"ถอยหลังสามก้าว... แล้วเอาน้ำมนต์สาโทสาดใส่รอยแตกแยกที่มุมเสาหลักทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เดี๋ยวนี้ค่ะคุณธาวิน!"
เสียงหวานใสแต่เด็ดขาดราวกับประกาศิตของรินรดาแหวกลมหายใจหอบกระชั้นของธาวินขึ้นมาในเสี้ยววินาทีวิกฤต รอยร้าวสีแดงฉานที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นคอนกรีตเก่าคร่ำคร่าราวกับฝูงอสรพิษเพลิงกำลังแผดเสียงขู่คำรามก้องอยู่ในโสตประสาทของสถาปนิกหนุ่ม มันไม่ใช่รอยร้าวทางกายภาพธรรมดาที่เกิดจากการทรุดตัวของโครงสร้าง แต่เป็นรอยแยกของมิติเวลาและพลังงานอาถรรพ์ที่สะสมความแค้นของดวงวิญญาณนับร้อยชีวิตมานานหลายทศวรรษ
ธาวินไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำร่วมกับมัคคุเทศก์วิญญาณสาวทำให้เขาร่างกายเคลื่อนไหวไปก่อนที่สมองจะทันประมวลผล มือหนาคว้าขวดแก้วบรรจุน้ำมนต์กลิ่นฉุนรุนแรงสาดออกไปตามทิศทางที่ได้รับคำสั่งทันที ละอองน้ำมนต์สีใสเมื่อกระทบเข้ากับกระแสพลังงานสีแดงเพลิงก็เกิดเสียงปะทะดัง *ซ่า!* ราวกับน้ำมันสาดใส่กองไฟ กลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วห้องโถงกว้างของอาคารพาณิชย์ร้างแห่งนี้ แรงปะทะทำให้โครงสร้างสั่นสะเทือนจนฝุ่นผงปูนซีเมนต์ร่วงกราวลงมาจากเพดานราวกับหิมะมรณะ
"เอาล่ะค่ะ ประสานอินทรีย์อัขระปิดผนึกที่ฉันสอนเมื่อคืนนี้ ขึงตาข่ายพลังงานไว้ อย่าให้มันลามขึ้นไปถึงชั้นบนเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นโครงสร้างหลักทั้งหมดได้พังครืนลงมาฝังพวกเราไว้ใต้ซากปรักหักพังเหมือนเหตุการณ์ในอดีตของคุณแน่"
รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ทว่าแววตาคู่คมกลับเป็นประกายจริงจัง มือเรียวบางตวัดกระดาษยันต์สีเหลืองนวลนับสิบใบออกไปกลางอากาศ ยันต์แต่ละแผ่นหมุนวนด้วยความเร็วสูงเกิดเป็นกำแพงอักขระโบราณสีทองเรืองรอง ธาวินกัดฟันกรอด ฝ่ามือทั้งสองข้างสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้า แต่เขากลับรวบรวมสมาธิทั้งหมดเพ่งมองผ่านเลนส์แว่นสายตา เลนส์พิเศษที่ถูกหลอมขึ้นด้วยศาสตร์ไสยเวทและวิศวกรรมโครงสร้างทำให้เขามองเห็น "จุดอ่อน" หรือรอยต่อของพลังงานที่เชื่อมโยงระหว่างชั้นล่างและชั้นบนได้อย่างแม่นยำราวนั่งมองแผนผัง CAD ในคอมพิวเตอร์
"ยันต์สี่ทิศ... สำเร็จ!"
