"ถ้าคุณวางโครงสร้างเสาแบบนี้ในชีวิตจริง ผมแนะนำให้คุณเลิกเป็นสถาปนิกแล้วไปเปิดร้านขายแกงถุงดีกว่าครับ อย่างน้อยคนกินก็คงไม่ตายถ้าคุณทำอาหารไม่อร่อย แต่ถ้าตึกพังลงมา... นั่นคือชีวิตคนนะครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบของปราชญ์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องประชุม ร่างสูงใหญ่ในชุดเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อถึงข้อศอกยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะไม้ตัวยาว ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นจดจ้องแบบจำลองสามมิติบนจอโปรเจกเตอร์ราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงเนื้อในของงาน
รินรดากำปากกาในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายใต้ท่าทีเรียบเฉย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอถูกวิจารณ์ แต่เป็นครั้งแรกที่ถูกต้อนให้จนมุมด้วยคำพูดที่ดูถูกศักดิ์ศรีกันถึงเพียงนี้
"นิยามของคำว่ามืออาชีพของคุณ คือการกางตำราฟิสิกส์แล้วตัดสินงานคนอื่นด้วยความใจแคบใช่ไหมคะ คุณปราชญ์"
รินรดาเดินไปที่จอโปรเจกเตอร์ แสงสีฟ้าสว่างวาบสะท้อนบนใบหน้าสวยคมที่เชิดขึ้นอย่างถือดี เธอไม่ได้ถอยหนี แต่กลับก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับวิศวกรหนุ่มในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมจางๆ แนวซิตรัสสะอาดสะอ้านของอีกฝ่ายตีขึ้นจมูก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความหงุดหงิดของเธอลดน้อยลงเลย
"คุณมองเห็นแค่แรงรับน้ำหนักกับความปลอดภัยของโครงสร้าง แต่มองไม่เห็น 'จิตวิญญาณ' ของพื้นที่ คนที่เขาจะมาอยู่ เขาไม่ได้ซื้อแค่เสาคอนกรีตกับคานเหล็กที่คุณเชิดชูหรอกค่ะ เขาซื้อ 'ความสุข' ที่ฉันเป็นคนออกแบบให้"
"ความสุขที่ไม่มีที่ยืนบนพื้นฐานความจริง คือความเพ้อฝันครับ" ปราชญ์ขยับแว่นสายตา สายตาของเขายังคงนิ่งสนิท ทว่าประกายวูบหนึ่งในนั้นกลับซ่อนความสั่นไหวบางอย่างที่รินรดาไม่อาจเข้าใจ "คุณต้องการให้มันสวยจนคนมองต้องร้องว้าว แต่ถ้าวันไหนพายุเข้าหรือแผ่นดินไหวเบาๆ แล้วตึกนี้มันสั่นเหมือนเยลลี่ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ? คุณเหรอ?"
"ฉันรับผิดชอบแน่ค่ะ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ช่วยหุบปากเรื่องร้านแกงถุงแล้วดูนี่ให้ชัดๆ"
รินรดาใช้นิ้วชี้ไปที่จุดเชื่อมต่อที่เขาวิจารณ์ เธอขยับเข้าใกล้เขาอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างอกของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ ความร้อนจากกายของเขาปะทะกับความเย็นเฉียบของห้องปรับอากาศ ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในบรรยากาศ
"จุดที่นี่... ฉันใช้ระบบคานขวางแบบพิเศษที่กระจายแรงไปสู่เสาคู่ขนาน ไม่ใช่จุดรับน้ำหนักเดี่ยวอย่างที่คุณเข้าใจ ถ้าคุณบอกว่ามันพัง แปลว่าสมองวิศวกรของคุณคงไม่ได้อัปเดตซอฟต์แวร์มานานพอๆ กับอายุตึกที่คุณเคยทำนั่นแหละ"
ปราชญ์ชะงัก สายตาที่เคยเฉยชาเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ เขาโน้มตัวลงมาหาเธอ ใบหน้าคมเข้มขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะแตะกัน รินรดาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ถอยหลัง กลับจ้องตอบด้วยดวงตาที่วาววับไปด้วยความถือดี
