“ถ้าคุณจะให้ฉันสรุปรายงานฉบับนี้ด้วยคำโกหกเพียงคำเดียว... ฉันแนะนำให้คุณไปหาคนอื่นที่ถนัดเรื่องการขีดเขียนนิยายขายฝันจะดีกว่านะคะ”
เสียงของรินรดาราบเรียบราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผ่นกระจก เธอนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยม้วนพิมพ์เขียวเก่าเก็บ กลิ่นอับของกระดาษและฝุ่นที่คลุ้งอยู่ในห้องเก็บเอกสารของสำนักงานเขตไม่ได้ทำให้หญิงสาวเสียสมาธิแม้แต่น้อย ดวงตาเรียวรีภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมคมกริบกำลังจ้องมองชายวัยกลางคนที่ยืนเหงื่อซึมอยู่ตรงหน้า
“คุณรินรดาครับ... มันก็แค่ความผิดพลาดทางเทคนิค โครงสร้างส่วนต่อขยายอาจจะรับน้ำหนักไม่ไหวในช่วงฤดูมรสุม เรื่องมันจบไปแล้ว และบริษัทเขาก็ชดเชยค่าเสียหายครบถ้วน” ชายคนนั้นพยายามกลบเกลื่อนความประหม่าด้วยการจัดเนกไทให้เข้าที่
รินรดาไม่ตอบ เธอเพียงแค่หยิบปากกาเมจิกหัวตัดสีแดงขึ้นมา แล้วลากเส้นยาวผ่านรอยต่อนิรภัยบนพิมพ์เขียวของอาคาร ‘ศิริวิไล’ ที่เพิ่งถล่มลงมาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เสียงปลายปากกาครูดไปบนกระดาษหยาบๆ ดังแผ่วเบา แต่มันกลับดังก้องอยู่ในความเงียบงันที่บีบคั้น
“ความผิดพลาดทางเทคนิคหรือคะ?” เธอเอ่ยพลางยิ้มที่มุมปาก—ยิ้มที่ปราศจากความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง “ถ้ามันเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค แล้วทำไมเสาเข็มที่ระบุไว้ในผังฐานรากฉบับนี้ ถึงมีความยาวเพียงสิบห้าเมตร ทั้งที่ตามมาตรฐานความลึกของชั้นดินในเขตนี้ อย่างน้อยต้องมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าเมตรถึงจะปลอดภัย”
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที ชายตรงหน้าเริ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“ผม... ผมแค่คนตรวจรับงานเอกสาร ผมไม่รู้เรื่องโครงสร้างลึกๆ หรอกครับ”
“คุณไม่รู้ หรือคุณถูกจ้างมาให้ปิดตาข้างหนึ่งกันแน่คะ?” รินรดาลุกขึ้นยืน ร่างโปร่งบางในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มดูสง่างามทว่าน่าเกรงขาม เธอเดินอ้อมโต๊ะเข้าไปหาเขาช้าๆ เหมือนนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม “อาคารนี้ไม่ได้ถล่มเพราะมรสุม แต่มันถล่มเพราะ ‘ความโลภ’ ที่ฝังรากลึกลงไปในฐานราก ตั้งแต่ตอนที่คุณเซ็นอนุมัติพิมพ์เขียวปลอมชุดนี้”
ก่อนที่ชายคนนั้นจะได้แก้ตัว ประตูกระจกบานใหญ่ก็ถูกผลักเข้ามาด้วยจังหวะที่มั่นคง กลิ่นโคโลญจน์จางๆ ของไม้สนปนกับกลิ่นไอฝนลอยเข้ามาแตะจมูก รินรดาชะงัก สายตาตวัดมองผู้มาใหม่
นิติกร ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยตามฉบับของอัยการหนุ่มผู้ผ่านการเห็นความเน่าเฟะของกระบวนการยุติธรรมมาจนชินชา เขากวาดสายตามองเอกสารบนโต๊ะรินรดาเพียงปราดเดียว ก่อนจะส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยนัยยะให้เธอ
“ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะการสอบปากคำส่วนตัวของคุณสินะครับ คุณรินรดา” นิติกรกล่าวพลางหยิบแฟ้มเอกสารอีกเล่มขึ้นมาวางบนโต๊ะ “แต่เสียใจด้วยนะครับ เรื่องนี้มันใหญ่เกินกว่าที่สถาปนิกคนเดียวจะขุดคุ้ยด้วยตัวเองได้... โดยเฉพาะเมื่อคนที่คุณกำลังกดดันอยู่นี่ คือพยานปากเอกของคดีที่กำลังจะถูกสั่งไม่ฟ้อง”
รินรดาหรี่ตามองเขา “คุณมาที่นี่ทำไม อัยการนิติกร? หรือจะมาบอกฉันว่า การสูญเสียชีวิตคนนับสิบในเหตุตึกถล่มครั้งนี้ คือ ‘ความสมเหตุสมผล’ ของระบบที่คุณรับใช้อยู่?”
นิติกรหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนการสมเพชตัวเองมากกว่าเหยียดหยาม “ผมไม่ได้มาเพื่อปกป้องระบบที่พังทลาย แต่ผมมาเพื่อบอกคุณว่า พิมพ์เขียวที่คุณกำลังถืออยู่น่ะ... มันคือต้นฉบับจริงที่ควรจะถูกทำลายไปนานแล้ว ถ้าคุณอยากรู้อะไรมากกว่าแค่ความลึกของเสาเข็ม ก็เลิกทำตัวเป็นนักสืบเอกชนที่ไร้ทางสู้ แล้วหันมามองความจริงที่ใหญ่กว่านั้น”
เขาขยับเข้าใกล้รอยร้าวบนผนังคอนกรีตของห้องเก็บเอกสาร รอยร้าวที่รินรดาไม่เคยสังเกตมาก่อน นิติกรใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ลงบนรอยแยกนั้น เสียงมันกลวงเปล่า—ไม่ใช่เสียงของคอนกรีตแข็งทั่วไป
“คนออกแบบอาคารนี้ไม่ได้แค่โกงวัสดุครับรินรดา... เขาซ่อนอะไรบางอย่างไว้หลังโครงสร้างคอนกรีตพวกนี้ เพื่อใช้มันเป็น ‘ทางผ่าน’ ของบางอย่างที่คุณไม่ควรจะรู้”
รินรดานิ่งอึ้ง เธอหยิบไม้บรรทัดเหล็กขึ้นมาแล้วลองวัดระยะของรอยร้าวกับแปลนในมือ หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ นี่ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดของการคำนวณ แต่มันคือการ ‘จงใจ’ ออกแบบให้มีช่องว่างเพื่อซ่อนหลักฐานการฟอกเงินข้ามชาติ
“คุณหมายความว่ายังไง...” รินรดาถามเสียงสั่น
นิติกรไม่ตอบ เขาหยิบมีดพกขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะจ่อปลายมีดลงไปในรอยแยกของผนังคอนกรีต แล้วกรีดลงไปตามแนวรอยร้าว รอยปูนกะเทาะออก เผยให้เห็นโลหะสีเงินวาววับที่ซ่อนอยู่ข้างใน—มันไม่ใช่เหล็กเส้น แต่มันคือตู้เซฟขนาดเล็กที่ถูกฝังไว้กลางเสาค้ำยัน!
“สิ่งที่อยู่ในนี้ คือเหตุผลว่าทำไมตึกถึงต้องถล่ม” นิติกรกระซิบ “เพราะถ้าตึกยังตั้งอยู่ ความลับที่อยู่ในเสาต้นนี้จะถูกพบ แต่ถ้ามันถล่มลงมา... ขยะพวกนี้ก็จะถูกฝังกลบไปพร้อมกับศพคนตาย”
วินาทีก่อนที่รินรดาจะเอื้อมมือไปสัมผัสตู้เซฟนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องเก็บเอกสาร แสงไฟในโถงทางเดินกะพริบและดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด
นิติกรคว้าข้อมือรินรดาไว้แน่น กระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาขนลุกชัน “อย่าเพิ่งกรีดร้อง... เพราะคนที่มาถึงน่ะ ไม่ใช่ตำรวจ และพวกมันก็ไม่ได้มาเพื่อช่วยให้คุณรอดชีวิตหรอกครับ”
ประตูห้องเก็บเอกสารค่อยๆ แง้มออกช้าๆ พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับเข้ามา แสงไฟจากไฟฉายแรงสูงส่องสาดเข้ามาในห้อง ตัดผ่านความมืดตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่
รินรดาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของเหล็กที่จ่อเข้าที่ต้นคอของเธอจากเงามืดด้านหลัง... และเสียงกระซิบที่คุ้นเคยจนน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นเบาๆ “คิดจะขุดคุ้ยรากฐานของคนตระกูลใหญ่... หวังว่าคุณจะเตรียมหลุมศพให้ตัวเองไว้พร้อมแล้วนะ รินรดา”
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันหนักอึ้งกว่าครั้งไหนๆ เพราะรินรดารู้ดีว่า... เธอไม่ได้เป็นคนคุมเกมนี้อีกต่อไป
ขอบคุณที่เดินทางมาถึงบรรทัดสุดท้ายร่วมกันกับกระจกเงาสะท้อนใจนะคะ หวังว่าตอนต่อไปจะทำให้รี้ดเดอร์นั่งไม่ติดเก้าอี้เหมือนเช่นเคยค่ะ
สถาปนิกเงา กับคดีอาชญากรรมสีขาว•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนผนังคอนกรีต
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงา กับคดีอาชญากรรมสีขาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