ธาวินตะโกนก้องพร้อมกับตบฝ่ามือลงบนพื้นคอนกรีต เสียงระเบิดเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับตาข่ายพลังงานสีทองที่แผ่ขยายออกไปล็อกรอยร้าวสีแดงฉานเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว ร่างกายของสถาปนิกหนุ่มทรุดฮวบลงนั่งคุกเข่ากับพื้นด้วยความอ่อนระлуย เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าคมคายที่ตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าและฝุ่นผง
รินรดาเดินเข้ามาใกล้ ใช้ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่ไหล่หนาเพื่อถ่าย 3 เทพลังงานอุ่นซ่านเข้าสู่ร่างกายของเขา ช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บภายในที่เกิดจากการต้านทานแรงกระแทกของอาถรรพ์ได้อย่างชะงัก
"ทำได้ไม่เลวนี่คะคุณธาวิน เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจนน่าตกใจแล้ว... ดูท่าว่าการเคี่ยวเข็ญคุณอย่างหนักหน่วงเมื่อสัปดาห์ก่อนจะไม่เสียเปล่า" รินรดาเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก แววตาฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
ธาวินถอดแว่นสายตาออกมาใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบเหงื่อและฝุ่น หัวเราะแห้งๆ ในลำคอ "ถ้าผมทำพลาดแม้แต่วินาทีเดียว ผมคงได้กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่คอยเดินวนเวียนอยู่ในตึกนี้ไปตลอดกาลแน่ๆ ครับ... เอ่อ ขอโทษทีครับ ชินปากไปหน่อย... ค่ะ" เขารีบแก้คำพูดทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นสายตาปราบเซียนของมัคคุเทศก์สาว
รินรดาส่ายหน้าเบาๆ อย่างระอาปนเอ็นดู "รู้จักปรับตัวไวดีนี่คะ... เอาล่ะ พักหายใจหายคอแค่หนาวีเดียวพอ เพราะงานของเรายังไม่จบ รอยร้าวเมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่สัญญาณเตือนภัย เบื้องบนต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริงที่เราต้องขึ้นไปไขปริศนา"
เธอมองแหงนขึ้นไปเบื้องบน เพดานของห้องโถงชั้นสองแห่งนี้มีร่องรอยของการต่อเติมเสริมแต่งอย่างลวกๆ ฝ้าเพดานยิปซัมบางจุดแอ่นโค้งลงมาเนื่องจากความชื้นและกาลเวลา แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ รอบๆ ขอบรอยต่อของฝ้าเพดานมีรอยจารอักขระโบราณสีดำสนิทที่ถูกเขียนทับอำพรางไว้ด้วยสีทาบ้านหลายชั้น ซึ่งหากไม่ใช่สายตาของสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างและดวงตาที่มองเห็นอาถรรพ์เช่นพวกเขา ก็ไม่มีทางสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้อย่างแน่นอน
"ฝ้าเพดานตรงนั้น..." ธาวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สวมแว่นตากลับเข้าที่เดิม สายตาคมกวาดมองวิเคราะห์โครงสร้างเหล็ก C-Channel ที่รองรับฝ้าเพดานอยู่เบื้องบน "มีการดัดแปลงโครงสร้างอย่างผิดกฎหมาย วิศวกรผู้ออกแบบเดิมไม่ได้ใส่คานรับน้ำหนักจุดนี้ไว้ แต่ทำไมถึงมีพื้นที่ว่างระหว่างชั้นสองกับหลังคาขนาดใหญ่ได้ล่ะ?"
"เพราะมันคือ 'ห้องลับ' ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกักเก็บอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้ใครพบเห็นยังไงล่ะคะ" รินรดากล่าวเสียง The คำพูดของเธอยิ่งเพิ่มบรรยากาศความน่าสะพรึงกลัวให้หนาแน่นขึ้น
สถาปนิกหนุ่มไม่รอช้า เขานำเครื่องมือช่างอเนกประสงค์ออกจากกระเป๋าคาดเอว ปีนขึ้นไปบนโต๊ะทำงานเก่าที่ผุกร่อนเพื่อเอื้อมมือให้ถึงรอยต่อฝ้าเพดาน มือหนาใช้ประแจเหล็กเคาะสำรวจทิศทางเสียง *ก๊อกๆ... ก๊อก... ปุก!* เสียงสะท้อนที่เปลี่ยนจากเสียงทึบเป็นเสียงกลวงโบ๋ยืนยันสมมติฐานของเขาได้อย่างชัดเจน
