เสียงเคาะไม้บรรทัดเหล็กกับโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำครึดังปึงใหญ่ สะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงชั้นล่างของตึกแถวโบราณอายุร่วมห้าสิบปี
"รินรดา! อย่ามาทำเป็นหูทวนลม เอกสารโอนกรรมสิทธิ์อยู่ตรงนี้ เซ็นซะแล้วพวกเราจะปล่อยให้เธอเก็บของออกไปแต่โดยดี ดีกว่าปล่อยให้ศาลสั่งบังคับคดีแล้วต้องหอบกระเป๋าออกไปแบบไม่เหลือแม้แต่เศษหน้า!"
เสียงแหลมสูงของป้าวิภา ป้าแท้ๆ ที่มีศักดิ์เป็นพี่สาวของแม่ผู้ล่วงลับ ดังแทรกเสียงรถราที่วิ่งผ่านไปมาบนถนนย่านเก่าแก่แห่งนี้ แววตาของหญิงวัยกลางคนเต็มไปด้วยความโลภและความกระวนกระวาย มือที่สวมแหวนทองคำเส้นโตสั่นระริกด้วยความอยากได้อยากมีที่ดินผืนนี้มาเนิ่นนาน
รินรดาในผ้ากันเปื้อนสีดิบเลอะคราบแป้งและซอส ค่อยๆ วางทัพพีไม้ในมือลงบนเคาน์เตอร์สแตนเลสขัดเงา เธอไม่ได้หันไปมองกระดาษแผ่นนั้นแม้แต่น้อย สายตาของเธอนิ่งสนิท ทว่าประกายในดวงตากลับคมกริบราวกับมีดปอกผลไม้ที่เพิ่งลับจนคมกริบ
"ที่ดินแปลงนี้เป็นมรดกที่อาม่าตั้งใจยกให้หนูเพื่อทำร้านอาหาร ไม่ใช่สมบัติที่พวกคุณจะเอาไปจำนองเพื่อใช้หนี้พนันบอลของลูกชายตัวเองนะครับ คุณป้าวิภา" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าหนักแน่นจนอีกฝ่ายชะงัก
"นังเด็กนี่! ปากดีนักนะ! แกคิดว่าเปิดร้านขายข้าวแกงโทรมๆ แบบนี้ จะหาเงินมาใช้หนี้ภาษีที่ค้างไว้ได้หรือไง? อีกสามวันถ้าไม่มีเงินก้อนมาเคลียร์ ทางเทศบาลเขาก็ยึดตึกนี้อยู่ดี สู้ขายให้เสี่ยเพ้งเอาเงินไปตั้งตัวยังฉลาดกว่า!"
วิภาปรี่เข้าไปใกล้เคาน์เตอร์หมายจะคว้ามือรินรดามารูดเซ็นชื่อให้ได้ ทว่ากลิ่นหอมฉุนอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเทศต้มเคี่ยวจนแตกมันก็โชว์อานุภาพขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
*ฟรึบ...*
กลิ่นหอมร้อนแรงของผงกะหรี่แท้คั่วกับหัวหอมใหญ่จนเป็นสีคาราเมล ตามด้วยความมันละมุนของกะทิสดและกลิ่นอวลจางๆ ของใบยี่หร่า ลอยอบอวลแทรกซึมผ่านบรรยากาศตึงเครียดภายในร้านจนทุกคนต้องสูดลมหายใจเข้าโดยไม่รู้ตัว ท้องของลูกพี่ลูกน้องที่ยืนสมุนอยู่ด้านหลังส่งเสียงโครกครากออกมาอย่างน่าขัน
รินรดายกหม้อดินขนาดกลางที่เพิ่งเคี่ยวแกงกะหรี่ไก่สูตรโบราณของอาม่าลงจากเตาถ่าน ควันสีขาวนวลพวยพุ่งพร้อมกับเศษมันไก่สีส้มใสที่ลอยหน้าชวนน้ำลายสอ เธอตักแกงร้อนๆ ราดลงบนข้าวสวยเม็ดร่วนเรียงตัวสวยในจานสังกะสีเคลือบสีขาวขอบน้ำเงิน จัดวางเนื้อน่องไก่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มที่หลุดร่อนจากกระดูกได้ด้วยการสะกิดเบาๆ
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของเชฟสาวอีก เธอเพียงแค่เลื่อนจานข้าวแกงกะหรี่ควันฉุยนั้นไปวางไว้ตรงกลางโต๊ะไม้ ห่างจากกองเอกสารโอนที่ดินเพียงคืบเดียว
บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปชั่วขณะ ความตึงเครียดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอันน่าประหลาด มีเพียงเสียงน้ำมันเดือดเบาๆ ในหม้อข้างเคียง และเสียงกลืนน้ำลายของคนที่ยืนล้อมวงอยู่
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูไม้สักบานเฟี้ยมหน้าร้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างสูงโปรดในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีเทาเข้มก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางร้าน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระยับเจือจางปะปนกับกลิ่นอายฝนยามบ่าย แต่สิ่งที่สะดุดตาสุดคือใบหน้าคมคายที่ติดจะบึ้งตึงและแววตาคู่คมที่กวาดมองไปรอบร้านด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
"นี่น่ะหรือ... ร้านอาหารที่กล้าปฏิเสธข้อเสนอซื้อกิจการของผม?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเย็นจนอุณหภูมิในร้านราวกับลดฮวบลงไปหลายองศา
รินรดากวาดตามองชายหนุ่มผู้มาใหม่ แววตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อจำใบหน้านั้นได้—พฤกษ์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้ทรงอิทธิพลที่ส่งคนมาตามตื๊อขอซื้อตึกแถวนี้มาตลอดเดือน
และเขาก็คือคนที่ขึ้นชื่อว่า "กินยากที่สุดในย่านเก่า" เพราะไม่เคยยอมแตะอาหารข้างทางร้านไหนเลยแม้แต่ร้านเดียว... จนกระทั่งวินาทีนี้ ที่สายตาคมกริบของเขาคู่นั้น กำลังจดจ้องนิ่งอยู่ที่จานข้าวแกงกะหรี่ไก่ร้อนๆ ซึ่งส่งกลิ่นยั่วยวนพุ่งเข้าชนจมูกเขาเต็มๆ โดยไม่มีทางหลบเลี่ยง
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนแรกด้วยนะครับ
เชฟร้านรถเข็นกับคุณชายที่กินยากที่สุดในย่านเก่า•ตอนที่ 1
กลิ่นแกงกะหรี่ในตึกเก่า
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟร้านรถเข็นกับคุณชายที่กินยากที่สุดในย่านเก่า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!