"คุณกำลังใช้ความมั่นใจบังหน้าความพลาดพลั้งในอดีตอยู่หรือเปล่า รินรดา" ปราชญ์กระซิบ เสียงนั้นแผ่วเบาแต่บาดลึกไปถึงปมในใจของเธอ "โปรเจกต์ที่ทำคุณเสียชื่อเสียงเมื่อปีก่อน มันก็มาจากความ 'อาร์ต' จนลืมหลักการแบบนี้นี่แหละ"
คำพูดนั้นเหมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเข้าไปในรอยแผลเก่า รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกถึงรสคาวเลือด ความมั่นใจที่สร้างมาทั้งหมดสั่นคลอนในเสี้ยววินาที แต่ทิฐิในใจทำให้เธอไม่อาจยอมก้มหัวให้เขาเด็ดขาด
"นั่นมันเรื่องของอดีต และฉันก็เรียนรู้จากมันมามากพอที่จะไม่ให้ใครมาดูถูกฉันซ้ำสอง โดยเฉพาะคนอย่างคุณ"
เธอยกมือขึ้นผลักอกเขาเบาๆ เพื่อสร้างระยะห่าง แต่ปราชญ์กลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มันหนักแน่นและทรงพลังพอที่จะตรึงให้เธอหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น สายตาของเขาเปลี่ยนไปจากความเกรี้ยวกราดเป็นความซับซ้อนที่อ่านไม่ออก
"งั้นก็พิสูจน์ให้ผมเห็นสิ" เขากระซิบ น้ำเสียงแหบพร่าลงเล็กน้อย "ถ้าคุณมั่นใจขนาดนั้น ว่ามันเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ไม่ใช่แค่ขยะที่เอามาโชว์..."
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นถี่ๆ พร้อมกับร่างของเลขาสาวที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้อง
"คุณรินรดาคะ คุณเมฆามาถึงแล้วค่ะ เขาบอกว่ามีเรื่องด่วนจะคุยกับคุณเรื่องโครงการใหม่... และเขาก็มีเอกสารบางอย่างมาเสนอด้วยค่ะ"
บรรยากาศที่กำลังตึงเครียดพลันหยุดชะงัก รินรดาชักข้อมือกลับจากมือของปราชญ์ทันที หันไปมองประตูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและระแวดระวัง ในขณะที่ปราชญ์กลับหันไปมองหน้าต่างกระจกใสด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมฆาก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรเกินจริง สายตาของเขาเหลือบมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนจะหยุดอยู่ที่รอยแดงจางๆ บนข้อมือของรินรดา
"ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับดูเหมือนผมจะเข้ามาในเวลาที่ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่... หรือว่าพวกคุณกำลังตกลงเรื่อง 'ส่วนแบ่ง' ของตึกนี้กันอยู่?"
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด เธอยืดตัวตรงอย่างสง่างาม แม้ในใจจะรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"เปล่าค่ะ เราแค่กำลังคุยเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้าง... ซึ่งฉันคิดว่ามันได้ข้อสรุปแล้ว" เธอหันไปมองปราชญ์ด้วยสายตาท้าทาย "ใช่ไหมคะ คุณวิศวกร?"
ปราชญ์หันกลับมามองรินรดา สายตาของเขาจดจ้องที่ริมฝีปากของเธอนิ่งนาน ก่อนจะหันไปหาเมฆาแล้วแค่นยิ้มที่มุมปาก
"ยังไม่จบหรอกครับ... เพราะสิ่งที่รินรดายังไม่รู้ คือความจริงที่ว่าแบบแปลนที่เธอถืออยู่ตอนนี้ ไม่ได้มีแค่เราสองคนที่เห็น"
คำพูดนั้นทิ้งทวนไว้ด้วยปริศนาที่ทำให้รินรดาหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยิน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของตัวละครที่รักและเกลียดกันไม่ลงนะครับ จอมยุทธ์เสื้อแพรจะรีบมาต่อในตอนหน้าให้ไวที่สุดครับ
เซฟเฮาส์หัวใจกับนายวิศวกรปากกรรไกร•ตอนที่ 2
นิยามของคำว่ามืออาชีพ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจกับนายวิศวกรปากกรรไกร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
