คราบเขม่าสีดำยังคงค้างเติ่งอยู่บนคานไม้สลักลายมังกรห้าเล็บ ขณะที่กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ลอยอวลปะปนกับกลิ่นหอมของกำยานกฤษณาในท้องพระโรง ทว่าเบื้องหน้าม่านไหมสีชาดที่ทอดตัวยาวลงมา บรรยากาศกลับมิได้มีความหวาดหวั่นพรهاพรึงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันคือความเงียบงันอันทรงพลังดั่งผืนน้ำวนก่อนพายุใหญ่จะซัดสาด
"ทูล... ทูลท่านอ๋อง... เกิดกบฏขึ้นที่ท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท... ฝ่าบาททรงถูกปลงพระชนม์แล้ว!"
เสียงรายงานขององครักษ์เสื้อแพรที่ดังขึ้นเมื่อครู่ ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจผู้คน แต่สำหรับเซียวจิ้งเหยียนแล้ว แววตาของชินอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพทั่วหลหากลับมิได้ปรากฏความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย พระองค์ทรงประทับอยู่บนเก้าอี้พนักสลักลายหงส์ด้วยท่าทีเยือกเย็นดั่งหินผา ชุดคลุมปักลายกิเลนสีนิลสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม ดาบวิจิตรในฝักข้างกายส่งประกายความเย็นยะเยือกเสียดแทงหัวใจผู้พบเห็น
หลินซูเหยา ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ในชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงปักดิ้นทองลายหงส์คู่มังกร ชุดแต่งกายอันวิจิตรตระการตานี้มิได้ทำให้ความโดดเด่นทางสติปัญญาของนางลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินสถานการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาดั่งยอดกุนซือผู้เดินหมากบนกระดานแผ่นใหญ่
“ฝ่าบาทสวรรคตอย่างกะทันหันในวันมงคลเช่นนี้ ช่างเป็นบทละครที่ถูกจัดฉากไว้อย่างประณีตเสียจริงว่าไหมเพคะ... ท่านอ๋อง” ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวาน ทะลุผ่านความเงียบงันของขุนนางนับร้อยที่หมอบกราบอยู่เบื้องล่าง
เซียวจิ้งเหยียนปรายพระเนตรมองสตรีในดวงใจ สายตาที่เคยเย็นชาและดุดันดั่งหมาป่าในยามปกติ บัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนลึกล้ำที่มอบให้แค่นางผู้เดียว มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้าง ความอบอุ่นจากฝ่าพระหัตถ์ถ่ายทอดความมั่นคงท่ามกลางพายุความตายที่กำลังโหมกระหน่ำ
“ต่อให้แผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟ หรือบัลลังก์มังกรจะพังทลายลงมาต่อหน้า ต่อให้ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อของคนทั้งแผ่นดิน...” เซียวจิ้งเหยียนตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจ เด็ดขาด และหนักแน่นดั่งขุนเขา “เปิ่นหวางย่อมไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเส้นผม หลินซูเหยา... วันนี้คือวันวิวาห์ของเรา และไม่มีผู้ใดบนแผ่นดินนี้มีสิทธิ์พรากเจ้าไปจากเปิ่นหวางได้ทั้งสิ้น”
เสียงหัวeเพราะเบา ๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของท้องพระโรง ร่างของเหม่ยหลินที่ควรจะถูกคุมขังอยู่ในเรือนพักหลังจวนอ๋อง กลับก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเยาะหยัน บนเรือนร่างนางสวมชุดสตรีสูงศักดิ์ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความริษยาและบ้าคลั่ง นางถือป้ายคำสั่งปลอมแปลงในมือชูขึ้นสูง
“ชินอ๋องผู้เกรียงไกร... ท่านคิดว่าท่านคุมเกมทั้งหมดไว้ได้กระนั้นหรือ? ฝ่าบาททรงสิ้นพระชนม์ด้วยราชโองการสวรรค์ที่แท้จริง และผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อจากนี้หาใช่ท่านไม่! กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงปิดล้อมวังหลวงไว้หมดแล้ว ยอมจำนนเสียเถิดเพคะ มิฉะนั้น เจ้าสาวของท่านจะต้องกลายเป็นศพก่อนจะได้เข้าพิธีคำนับฟ้าดิน!”
