“คุณกำลังใช้ *Confirmation Bias* เข้าข้างตัวเองเกินไปนะคะ คุณธันวา”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราายใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งดังขึ้น ท่า่ามกลางความเงียบงัดของห้องประชุมใหญ่ชั้นสี่สิบ ที่ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดเสียยิ่งกว่าห้องผ่าตัดหัวใจ รินยกปลายนิ้วขึ้นเคาะโต๊ะกระจกใสเบาๆ เป็นจังหวะ ส้นสูงทรงเข็มสีดำสนิทหยุดนิ่งสนิทหลังจากก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าหัวโต๊ะ ประหนึ่งผู้พิพากษาที่พร้อมจะเคาะค้อนตัดสินคดีความสำคัญ
ธันวาเงยหน้าขึ้นจากแท็บเล็ตในมือ ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นสายตาดุจศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์หรี่ลงเล็กน้อย เขากำลังประเมินผู้หญิงตรงหน้า—อดีตเด็กฝึกงานที่เขาเคยเซ็นประเมินให้ผ่านแบบขอไปทีเมื่อสามปีก่อน เธอกลับมาในวันนี้ด้วยลุคที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว สูตรสูทเข้ารูปสีเทาเข้มขับเน้นสัดส่วนปราดเปรียว ผมยาวมัดรวบตึงเผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าเฉี่ยวคมที่ไม่ได้มีแววตาหวาดหวั่นเกรงกลัวเขาเหมือนวันวานอีกต่อไปแล้ว
“ผมอิงตามตัวเลขสถิติและพฤติกรรมผู้บริโภคย้อนหลังสามปีค่ะคุณริน” ธันวาเน้นเสียงคำว่า *'ค่ะ'* เลียนแบบสำเนียงของเธออย่างจงใจเพื่อกวนประสาท “มันคือหลักการทางจิตวิทยาเชิงปริมาณ ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเอง... และผมคิดว่าที่ปรึกษาโปรเจกต์ระดับพันล้าน น่าจะมีวิจารณญาณมากพอก่อนจะใช้คำว่าอคติมาตัดสินคนอื่น”
รินแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ทำเอาคนฟังรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจอย่างประหลาด เธอก้าวเข้าไปประชิดขอบโต๊ะฝั่งตรงข้าม โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อกดดันให้ระยะห่างลดลง ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง
“จิตวิทยาไม่ได้มีไว้ให้คุณเอามาใช้ *Gaslighting* ลูกทีมเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดในการประเมินความเสี่ยงหรอกนะคะ” รินกระซิบเสียงลอดไรฟัน รอยยิ้มมุมปากของเธอมันช่างเย้ายวนและน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน “ถ้าคุณยังยึดติดกับทฤษฎีในตำราขึ้นขึ้นราพวกนั้น โปรเจกต์นี้พังไม่เป็นท่าก่อนปิดไตรมาสแน่ค่ะ”
ธันวาขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ความเงียบงันโรยตัวปกคลุมห้องประชุมจนได้ยินเสียงแอร์ทำงานชัดเจน ในทางจิตวิทยา ระยะห่างระหว่างพวกเขากำลังลดลงจนอยู่ในโซนที่เรียกว่า *Intimate Space*—พื้นที่ส่วนตัวที่อนุญาตให้เฉพาะคนสนิทเข้าใกล้ แต่นี่ไม่ใช่ความเสน่หา มันคือสนามประลองฝีปากระหว่างเสือสองตัวที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอกให้กัน
ให้ตายสิ... ผู้หญิงคนนี้ช่างต่อต้านสัญชาตญาณความสงบในจิตใจของเขาเสียจริง จากเด็กสาวเงียบๆ ที่มักจะก้มหน้าหลบสายตาเขาในห้องทำงานแคบๆ เมื่อสามปีก่อน ตอนนี้เธอกลับกลายร่างเป็นแมวป่าตัวจิ๋วที่กางกรงเล็บพร้อมข่วนหน้าเขาได้ทุกเมื่อ รินเก่งขึ้น แสบขึ้น และที่สำคัญ... เธอดึงดูดสายตาของเขาให้ละไปไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
“ถ้าคิดว่าผมพลาด เชิญเสนอแผนสำรองที่ดีกว่ามาสิครับ... เอ้ย, คะ” ธันวาเผลอหลุดคำเดิมออกมาด้วยความเคยชินก่อนจะรีบแก้คำอย่างรวดเร็ว รินหรี่ตามองความผิดพลาดเล็กๆ นั้นทันที มุมปากของเธอหยักยิ้มขึ้นอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“ปากแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะคะ” รินเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ ดวงตาพราวระยับ “ระวังเถอะค่ะ คนที่ชอบปฏิเสธความรู้สึกตัวเองมากๆ สุดท้ายมักจะกลายร่างเป็นหมาโบ้คอยวิ่งตามง้อคนอื่นจนหัวซุกหัวซุน”
