คราบเลือดแห้งกรังบนแผ่นกระดาษสาโบราณมิได้ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งดังเช่นโลหิตสด ทว่ากลับอบอวลด้วยกลิ่นอายอับชื้นของกาลเวลาและความอาฆาตมาดร้ายที่ถูกกักขังมานานนับร้อยปี
หลินซูเม่ยใช้ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสลงบนรอยหมึกสีชาดที่ซึมลึกเข้าไปในเนื้อไม้ผุพังของเสาศาลาริมน้ำ น้ำหนักมือของนางเบาราวกับเกรงว่าตัวอักษรเหล่านั้นจะแตกสลายกลายเป็นผงธุลี ในความเงียบสงัดยามวิกาล มีเพียงเสียงสายน้ำระลอกน้อยที่ซัดสาดเข้ากับตอม่อศาลา และเสียงลมหายใจผ่าวร้อนของท่านอ๋องมู่หรงที่ยืนประทับอยู่เบื้องหลัง
"เจ้าพบสิ่งใดซ่อนอยู่ในร่องไม้ผุนั้น สตรีผู้ปราดเปรื่องแห่งสกุลหลิน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันลงอย่างไม่ไยดี พระเนตรคมกริบดั่งพญานกอินทรีของท่านอ๋องกวาดมองแผ่นไม้สักทองที่ถูกงัดขึ้นมาจากพื้นศาลาเบื้องหน้า ท่าทางของพระองค์องอาจและเต็มไปด้วยอำนาจกดดัน ทว่าในขณะเดียวกันก็มีความระแวดระวังซ่อนเร้นอยู่ภายใต้พระพักตร์เรียบเฉยนั้น
ซูเม่ยมิได้รีบร้อนทูลตอบ นางหันกลับมาสบพระเนตรดูลึกล้ำคู่นั้น แววตาของนางนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้ลมพัด "หม่อมฉันพบร่องรอยของการฝังผนึกเพคะ... มิใช่เพียงแค่จดหมายธรรมดา แต่เป็น 'ตราประทับโลหิต' ที่ถูกใช้ในพิธีกรรมต้องห้ามของวังหลังต้าจิ้น"
คำว่า 'วังหลังต้าจิ้น' ทำให้บรรยากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นมาทันตาเห็น ท่านอ๋องมู่หรงสาวพระบาทเข้ามาประชิดร่างบางโดยไม่รู้ตัว กลิ่นอายบุรุษเพศผสมกลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์หอมลอยเข้าแตะนาสิก ซูเม่ยกลิ่นอายนี้จำได้แม่นยำ มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่โชยมาในคืนที่วิญญาณนางรำม่านหลี่ปรากฏกายขึ้นร่ายรำ
"อักษรเหล่านี้... เขียนด้วยเลือดของสนมเอกผู้ถูกประหาร" ท่านอ๋องตรัสพึมพำเมื่อทอดพระเนตรเห็นลายมือหวาดระแวงที่จารึกบนแผ่นกระดาษ พระองค์เอื้อมพระหัตถ์หนาหมายจะคว้าจดหมายแผ่นนั้นขึ้นมาดู ทว่าซูเม่ยกลับชักมือหลบอย่างรวดเร็ว
"อย่าเพิ่งพะย่ะค่ะ!" ซูเม่ยอุทานลืมตัวด้วยความตกใจ ปลายเล็บของนางเกือบจะบาดถูกคมกระดาษ "กระดาษแผ่นนี้ถูกลงอาคมป้องกันการเปิดอ่านด้วยพลังวิญญาณ หากพระองค์สัมผัสโดยปราศจากการโคจรลมปราณคุ้มกัน พิษโลหิตอาฆาตจะซึมเข้าสู่พระสรีระและกัดกินชีพจรของพระองค์ภายในเจ็ดราตรี"
มู่หรงชะงักพระหัตถ์ที่ยื่นออกไป พระเนตรหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม สตรีตรงหน้าผู้นี้ไม่เพียงแต่มีความรู้ลึกซึ้งทางด้านอักษรศาสตร์โบราณ หากแต่ยังมีสัญชาตญาณอันเฉียบคมในการเอาตัวรอดจากกลลวงโบราณที่คนธรรมดายากจะมองเห็น
"เจ้าช่างรู้มากเสียจริง หลินซูเม่ย" ท่านอ๋องแย้มพระสรวลเยียบเย็นที่มุมพระโอษฐ์ "แต่เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่า ยิ่งเจ้าขุดคุ้ยความลับในศาลาริมน้ำแห่งนี้ลึกเท่าใด โอกาสที่เจ้าจะเดินออกไปจากจวนแห่งนี้ทั้งเป็นก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น"
"หม่อมฉันหาได้มีความกลัวต่อความตายไม่พะย่ะค่ะ" ซูเม่ยเชิดพระพักตร์ขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตสบประสานสายตากับพระองค์อย่างไม่เกรงกลัว "สิ่งที่หม่อมฉันกลัว หาใช่เงาผีสางในศาลาแห่งนี้ไม่... แต่คือความลับที่ท่านอ๋องทรงปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็นต่างหาก"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดให้ขาดได้ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าคราวนี้มันกลับเต็มไปด้วยกระแสความเร่าร้อนอันตรายที่แผ่ออกมาจากความใกล้ชิด ซูเม่ยตัวเล็กกว่าท่านอ๋องมากนัก ยามที่พระองค์โน้มพระวรกายลงมาประชิด นางจึงเปรียบประดุจกวางน้อยที่ตกอยู่ในกรงเล็บของพยัคฆ์ร้าย ทว่ากวางน้อยตัวนี้กลับมิได้หวาดกลัว กลับถือคมดาบอยู่ในมือพร้อมที่จะสู้ตายเช่นกัน
ซูเม่ยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะก้มลงเพ่งพินิจอักษรบนแผ่นกระดาษสาโบราณนั้นอีกครั้ง แสงจันทร์ยามค่ำสาดส่องผ่านช่องเสาศาลาลงมาทาบทับลงบนแผ่นกระดาษ ทำให้รอยหมึกสีชาดดูราวกับกำลังไหลรินเคลื่อนไหวได้จริง ๆ
'ข้า... ม่านหลี่... ถูกทรยศโดยเงื้อมมือของผู้ที่สาบานว่าจะปกป้อง ขังวิญญาณข้าไว้ ณ ศาลาหยกลมกรดแห่งนี้ เพื่อปิดบังความจริงเรื่องราชโองการปลอม... หากผู้ใดเปิดอ่านจดหมายฉบับนี้ ขอให้คำสาปจงตามหลอกหลอนไปชั่วกัปชั่วกัลป์ และผู้ที่ถือครองตราพยัคฆ์จะต้องชดใช้ด้วยโลหิตทุกลมหายใจ!'
