ดาราสวรรค์ร่วงหล่น ทัณฑ์กระบี่เหนือบูรพาทิศ•ตอนที่ 1

จิตวิญญาณหวนคืน

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
“กระดูกซี่โครงหักสะบั้น เส้นชีพจรลมปราณถูกทำลายจนขาดสะบั้นราวกับเศษไหมที่ถูกดึงทึ้ง... ร่างกายนี้ช่างเปราะบางดุจกิ่งไม้แห้งในพายุคลั่ง” เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นในความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง จิตวิญญาณของหลี่มู่ไป๋—ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหาเทพผู้สยบเก้าชั้นฟ้า—กำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ก่อนที่ความเจ็บปวดอันมหาศาลจะถาโถมเข้าใส่ดั่งขุนเขาถล่มทลาย *ครืน!* ดวงตาของเขาลืมโพลงขึ้นท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ สิ่งแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่แสงอาทิตย์ แต่เป็นสัมผัสเย็นชื้นของพื้นหินหยาบกร้านที่ถูกอาบด้วยหยาดโลหิตอุ่น ๆ ของตนเอง หลี่มู่ไป๋พยายามขยับนิ้วมือ แต่กลับพบเพียงความไร้ความรู้สึก ราวกับว่าเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป “ข้า... ยังไม่ตายหรือนี่?” น้ำเสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอที่เต็มไปด้วยลิ่มเลือด รอบกายของเขาคือห้องเก็บฟืนอันซอมซ่อภายในสำนักกระบี่บูรพา แสงจันทร์เล็ดลอดผ่านรอยแยกของผนังไม้ สาดกระทบลงบนร่างที่บอบช้ำจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ เขาไม่ใช่จอมเทพผู้ไร้เทียมทานอีกต่อไป แต่บัดนี้เขากลับมาอยู่ในร่างของ ‘หลี่มู่ไป๋’ ศิษย์ชั้นต่ำผู้ต่ำต้อยที่สุดของสำนัก ที่เพิ่งถูกกลุ่มศิษย์พี่สายในรุมทุบตีจนสิ้นใจไปเมื่อชั่วยามก่อน เขาสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าในจุดตันเถียน พลังปราณที่เคยไหลเวียนดั่งมหาสมุทรบัดนี้เหือดแห้งหายไปจนเหลือเพียงละอองธุลีจาง ๆ ความทะนงตนในฐานะยอดฝีมือปะทุขึ้นในอก ทว่ามันกลับถูกกดทับด้วยสัจธรรมของร่างเนื้อที่อ่อนแอถึงขีดสุด “น่าสมเพชยิ่งนัก...” หลี่มู่ไป๋เค้นเสียงหัวเราะเยาะหยันตนเอง ก่อนจะฝืนยันกายลุกขึ้นนั่ง แผลฉกรรจ์ที่หน้าอกเปิดออกจนเลือดสดไหลทะลัก ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายคมกริบดั่งคมกระบี่ที่พร้อมจะฟาดฟันทุกสิ่งที่ขวางหน้า ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาดั่งแมวป่าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูไม้เก่าคร่ำคร่า *กริ๊ก...* บานประตูเปิดออกอย่างช้า ๆ ปรากฏร่างสตรีในชุดขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ นางยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิด กลิ่นอายเยือกเย็นแผ่ออกมาจากตัวนางจนหยดน้ำค้างรอบข้างจับตัวเป็นน้ำแข็ง ศิษย์พี่หญิง ‘หลิงเสวี่ย’ หรือที่ชาวยุทธขนานนามว่า ‘เซียนหิมะเหมันต์’ นางก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่สงบเงียบ สายตาเรียบเฉยนั้นกวาดมองสภาพอันน่าอดสูของชายหนุ่มบนพื้น ก่อนจะหยุดลงที่ดวงตาของเขา หลี่มู่ไป๋เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เขามองนางนั้นไม่มีความเกรงกลัวต่อบารมีของศิษย์ระดับหัวกะทิแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่งดุจรูปปั้นหิน ไม่มีการอ้อนวอน ไม่มีการแสดงความอ่อนแอให้เห็น “เจ้ายังไม่ตาย...” เสียงของนางราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับแฝงไปด้วยความกังขาที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึก “ศิษย์สายในพวกนั้นลงมือหนักเกินไป เจ้าควรจะสิ้นใจไปตั้งแต่เมื่อชั่วยามก่อนแล้ว” “คนทุกคนล้วนต้องตาย แต่ไม่ใช่ในวันนี้” หลี่มู่ไป๋ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงจนน่าประหลาด แม้ลมหายใจจะรวยริน “ศิษย์พี่หญิงมาที่นี่เพื่อดูศพ หรือมาเพื่อเก็บกวาดสิ่งที่เหลืออยู่กันแน่?” หลิงเสวี่ยหยุดชะงัก สายตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งของนางสั่นไหววูบหนึ่ง นางก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมันต์โชยปะทะจมูกของเขา