"ตรงนี้แหละครับ พื้นที่ว่างเหนือฝ้าเพดานมีความกว้างพอๆ กับห้องนอนขนาดเล็กหนึ่งห้องเลยทีเดียว"
ธาวินใช้ปลายประแจงัดแผ่นฝ้าเพดทันยิปซัมแผ่นเก่าที่ผุกร่อนออก ทันทีที่รอยต่อถูกเปิดออก กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับกลิ่นเหม็นเน่าจางๆ และกลิ่นหอมหวานประหลาดของธูปโบราณก็โชยทะลักออกมาปะทะจมูกจนทั้งคู่ต้องนิหน้าด้วยความสะอิดสะเอียน
รินรดายกมือขึ้นปิดจมูกเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "กลิ่นแบบนี้... มันคือกลิ่นของ 'ชาดแดงผสมน้ำมันพรายโบราณ' ระวังตัวด้วยนะคะคุณธาวิน บนนั้นอาจจะมีสิ่งที่ไม่รับเชิญรอต้อนรับเราอยู่"
ธาวินพยักหน้ารับอย่างระมัดระวัง เขาหยิบไฟฉายแรงสูงออกมากดเปิดส่องขึ้นไปในความมืดมิดเหนือฝ้าเพดาน แสงไฟสีขาวนวลสาดส่องทะลุผ่านความมืด เผยให้เห็นภาพน่าขนลุกที่ทำให้เลือดในกายของสถาปนิกหนุ่มเย็นเฉียบ
บนโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิม มีร่างของโครงกระดูกมนุษย์นั่งคุดคู้พิงมุมผนังอยู่ ร่างนั้นสวมชุดสูททำงานสไตล์ยุค 90s ที่เปื่อยยุรเย่อ รอบตัวเต็มไปด้วยเครื่องรางของขลังสายดำและแผ่นยันต์สีเลือดที่หลุดล่อนออกมา แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของธาวินมากที่สุด คือ "กระบอกเหล็กทรงกระบอก" สีดำสนิมเขรอะที่วางอยู่ระหว่างตักของโครงกระดูกนั้น
และที่ผนังด้านข้างของห้องลับ... มีพิมพ์เขียวขนาดใหญ่พิมพ์ลงบนกระดาษไขโบราณ ถูกกางตรึงไว้ด้วยตะปูเหล็กยาว พิมพ์เขียวแผ่นนั้นมีรอยขีดเขียนด้วยปากกาหมึกสีแดงเลือดนกเป็นวงกลมล้อมรอบจุดสำคัญของตึก พร้อมกับข้อความด้วยลายมือหวัดๆ ที่อ่านได้ความว่า:
*'โครงสร้างนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นหลุมศพ... ใครก็ตามที่ขุดคุ้ยความจริง จะต้องถูกฝังกลบไปพร้อมกับรอยร้าว!'*
ธาวินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบกระบอกเหล็กและพิมพ์เขียวแผ่นนั้นเพื่อตรวจสอบเบาะแสสำคัญ จู่ๆ แสงไฟฉายในมือก็กระพริบไหวรุนแรงจนดับวูบลงสนิท ความมืดมิดเข้าปกคลุมพื้นที่เหนือฝ้าเพดานทันที
ในความมืดสนิทนั้นเอง... เสียงกระซิบแหบพร่าเย็นยะเยือกดังขึ้นชิดใบหูของธาวิน ลมหายใจเย็นเฉียบเป่ารดต้นคอจนขนลุกซู่
*"ยินดีต้อนรับ... สู่โครงสร้างสุดท้าย... สถาปนิกผู้โง่เขลา..."*
รินรดาที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านล่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร้องตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงร้อนรนที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "คุณธาวิน! ถอยออกมาเดี๋ยวนี้! นั่นไม่ใช่เสียงของวิญญาณธรรมดา... แต่เป็นเจ้าของตึกคนแรกที่ใช้ชีวิตสังเวยให้กับเสาเอกต้นนั้น!"
ทว่า... ก่อนที่ธาวินจะทันได้ขยับตัวถอยหนี มือที่แห้งกร้านราวกิ่งไม้แห้งและเย็นเยือกดุจน้ำแข็งนับสิบข้างก็พุ่งทะลวงออกมาจากความมืด คว้าข้อแขนและลำตัวของเขาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ลากร่างของเขาร่วงหายขึ้นไปในความมืดมิดเหนือฝ้าเพดานก่อนที่แผ่นฝ้าจะปิดสนิทลงด้วยเสียงดัง *ปัง!* สนั่นหวั่นไหว
---
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับนภากระซิบผีนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต•ตอนที่ 3
จดหมายจากคนตาย
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัคคุเทศก์วิญญาณกับสถาปนิกผู้เห็นรอยร้าวในอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!