอาถรรพ์ที่เกาะกุมตามเนื้อตัวของธาวินได้ในพริบตาเดียว
เรือนไม้สักทองโบราณริมแม่น้ำปิงหลังนี้ รอดพ้นจากภัยมืดในเขตอาคมของคดีก่อนมาได้อย่างเฉียดฉิว รินรดาเลือกที่จะไม่เอ่ยคำชมใดๆ ออกมาตั้งแต่พวกเขากลับถึงที่พัก หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีครามเพียงแต่จัดการวางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนวลลงตรงหน้าสถาปนิกหนุ่ม ท่าทางเงียบสงบแต่คล่องแคล่วของเธอบ่งบอกถึงความคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตท่ามกลางความเป็นความตายมานานนับปี
"กินเสีย ธาวิน พลังจิตที่นายใช้สแกนรอยร้าวของคานรับน้ำหนักในโกดังร้างเมื่อตอนบ่าย ดึงแคลเซียมและพลังชีวิตไปมากกว่าที่คิด... ถ้านายยังทำหน้าเครียดเป็นหินแกรนิตแบบนั้น ข้าวซอยชามนี้คงกลายเป็นยาขมไปเปล่าๆ" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่มักจะทำให้ธาวินรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาดในอก
ธาวินก้มมองเส้นบะหมี่สีเหลืองกรอบที่ลอยอยู่บนน้ำแกงกะทิข้นคลั่ก เขาวางช้อนลงช้าๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาเพื่อขับไล่ภาพรอยร้าวสีดำทมิฬที่ยังคงติดตาจากคดีตึกถล่มเมื่อหลายปีก่อน ภาพเหล่านั้นมักจะตามหลอกหลอนเขาในยามหลับตาเสมอ แต่แปลก... ตั้งแต่มีหญิงสาวผู้นี้เข้ามาเดินร่วมเส้นทางในฐานะมัคคุเทศก์วิญญาณ รอยร้าวในใจที่เคยผุกร่อนกลับเริ่มมีแนวประสานที่มั่นคงขึ้นทีละน้อย
"ผมแค่วิตกเรื่องโครงสร้างพลังงานของเขตอาคมวงรอบที่สามค่ะ... เอ่อ, หมายถึง... ผมหมายความว่า ผมแค่คิดว่าพวกมันซับซ้อนกว่าที่ตำราโบราณบันทึกไว้มาก" ธาวินรีบแก้คำพูดเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิดพลาด รินรดาเพียงแต่หลุบตาลงอมยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างนึกขันในความเนี้ยบที่ติดตัวชายหนุ่มมาแม้กระทั่งในยามพักผ่อน
"ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอกค่ะ ธาวิน ที่นี่ไม่มีแบบแปลนของราชการ ไม่มีผู้รับเหมาจอมเจ้าเล่ห์ และไม่มีแรงงานผีสางที่จะมาประท้วงเรื่องค่าแรง... ปล่อยวางเรื่องโครงสร้างลงสักชั่วโมงเถอะนะ" รินรดาเลื่อนจานผักดองและพริกผัดน้ำมันมาให้อย่างเป็นกันเอง บรรยากาศรอบตัวของทั้งคู่ในยามค่ำคืนนี้มีความเงียบสงบของสายน้ำคั่นกลาง ผสานกับเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบเรือนไม้ที่ช่วยขับกล่อมให้ประสาทสัมผัสอันตึงเครียดค่อยๆ คลายตัวลง
ธาวินตักน้ำแกงเข้าปาก รสชาติกลมกล่อมเผ็ดร้อนช่วยปลุกความกระปรี้กระเปร่าให้กลับคืนมา เขามองรelaษณีภาพของรินรดาที่กำลังคีบเนื้อน่องลายเข้าปากอย่างสบายใจ ชั่วขณะหนึ่ง ความคิดที่ว่าการเดินทางข้ามภพเพื่อสะสางวิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้ช่างโดดเดี่ยว ก็พลันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอุ่นวาบที่แปลกใหม่ เขาไม่เคยคิดเลยว่าสถาปนิกผู้ยึดมั่นในเหตุผลและตัวเลขอย่างเขา จะสามารถนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับมัคคุเทศก์ผู้สื่อสารกับโลกหลังความตายได้อย่างสนิทใจขนาดนี้
"คุณรินรดา..." ธาวินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคมกริบมองสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเฉลียวฉลาด "ทำไมคุณถึงเลือกอาชีพนี้ล่ะครับ... เอ่อ, หมายถึง การเป็นมัคคุเทศก์วิญญาณ มันไม่ได้มีแค่ความอันตราย แต่มันยังต้องแบกรับความโศกเศร้าของคนตายไว้ตั้งมากมาย คุณไม่เหนื่อยบ้างเลยหรือครับ"
ตะเกียบในมือของรินรดาชะงักไปนิดหนึ่ง เธอนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ราวกับกำลังย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำในอディต ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความหมาย
"บางคนเกิดมาเพื่อสร้างตึกสูงนับร้อยชั้นเพื่อให้คนเป็นได้อยู่อาศัย... แต่บางคน ก็เกิดมาเพื่อซ่อมแซมรอยร้าวในจิตวิญญาณที่กำลังจะพังทลายลงมาเช่นกันค่ะ ธาวิน" เสียงของเธอนุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบของสายลมยามค่ำคืน "ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันคือการเดินทางเปลี่ยนผ่านที่มักจะมี 'สิ่งตกค้าง' หลงเหลืออยู่เสมอ หากไม่มีใครคอยช่วยนำทาง พวกเขาก็จะติดอยู่ในซากปรักหักพังทางความรู้สึกไปตลอดกาล... เหมือนกับที่คุณกำลังพยายามซ่อมแซมบ้านหลังเก่าในใจตัวเองนั่นแหละค่ะ"
คำพูดนั้นราวกับมีค้อนเวทมนตร์มาเคาะลงตรงกลางหัวใจของธาวิน ความลับที่เขาพยายามปิดตายและซ่อนไว้หลังรอยร้าวแห่งความรู้สึกผิด กลับถูกหญิงสาวมองทะลุปรุโปร่งได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้เนตรอาถรรพ์ใดๆ เลย รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของสถาปนิกหนุ่ม เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดตั้งแต่พวกเขาเริ่มออกเดินทางด้วยกัน
บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ในมื้อค่ำที่ไร้เงาผู้คนนี้ เต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ความหวาดระแวงและความแปลกหน้าในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความไว้วางใจที่พร้อมจะเอาชีวิตเข้าแลกในยามคับขัน พวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่องราวในอดีต แผนผังอาคารโบราณ และเคล็ดลับการใช้อักขระปัดเป่าวิญญาณ โดยมีเสียงหัวเราะเบาๆ ลอยคลอไปกับสายลมแม่น้ำปิงอย่างผ่อนคลาย
ทว่า... ในขณะที่ตะเกียบในมือของธาวินกำลังจะคีบคำสุดท้ายเข้าปาก แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะก็เกิดวูบไหวขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่มีที่มาของกระแสลม
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนใสๆ ดังขึ้นในโสตประสาทของธาวินโดยตรง ซึ่งไม่ใช่เสียงของโลกมนุษย์ แต่มันคือระบบภารกิจอาถรรพ์ที่เขาผูกพันด้วยยามเมื่อก้าวเข้าสู่เขตแดนลี้ลับ หน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้าเข้มปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน พร้อมกับข้อความตัวอักษรสีแดงฉานที่สั่นระริกด้วยแรงกดดันมหาศาล
**[ระบบตรวจพบความผิดปกติระดับ SSS: เขตอาคมวงรอบที่สาม 'ประตูมิติสุสานโบราณ' กำลังถูกเปิดออกโดยบุคคลปริศนา]**
**[คำเตือน: พลังงานอาถรรพ์พุ่งสูงเกินขีดจำกัด 300% ตรวจพบเจตంటฆ่าระดับสูง มุ่งตรงมายังพิกัดเรือนพักริมน้ำปิงในระยะ 500 เมตร]**
**[เงื่อนไขฉุกเฉิน: จับมือกับมัคคุเทศก์วิญญาณเพื่อสร้างเขตป้องกันร่วมกันภายใน 60 วินาที มิฉะนั้นวิญญาณของท่านจะถูกดึงลงสู่ห้วงนรกนิรันดร์]**
ดวงตาของธาวินเบิกกว้างขึ้นทันที เขาสบตากับรินรดาที่ในตอนนี้ใบหน้าสงบนิ่งเมื่อครู่ ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดเฉียบคม ร่างเพรียวบางผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกับสะบัดข้อมือเรียกยันต์กระดาษสีทองออกมาถือไว้ในมืออย่างพร้อมรบ
"ธาวิน..." รินรดาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟันด้วยความเร่งรีบ "ดูเหมือนว่าแขกไม่ได้รับเชิญของเรา จะไม่ได้มาแค่เพื่อร่วมวงมื้อค่ำเสียแล้วล่ะค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความทรงจำนี้ไปด้วยกันนะคะ
มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต•ตอนที่ 7
มื้อค่ำที่ไร้เงา
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!