ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน•ตอนที่ 39

ฝ่าวงล้อมสังหาร

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
คมกระบี่สีนิลสะท้อนแสงจันทร์สาดส่องลงบนพื้นหินอ่อนของตำหนักบูรพา ดุจประกายเกล็ดปลาในกระแสน้ำเชี่ยว หลินซูเหยากวาดสายตาคมปลาบมองเงาร่างนับสิบที่เคลื่อนไหวราวกับภูตพรายอยู่เหนือหลังคากระเบื้องเคลือบ อาภรณ์ปักลายหงส์ทองเนื้อดีพลิ้วไหวตามแรงลมราตรี ทว่ามิได้ทำให้ความเยือกเย็นในดวงตาคู่นั้นสั่นคลอนแม้แต่น้อย ปิ่นจิ่วว์มุกราตรีบนมวยผมสั่นไหวเล็กน้อยทุกครั้งที่นางขยับกาย ทว่าท่วงทักษะนั้นยังคงสง่างามราวกับเทพเซียนเดินดิน มิใช่สตรีที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมแห่งความตาย "ดูท่าทางแล้ว... องค์รัชทายาทคงทรงทุ่มเททุนรอนไม่น้อยในการซื้อหาคมกระบี่ชุดนี้มาต้อนรับพวกเรา เพคะท่านอ๋อง" เสียงหวานใสที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เยียบเย็นและบาดลึกเสียจนผู้ฟังต้องขนลุกชัน หลินซูเหยาแย้มสรسวลน้อยๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามดั่งบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับซ่อนพิษร้ายแรงไว้ภายใน จ้าวเฟยหลงที่ยืนเคียงข้างกันในอาภรณ์คลุมกายสีทมิฬปักลายพยัคฆ์ด้วยด้ายเงินแท้ แค่นเสียงหัวเราะต่ำในลำคอ นัยน์ตาคู่นคมกริบดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อกวาดมองเหล่ามือสังหารที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาล้อมกรอบทีละน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศรอบกายลดฮวบลงราวกับเข้าสู่เหมันต์ฤดู "ซื้อมาแพงเพียงใด สุดท้ายก็เป็นเพียงเศษเหล็กที่ต้องทิ้งไว้ให้สุนัขแทะเล่นอยู่ดี" สิ้นคำพูดนั้น ร่างสูงใหญ่ของจ้าวเฟยหลงก็พุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าฟาด ทรงพลังและเด็ดขาด มือหนากระชากกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบกันกังวานใสบาดแก้วหู ก่อนที่ประกายไฟจากการปะทะจะสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ชั่วพริบตาเดียว เลือดสีแดงฉานก็สาดกระเซ็นย้อมผืนแผ่นหินขาวบริสุทธิ์ให้กลายเป็นสีชาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายฝนที่กำลังจะมาเยือน หลินซูเหยามิได้ยืนดูอยู่เฉยๆ มือเรียวบางภายใต้แขนเสื้อกว้างสะบัดออกเบาๆ เข็มเงินเคลือบพิษเจ็ดราตรีสว่างวาบราวกับดวงดาวต้องคำสาป นางซัดออกไปสามเล่มรวดด้วยความแม่นยำดุจจับวาง เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากมุมมืด ร่างของมือสังหารที่กำลังจะลอบเร้นเข้ามาทางด้านหลังทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ปากดำคล้ำและสิ้นใจตายทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องเตือนพรรคพวก "ระวังเบื้องซ้ายค่ะท่านอ๋อง!" หลินซูเหยาเอ่ยเตือนเสียงเรียบ พร้อมกับหมุนตัวหลบคมดาบที่พุ่งเข้ามาหาอย่างเฉียดฉิว ชายกระโปรงผ้าไหมแพรต่วนปักดิ้นทองหมุนวนเป็นวงกลมงดงามราวกับกลีบดอกบัวที่กำลังร่วงหล่น ทว่าในมือคู่นั้นกลับถือมีดสั้นอาบยาพิษที่พร้อมปลิดชีพผู้คนได้ทุกเมื่อ การประสานงานของคนทั้งสองงดงามราวกับการร่ายรำคู่บนเวทีแห่งความตาย ฝ่ายชายดุร้าย ทรงพลัง และกวาดล้างศัตรูเบื้องหน้าให้ราบคาบราวกับพายุฤดูร้อน ฝ่ายหญิงเฉียบคม เยือกเย็น และคอยสกัดกั้นจุดบอดรวมถึงปลิดชีพศัตรูจากด้านหลังอย่างเงียบเชียบแต่เด็ดขาด ไม่มีคำพูดฟุ่มเฟือย มีเพียงจังหวะการหายใจที่สอดประสานกันอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าพวกเขากลายเป็นร่างเดียวกันในการต่อสู้ครั้งนี้ มือสังหารชุดดำถาโถมเข้ามาไม่ขาดสายราวกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ทว่าไม่ว่าจะมาก a เพียงใด ก็ไม่สามารถผ่านแนวป้องกันของคนทั้งสองไปได้ ร่างแล้วร่างเล่าล้มลงทับถมกันจนกลายเป็นภูเขาขนาดย่อม กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งหนាแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบหายใจไม่ออก ทว่าแววตาของหลินซูเหยากลับยิ่งเปล่งประกายความตื่นเต้นระคนสะใจ นางย่างสามขุมเข้าไปใกล้หัวหน้ามือสังหารที่ถูกจ้าวเฟยหลงกดร่างไว้กับพื้นด้วยปลายกระบี่จ่อที่ลำคอ "บอกมา... ใครส่งพวกเจ้ามา" หลินซูเหยาเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่ากดดันเสียจนหัวหน้ามือสังหารผู้ผ่านศึกมาโชกโชนยังต้องตัวสั่นสะท้าน หัวหน้ามือสังหารหัวเราะในลำคออย่างน่าสมเพช เลือดสดๆ ไหลย่าnoมุมปาก "หึ... คิดว่าข้าจะบอกรึ... พวกเจ้าไม่มีทางรอดไปจากที่นี่หรอก..." ฉับพลัน ดวงตาของมือสังหารผู้นั้นก็เบิกโพลงขึ้นด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของหลินซูเหยา รอยยิ้มที่งดงามดั่งปีศาจจำแลง "ข้าไม่ได้ถามเพื่อให้เจ้าตอบอยู่แล้วค่ะ... แค่ต้องการเวลาให้พิษซึมเข้าสู่กระแสเลือดของเจ้าก็เท่านั้น" หลินซูเหยาเอ่ยยิ้มๆ ก่อนที่หัวหน้ามือสังหารจะกระอักเลือดสีดำสนิทออกมาคำโต และแน่นิ่งไปในทันที ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากเบื้องล่าง พร้อมกับแสงคบเพลิงที่สว่างไสวราวกับกลางวัน กองกำลังทหารรักษาพระองค์ในชุดเกราะเหล็กเต็มยศภายใต้การนำของแม่ทัพใหญ่แห่งวังหลวงก้าวเข้ามาปิดล้อมตำหนักบูรพาเอาไว้จนแทบไม่เหลือช่องว่าง "บังอาจนัก! บุกรุกตำหนักบูรพาและสังหารองครักษ์หลวงกลางดึกเช่นนี้ พวกเจ้าคิดจะก่อกบฏหรืออย่างไร!" เสียงตะคอกก้องกังวานด้วยความโกรธเกรี้ยวขององค์รัชทายาทดังขึ้นจากระเบียงชั้นสอง พระองค์ทรงแย้มพระสรวลด้วยความเย้ยหยันขณะทอดพระเนตรมองลงมายังเบื้องล่าง จ้าวเฟยหลงมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ชายหนุ่มค่อยๆ ลดกระบี่ในมือลง ปัดเศษฝุ่นที่เกาะตามอาภรณ์อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้าวเข้าไปโอบเอวบางของหลินซูเหยาเข้ามาแนบชิดอย่างถือสิทธิ์ สายตาดุร้ายราวกับพยัคฆ์มองขึ้นไปเบื้องบนด้วยความเหยียดหยัน "ก่อกบฏหรือพ่ะย่ะค่ะ..." จ้าวเฟยหลงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ กังวานไปทั่วบริเวณ "เกรงว่าคนที่ต้องตอบคำถามนี้... คือองค์รัชทายาทผู้ซ่องสุมกำลังพลและส่งมือสังหารมาลอบปลงพระชนม์ท่านอ๋องต่างหาก" สิ้นคำพูดนั้น หลินซูเหยาก็หยิบแผ่นป้ายทองคำสลักลายพยัคฆ์ประดับหยกแท้ขึ้นมาชู1ข้างกาย แสงคบเพลิงสะท้อนกระทบกับตัวอักษรบนแผ่นป้ายจนสว่างวาบ ทำให้แม่ทัพใหญ่และเหล่าทหารรักษาพระองค์ต่างพากันหน้าถอดสี คุกเข่าลงคำนับด้วยความหวาดกลัวทันที "ราชโองการลับจากฮ่องเต้... เสด็จพ่อทรงประทานอำนาจเด็ดขาดให้ท่านอ๋องและหม่อมฉัน ในการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ในราชสำนักได้ทันทีโดยไม่ต้องทูลขออนุญาตเพคะ" หลินซูเหยาเอ่ยยิ้มๆ น้ำเสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจเสียจนผู้ฟังต้องก้มหน้ารับคำสั่ง องค์รัชทายาทบนระเบียงถึงกับพระพักตร์ถอดสี ทรงก้าวถอยหลังไปสามก้าวด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อแผนการทั้งหมดถูกเปิดโปงอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งรับทัน และในจังหวะที่ทุกสายตาต่างจดจ้องไปยังแผ่นป้ายทองคำในมือของหลินซูเหยานั้นเอง เสียงฝีเท้าฝีพาลฝีปากหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังกลุ่มทหารรักษาพระองค์—เสียงปรบมือช้าๆ ที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและคุ้นเคยอย่างประหลาด "ช่างเป็นเกมการเดินหมากที่งดงามยิ่งนัก... พระชายาหลิน" หลินซูเหยาชะงักกึก ร่างเพรียวบางแข็งทื่อไปชั่วขณะ นางค่อยๆ หันกลับไปมองยังต้นเสียง ท่ามกลางความมืดที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามา บุคคลผู้ไม่ควรจะปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้มากที่สุด กำลังก้าวออกมาจากเงาไม้พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก—องค์ชายสามผู้ควรจะถูกคุมขังอยู่ในตำหนักสำนึกตนด้วยโทษกบฏ! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันไปพร้อมกับความเงียบแต่เชือดเฉือนนี้นะคะ --- **เงียบแต่ฟาดเรียบ**
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ชายาคนนี้... ข้าขอหย่าตั้งแต่เมื่อวาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%