ซูเม่ยอ่านทวนข้อความในใจ หัวใจของนางเต้นระรัวดั่งกลองศึก ทันใดนั้นเอง สัมผัสพิเศษที่ปลายนิ้วของนางก็ทำงาน ความทรงจำอันมืดมนและเสียงกรีดร้องโหยหวนนับร้อยปีทะลักเข้าสู่ห้วงนึกคิดของนางราวกับกระแสน้ำป่า ภาพของหญิงงามในชุดนางรำสีแดงเพลิงกำลังถูกตรึงร่างไว้กับเสาศาลาด้วยลิ่มทองคำ น้ำตาเป็นสายเลือดไหลอาบแก้ว กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน ภาพนั้นฉายชัดเจนอยู่ในหัวของนางจนแทบจะทนไม่ไหว
"ซูเม่ย!"
เสียงเรียกอันร้อนรนของท่านอ๋องดึงสตินนางให้กลับคืนมา ซูเม่ยเซถอยหลังไปสองก้าวด้วยความอ่อนแรง ใบหน้าหวานซีดเผือดจนไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผม
ท่านอ๋องมู่หรงคว้าพระกรเรียวของนางไว้มั่นเพื่อมิให้ล้มลงพับไปบนพื้นศาลา สัมผัสจากพระหัตถ์ที่อบอุ่นและแข็งแกร่งแผ่ซ่านเข้ามาช่วยประคับประคองร่างที่สั่นเทาของนางไว้ พระเนตรที่เคยเยียบเย็นบัดนี้กลับฉายแววความห่วงใยที่ปิดไม่มิดอย่างสิ้นเชิง
"เจ้าเห็นอะไร?" ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน
"นาง... นางไม่ได้ถูกฆ่าตายด้วยอุบัติเหตุ..." ซูเม่ยหอบหายใจถี่กระชั้น ปลายมือเย็นเฉียบ นางเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของท่านอ๋องด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา "แต่เป็นพระราชสาส์นฉบับนั้น... ที่สั่งให้ประหารชีวิตนาง... และผู้ที่ลงพระนามในราชโองการฉบับนั้น... คือเสด็จพ่อของพระองค์เอง!"
สิ้นคำพูดนั้น ทั่วทั้งศาลาริมน้ำก็พลันเกิดลมพายุหมุนวนรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน ผืนน้ำในบึงสะท้อนเงาจันทร์แตกกระจาย เสียงกรีดร้องโหยหวนอันแหลมสูงดังแว่วมาจากผืนน้ำรอบด้าน ราวกับวิญญาณนับร้อยกำลังหัวเราะเยาะเย้ยโชคชะตาของคนทั้งคู่
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ตั้งตัว ทันใดนั้นเอง...
เงาร่างสีแดงเพลิงของหญิงสาวนางหนึ่งก็ปรากฏขึ้นยืนขวางกั้นระหว่างท่านอ๋องและซูเม่ยอย่างกะทันหัน ใบหน้าขาวซีดเผือดไร้รอยเลือด ดวงตากลวงโบ๋มีโลหิตไหลริน ยื่นมือเรียวยาวอันเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งพุ่งตรงมาหมายจะคว้าคอของซูเม่ยให้ขาดใจตายคามือ!
"ระวัง!" ท่านอ๋องมู่หรงคำรามลั่นในลำคอ พระหัตถ์ซ้ายกระชากกระบี่ประจำพระองค์ออกจากฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทว่าทันใดนั้น ประตูทางเข้าศาลาริมน้ำก็ถูกปิดกระแทกอย่างแรงจากภายนอกด้วยแรงลมปริศนา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นของสตรีที่ดังก้องกังวานไปทั่วทิศทาง—
*“ฮี่ๆๆ... ในเมื่อพวกเจ้าอยากรู้ความจริงนัก... ก็จงอยู่เป็นเพื่อนข้าไปชั่วกัลปวสาน ณ ที่แห่งนี้เถิด!”*
ศาลาริมน้ำโบราณขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอันน่าสะพรึงกลัวนี้ด้วยกันนะครับ
วิญญาณร่ายรำในศาลาหยกลมกรด•ตอนที่ 3
อักษรที่เปื้อนเลือด
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณร่ายรำในศาลาหยกลมกรด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!