เสียงฮือฮาของเหล่าขุนนางดังระเบิดขึ้นทันที ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถง ทว่าซูเหยากลับยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มของนางมิใช่ความหวาดหวั่น หากแต่เป็นรอยยิ้มของผู้ถือไพ่เหนือกว่าในวินาทีชี้ชะตา
“เหม่ยหลิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้ากับท่านอ๋องจะปล่อยให้คนงี่เง่าเช่นเจ้าเดินหมากตานี้โดยไม่เตรียมกระดานรองรับไว้ล่วงหน้า?” ซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ก้าวเท้าเดินออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว อาภรณ์สีแดงสะบัดพลิ้วไหวดั่งเปลวเพลิงที่พร้อมแผดเผาแผนชั่วให้เป็นจุล
นางตบมือเบา ๆ สามครั้ง เสียงก้องกังวานสะท้อนไปทั่วผนังหินอ่อน
*กริ๊ง... กริ๊ง... กริ๊ง...*
สิ้นเสียงตบมือ ประตูบานใหญ่หนักอึ้งของท้องพระโรงก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง กองกำลังเกราะดำนับพันนายภายใต้การนำของแม่ทัพใหญ่แห่งตระกูลหลินเดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ เสียงกระทบของเกราะเหล็กดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของพญาอินทรีย์ ปิดตายทุกเส้นทางหนีของกลุ่มกบฏในพริบตา
เหม่ยหลินหน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะหยันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้! กองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงของข้า... พวกมันอยู่ที่ไหน!”
“กองกำลังของเจ้าถูกล้อมตลบหลังตั้งแต่เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนแล้ว อนุเหม่ย... เจ้าคิดว่ากลอุบายตื้นเขินของการซื้อตัวทหารยามจะรอดพ้นสายตาของกุนซือเช่นข้าไปได้หรือ?” ซูเหยาปรายตามองนางด้วยความเวทนา “เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเดินเกมโค่นล้มอำนาจ แต่กลับโง่เขลาเบาปัญญาจนไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินเข้าสู่กองเพลิง”
เซียวจิ้งเหยียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายสง่างามน่าเกรงขาม พระเนตรคมกริบกวาดมองกลุ่มขุนนางที่แปรพักตร์และสั่นเทาด้วยความกลัว ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงกังวานที่เฉียบขาดดึงสติทุกคนในที่นั้น
“จับกุมพวกกบฏทั้งหมดสำเร็จโทษตามกฎอัยการศึก!”
สิ้นพระกระแสรับสั่ง องครักษ์เงาก็กรูเข้าไปควบคุมตัวเหม่ยหลินและพวกพ้องกดลงกับพื้นอย่างไร้ความปรานี เสียงกรีดร้องโหยหวนของเหม่ยหลินดังสะท้อนก้อง ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อนางถูกลากตัวออกไปจากท้องพระโรง ความวุ่นวายทั้งมวลสงบลงในเวลาอันรวดเร็ว ราวกับพายุที่พัดผ่านแล้วทิ้งไว้ซึ่งความสง่างามอันยิ่งใหญ่
ท้องพระโรงกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าเต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม เซียวจิ้งเหยียนหันกลับมาหาซูเหยา พระพักตร์ที่เคยเคร่งเครียดผ่อนคลายลง พระองค์ทรงก้าวเข้าไปใกล้สตรีในดวงใจ ใช้มือหนาประคองใบหน้านวลเนียนนั้นขึ้นอย่างทะนุถนอม ราวกับนางคือสิ่งล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาล
“พิธีอภิเษกของพวกเรา... บัดนี้ไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้อีกแล้ว ยอดดวงใจของเปิ่นหวาง” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนขุนนางที่เหลืออยู่ต้องก้มหน้าหลบสายตาด้วยความเกรงใจ
ซูเหยาสบตาคมกริบนั้น หัวใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาหลอมละลายลงด้วยความรักอันหนักแน่นและมั่นคงของบุรุษผู้นี้ นางแย้มรอยยิ้มงดงามหยาดเยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาแต่มั่นคง
“เพคะ... ท่านอ๋อง”
งานวิวาห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แคว้นเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังของอำนาจเก่า และเริ่มต้นรัชสมัยใหม่ที่เกรียงไกร ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเดินออกไปรับคำสัตย์ปฏิญาณเบื้องหน้าฟ้าดิน ขันทีเฒ่าผู้หนึ่งก็รีวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้า พร้อมกับยื่นหีบไม้ลงยันต์ประทับตราลับด้วยมือที่สั่นเทา
"ทะ... ทูลท่านอ๋อง! มีพระราชโองการลับฉบับสุดท้าย... จากพระพันปีหลวงที่เพิ่งเสด็จสวรรคตก่อนหน้านี้ ส่งตรงถึงพระหัตถ์ของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงบทนี้ และเตรียมพบกับบทสรุปอันทรงพลังในตอนหน้าด้วยกันนะครับ
ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา•ตอนที่ 39
พิธีอภิเษกที่ยิ่งใหญ่
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องขา... หย่าแล้วอย่าตามมา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!