“ฝ่าบาท... คำที่ว่า ‘นกกระจอกเทศถูกกำจัดเมื่อพ้นฤดูกาลล่า’ นั้น พระองค์ทรงเห็นว่าข้าพเจ้าคือสัตว์ปีกเช่นนั้นหรือพะย่ะค่ะ?”
เสียงของหลี่จวินหรงดังกังวานก้องท้องพระโรงที่เงียบเชียบจนได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำจากกระถางสัมฤทธิ์โบราณ เขาคุกเข่าลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงดุจเสาหลักแห่งแผ่นดิน นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งยามนี้กลับฉายแววคมปลาบประดุจพยัคฆ์ที่มองเห็นรอยแยกบนรอยร้าวของบัลลังก์
กษัตริย์ผู้ประทับบนบัลลังก์มังกรไม่ได้ตรัสตอบในทันที พระเนตรหรี่ลงมองแม่ทัพคู่ใจผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬเอาไว้ในกำมือ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความจงรักภักดีกับความหวาดระแวงที่กัดกินพระทัยมาเนิ่นนาน
“จวินหรง... เจ้าเป็นถึงอ๋องผู้มีปัญญาและกำลังรบที่ทั่วทั้งแผ่นดินยอมรับ” กษัตริย์ตรัสด้วยสุรเสียงเรียบเรื่อย หากแฝงด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ “แต่ข้าสงสัยเหลือเกินว่า เหตุใดรายงานลับจากชายแดนถึงกล่าวว่า กองทัพของเจ้าเริ่มมีท่าทีไม่ฟังคำสั่งจากส่วนกลาง... หรือบางที กลิ่นอายของอำนาจที่มากเกินไป อาจจะทำให้หัวใจของเจ้าเต้นผิดจังหวะไปบ้าง?”
เหม่ยซูเหยา ซึ่งยืนก้มหน้าสำรวมอยู่เบื้องหลังท่านอ๋อง ลอบกำแขนเสื้อแน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด นางรับรู้ได้ถึงรัศมีสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของบุรุษข้างกาย กลิ่นอายกดดันในห้องโถงนี้เปรียบเสมือนพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำ นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว จังหวะก้าวสม่ำเสมอไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้จะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ที่พร้อมจะพิพากษาชีวิต
“ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ” ซูเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น “การที่กองทัพไม่อาจปฏิบัติตามคำสั่งส่วนกลางได้ทันท่วงที มิใช่เพราะใจของท่านอ๋องคิดคด แต่เป็นเพราะ ‘ทางเดินของข่าวสาร’ ในช่วงนี้ถูกบิดเบือนด้วยมือของบุคคลที่สาม หากฝ่าบาททรงมีพระเนตรอันกว้างไกลย่อมทราบดีว่า ในวังวนแห่งอำนาจนี้ ‘ความระแวง’ คือพิษร้ายที่ทำลายรัฐยิ่งกว่าคมดาบของศัตรูเสียอีก”
กษัตริย์เลิกคิ้วขึ้น สายพระเนตรจับจ้องมาที่ใบหน้าอันราบเรียบของกุนซือหญิง “เจ้ากำลังจะบอกว่า ข้ากำลังถูกปั่นหัวอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าพเจ้าเพียงแต่จะบอกว่า ในฐานะผู้ส่องสว่างนำทางให้กองทัพ ท่านอ๋องมิเคยปรารถนาสิ่งใดนอกเหนือจากการเห็นบ้านเมืองสงบสุข” ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรอย่างไม่เกรงกลัว “ทว่าหากพระองค์ทรงกังขา... ก็ขอโปรดจงสังเกตดูให้ดีเถิดพะย่ะค่ะ ว่าระหว่างท่านอ๋องที่ทำลายศัตรูเพื่อพระองค์ กับขุนนางที่คอยกระซิบคำยุแยงให้พระองค์ทรงระแวงพี่น้อง... ผู้ใดกันแน่ที่ถือมีดเล่มนั้นไว้ข้างหลัง”
บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ หลี่จวินหรงหันมามองซูเหยาเพียงเสี้ยววินาที สายตาของเขาไม่ใช่ความประหลาดใจ แต่เป็นความเชื่อมั่นที่ส่งผ่านความเงียบงัน เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประสานมือคารวะอย่างสุภาพแต่ทระนง
“หากฝ่าบาททรงเห็นว่าอำนาจของกระหม่อมเป็นภัย กระหม่อมพร้อมจะคืนตราประทับแม่ทัพในยามที่บ้านเมืองสงบ... แต่ในยามที่ควันไฟสงครามยังกรุ่นเช่นนี้ กระหม่อมขอใช้คมดาบนี้พิสูจน์ความสัตย์ซื่อจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
กษัตริย์นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น พระองค์โบกพระหัตถ์ไล่ขุนนางคนอื่นออกไป จนเหลือเพียงความเงียบที่ปกคลุมคนทั้งสาม
“ดี... ในเมื่อเจ้ากล้าท้าทายข้าถึงเพียงนี้ งั้นก็จงทำในสิ่งที่เจ้าถนัดที่สุดเถิดจวินหรง” กษัตริย์ทรงหยิบป้ายอาญาสิทธิ์วางลงบนโต๊ะไม้หอม “ชายแดนทางเหนือมีข่าวกบฏกลุ่มใหม่ที่กำลังซ่องสุมกำลัง เจ้าจงนำกองทัพไปจัดการให้สิ้นซาก แต่จำไว้... หากเจ้าพลาดแม้เพียงก้าวเดียว นั่นหมายถึงหัวของเจ้าจะไม่ได้วางอยู่บนบ่าอีกต่อไป”
เมื่อทั้งสองก้าวออกจากท้องพระโรง ท้องฟ้าภายนอกก็มืดมิดดุจหมึกจีน หลี่จวินหรงหยุดเดินที่ระเบียงทางเดินยาวที่ลมหนาวพัดผ่าน ร่างกายเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนจะหันมามองหญิงสาวข้างกายด้วยสายตาที่อ่อนลง
“เจ้ากล้าเกินไปแล้ว ซูเหยา” เขากล่าวเสียงต่ำ “การหักหน้ากษัตริย์ต่อหน้าธารกำนัล เท่ากับการเดินบนเส้นด้ายที่ขาดสะบั้น”
“หากไม่เดินบนเส้นด้าย ท่านอ๋องก็มิอาจข้ามหุบเหวแห่งความตายนี้ไปได้หรอกพะย่ะค่ะ” ซูเหยากล่าว พลางยื่นม้วนจดหมายฉบับหนึ่งให้เขา “นี่คือข่าวที่ข้าเพิ่งได้รับมา... กบฏที่พระองค์กล่าวถึง มิใช่ศัตรูจากภายนอก แต่เป็นกองกำลังที่ได้รับคำสั่งโดยตรงจาก ‘พระมเหสี’ เพื่อล่อให้ท่านออกไปจากเมืองหลวง”
หลี่จวินหรงรับจดหมายมาเปิดอ่าน ดวงตาคู่คมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเนื้อความภายใน
ขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวออกจากเขตพระราชฐาน ทหารรักษาพระองค์ชุดดำนับสิบชีวิตก็ปรากฏตัวขึ้นล้อมรอบพวกเขาไว้ในทันที หนึ่งในนั้นก้าวออกมาพร้อมกับถาดสีทองที่มีถ้วยชาอุ่นระอุวางอยู่
“ท่านอ๋อง... พระมเหสีรับสั่งว่า ก่อนออกเดินทางสู่ชายแดน ขอให้ท่านจิบ ‘ชาส่งเสด็จ’ นี้เพื่อความเป็นสิริมงคล”
กลิ่นชาหอมกรุ่นที่ลอยมาปะทะจมูกนั้น หากคนธรรมดาดมคงเพียงเห็นว่าเป็นชาชั้นดี แต่สำหรับซูเหยาผู้รอบรู้เรื่องพิษ กลิ่นอายจางๆ ของ ‘หญ้าพันปีพิฆาต’ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลิ่นดอกมะลิกลับเด่นชัดจนน่าสะพรึงกลัว
หลี่จวินหรงยื่นมือออกไปหยิบถ้วยชานั้นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สายตาเขามองลึกเข้าไปในดวงตาของหัวหน้าทหารผู้นั้น ก่อนจะส่งยิ้มที่เย็นชาที่สุดออกมา
“ชานี้... ช่างมีกลิ่นที่ ‘คุ้นเคย’ เหลือเกินนะ”
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิแห่งเล่ห์กลและหัวใจนี้ไปด้วยกันนะครับ พงศาวดารมีชีวิต
คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก•ตอนที่ 27
รอยร้าวในราชวงศ์
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมพยัคฆ์สยบกลยุทธ์รัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!