“ผมไม่มีทางทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นแน่” ธันวายืดตัวขึ้นเต็มความสูงเพื่อทวงคืนความน่าเกรงขาม เขาลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเธอในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ กลิ่นวานิลลาผสมความสะอาดลอยเข้าแตะจมูก ปลุกเร้าประสาทสัมผัสของเขาให้ปั่นป่วนจนน่าหงุดหงิด “อย่าประเมินความเด็ดขาดของวิศวกรต่ำไป ริน”
“งั้นก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสคะ... ว่าคุณแน่จริง ไม่ใช่ดีแต่ปาก”
รินท้าทายด้วยการเอียงคอมองอย่างท้าทาย เธอยื่นมือเรียวบางออกไปเพื่อหยิบแฟ้มเอกสารสำคัญบนโต๊ะ แต่จังหวะนั้นเอง ปลายเท้าของเธอกลับสะดุดเข้ากับขาเก้าอี้ที่ถูกเลื่อนออกมาผิดตำแหน่ง ร่างเพรียวบางเซถลาล้มลงไปข้างหน้าตามแรงโน้มถ่วง
ธันวาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สัญชาตญาณความเป็นวิศวกรและชายหนุ่มทำงานเร็วกว่าความคิด มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางของเธอไว้ได้อย่างเฉียดฉิว ดึงรั้งเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างของรินกระแทกเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอและริมฝีปากของกันและกัน รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มือข้างหนึ่งเผลอวางทาบลงบนอกเสื้อของเขา สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วผิดปกติราวกับกลองเพล ส่วนธันวาก็ก้มมองคนในอ้อมแขนที่อยู่ใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นหอมหวานจากเรือนผมของเธอซึมซาบเข้าสู่โสตประสาท ทำเอาสมองที่เคยมีแต่ทฤษฎีและเหตุผลของเขากลายเป็นสีขาวโพลนในพริบตา
“ปล่อยได้แล้วค่ะ...” รินกระซิบเสียงแผ่วเบa ความมั่นใจทั้งหมดเมื่อครู่มลายหายไปในอากาศ แทนที่ด้วยความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาวเนียน
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขายังคงประคองเธอไว้แน่นโดยไม่ยอมขยับเขยื้อน ราวกับถูกสะกดจิตด้วยนัยน์ตาคู่สวยที่กำลังสั่นไหวเล็กน้อย ปากร้ายๆ ที่เคยต่อปากต่อคำเมื่อกี้กลับถูกปิดผนึกสนิทด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่เรียกว่า 'เคมี'
แกร๊ก—!
เสียงเปิดประตูห้องประชุมดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาของบุคคลที่สามที่ทำลายบรรยากาศอันตึงเครียดแต่ชวนใจเต้นระส่ำนี้ลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ
“เฮ้ย ธันวา เอกสารโปรเจกต์... อุ๊บส์! กูมาขัดจังหวะอะไรมึงสองคนหรือเปล่าเนี่ย?”
เสียงทุ้มคุ้นเคยของเมฆดังขึ้นพร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นเพื่อนสนิทสายเย็นชาของตนกำลังโอบกอดที่ปรึกษาคนใหม่ไว้แนบแน่นกลางห้องประชุม ราวกับพระเอกในซีรีส์โรแมนติก ดราม่าที่กำลังอินเลิฟขั้นสุด!
ธันวาตื่นจากภวังค์ รีบผละมือออกจากเอวบางของรินทันทีราวกับโดนไฟลวก ใบหน้าคมคายแสร้งทำเป็นเรียบเฉยกลบเกลื่อนความพิรุธสุดขีด ขณะที่รินหน้าแดงแจ๋ รีบก้าวถอยหลังออกห่างสามก้าว จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยความกระอักกระอ่วน
ขอบพระคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนแรกนี้นะคะ แล้วมาลุ้นไปพร้อมกันในตอนหน้าค่ะ!
วิศวกรหัวใจ (ไม่) ให้ร้าย: เผลอใจให้คนซึน•ตอนที่ 1
เมื่ออดีตเด็กฝึกงานกลายเป็นที่ปรึกษา
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรหัวใจ (ไม่) ให้ร้าย: เผลอใจให้คนซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!