นางย่อตัวลงนั่งข้าง ๆ ยื่นมือที่ขาวดุจหยกขึ้นแตะชีพจรที่ข้อมือของเขา ทว่าทันทีที่นิ้วของนางสัมผัส หลี่มู่ไป๋กลับกระตุกแขนหนีด้วยสัญชาตญาณของการป้องกันตัว “อย่าได้ริอ่านใช้อิทธิฤทธิ์ตรวจสอบข้า” เขาเอ่ยเสียงเข้ม “ร่างนี้แม้จะอ่อนแอ แต่จิตวิญญาณภายในยังมิใช่สิ่งที่เจ้าจะละลาบละล้วงได้โดยง่าย” หลิงเสวี่ยชักมือกลับ ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย ท่าทีของชายหนุ่มตรงหน้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่เหลือเค้าโครงของศิษย์ผู้ขลาดเขลาที่ยอมให้คนรังแกแม้แต่น้อย สิ่งที่นางเห็นในแววตาคู่นั้นคือความเย่อหยิ่งทระนงที่แม้แต่เจ้าสำนักยังไม่มี “เจ้าไม่ใช่หลี่มู่ไป๋คนเดิม” นางเปรยขึ้นเบา ๆ ทว่าแฝงความนัย “คนเดิมน่ะหรือ? แค่เห็นหน้าข้าก็ตัวสั่นเทาจนแทบกราบพื้นดิน แต่เจ้า... เจ้ากล้าแม้กระทั่งจะสั่งสอนข้า” “ข้าก็คือข้า ไม่ว่าจะเป็นใครในอดีตหรืออนาคต” หลี่มู่ไป๋ยันกายขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แม้ความเจ็บปวดจะฉีกทึ้งกระดูก แต่เขากลับยืนหยัดได้ด้วยแรงใจที่แน่วแน่ “สำนักกระบี่บูรพานี้กำลังเน่าเฟะจากภายใน หากเจ้ายังไม่รู้ตัว วันที่ความพินาศมาถึง เจ้าจะเป็นคนแรกที่ถูกสังเวยให้กับความไร้เดียงสานี้” คำพูดนั้นดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจของนาง หลิงเสวี่ยชะงักงัน นางไม่เคยพบใครที่กล้ากล่าววาจาอุกอาจเช่นนี้ต่อหน้าศิษย์สายหลัก แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะกลับไม่ใช่ความโกรธ ทว่ากลับเป็นประกายคมกริบที่หลี่มู่ไป๋แผ่ออกมา มันเป็นกลิ่นอายที่นางเคยสัมผัสได้เพียงในตำนานเล่าขาน... กลิ่นอายของจอมกระบี่ผู้พิชิตสวรรค์ “เจ้าพูดราวกับว่าเห็นอนาคตเช่นนั้น” นางเอ่ยพลางลุกขึ้นยืน ความเย็นเยียบรอบตัวลดระดับลง “ในเมื่อเจ้ายังไม่ตาย ข้าก็จะมอบโอกาสให้เจ้าหนึ่งครั้ง... หากเจ้าสามารถผ่านบททดสอบคัดเลือกศิษย์สายในในอีกสามวันข้างหน้าได้ ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น” “สามวัน?” หลี่มู่ไป๋แค่นยิ้ม “แค่สามวันสำหรับร่างที่ไร้พลังปราณเช่นนี้ เจ้าหวังจะให้ข้าไปตายดาบหน้าหรืออย่างไร?” “ยุทธภพไม่ได้เมตตาผู้ที่อ่อนแอ หลี่มู่ไป๋” หลิงเสวี่ยหมุนตัวเดินไปที่ประตู แสงจันทร์อาบไล้แผ่นหลังของนางให้ดูโดดเดี่ยว “ถ้าเจ้าตายในการประลอง นั่นก็เป็นลิขิตฟ้า แต่ถ้าเจ้าผ่านไปได้... ข้าจะบอกสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องรู้” นางก้าวออกไปทิ้งให้ห้องเก็บฟืนตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ทว่าก่อนที่บานประตูจะปิดสนิท เสียงของนางก็แว่วกลับมา “อย่าได้ตายก่อนถึงวันนั้นล่ะ เพราะข้า... ยังไม่อยากเห็นกระบี่ที่น่าสนใจเช่นเจ้าต้องหักสะบั้นไปเสียก่อน” หลี่มู่ไป๋ยืนนิ่งท่ามกลางความมืดมิด เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แม้จะเจ็บปวดจนเลือดไหลซึมจากบาดแผล เขาหลับตาลงสัมผัสถึงละอองพลังที่เบาบางในอากาศ ในหัวของเขากำลังเรียบเรียงเคล็ดวิชาลึกลับที่ติดตัวมาจากการจุติ ครั้งนี้มิใช่การเริ่มจากศูนย์ แต่คือการทำลายเพื่อสร้างใหม่ ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะเข้าสู่สมาธิ เสียงแผ่วเบาของใครบางคนก็ดังขึ้นจากใต้พื้นไม้ที่เขานั่งอยู่! มันเป็นเสียงสั่นกระซิบที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด *“คุณชาย... หนีไปเถิด... พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตท่าน... พวกมันต้องการ ‘สิ่งนั้น’ ที่อยู่ในตัวท่าน...”* หัวใจของหลี่มู่ไป๋กระตุกวูบ เขาไม่ได้หนีไปไหน แต่กลับชักกระบี่ไม้ที่หักครึ่งท่อนข้างกายขึ้นมาทันที ดวงตาของเขาฉายแววสังหารที่แท้จริงเมื่อเห็นเงาดำนับสิบสายกำลังพุ่งผ่านหลังคาลงมา! ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "พยัคฆ์ขาวคำราม" ในนิยายเรื่องนี้ครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ร่วงหล่น ทัณฑ์กระบี่เหนือบูรพาทิศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%