กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกำยานกลิ่นบุปผาอวี้ถังในห้องหนังสือลับ ประกายไฟจากตะเกียงสำริดรูปหงส์กระพือปีกไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลัก สืออวี้ทรุดกายลงพิงกับชั้นตำราไม้จันทน์หอมอย่างหมดแรง อาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินบัดนี้ย้อมไปด้วยรอยเลือดสีคล้ำจากแผลลึกที่หัวไหล่ขวา
คมกระบี่อาบยาพิษของมือสังหารจากตระกูลหลี่เมื่อครู่เกือบเอาชีวิตนางไป หากไม่ใช่เพราะความเฉียบคมในการคำนวณทิศทางและตลบหลังด้วยค่ายกลกระเบื้องปูพื้น ป่านนี้นางคงกลายเป็นเพียงวิญญาณแค้นดวงใหม่อีกครา
"รุกฆาตพลาดไปหนึ่งตา... แต่หมากตระกูลหลี่ก็ยังไม่อาจกลืนกินกระดานนี้ได้ทั้งหมดหรอกค่ะ"
สืออวี้แย้มสรุปออกมาเบาๆ ริมฝีปากบางซีดเผือดไร้สีเลือด แต่แววตาทอประกายเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งพันปี นางขยับนิ้วเรียวหมายจะกดจุดหยุดเลือดด้วยตนเอง ทว่าความเจ็บปวดแปลบปلاسแล่นริ้วจนร่างบางเซถลา เกือบจะล้มลงไปกระแทกกับพื้นหินเย็นเยียบ
ทว่า... ก่อนที่ร่างของนางจะกระทบพื้น วงแขนแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กคู่หนึ่งก็พุ่งเข้ามาโอบรับเอวบางเอาไว้เสียก่อน พร้อมกับกลิ่นอายบุรุษคุ้นเคยที่แฝกลิ่นอายฝนยามค่ำคืนและกลิ่นจางๆ ของชาผู่อ่อร์ชั้นดี
เฟิงอวี้หลาง... องค์ชายสี่ผู้ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ภายใต้รอยยิ้มเจ้าสำราญ
ยามนี้รอยยิ้มเจ้าสำราญนั้นมลายหายสิ้น เหลือเพียงดวงเนตรคมกริบที่แดงก่ำด้วยโทสะระคนความตื่นตระหนกยามทอดพระเนตรเห็นรอยแผลฉกรรจ์บนร่างบาง อาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายมังกรทองของพระองค์ยับยู่ยี่จากการควบม้าฝ่าสายฝนและกองกำลังคุ้มกันนับร้อยเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต
"เจ้าโง่... เหตุใดจึงไม่รอเรา!"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มักจะเจือความหยอกเย้าในยามปกติ บัดนี้กลับสั่นเครือเล็กน้อยยามเอื้อนเอ่ย พระองค์ทรงดึงร่างของสืออวี้เข้าแนบพระuraอย่างไม่รังเกียจว่าคราบเลือดจะเปรอะเปื้อนอาภรณ์ชั้นสูง สองพระหัตถ์สั่นเทาเล็กน้อยยามแตะลงบนหัวไหล่ที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของสตรีในดวงใจ
สืออวี้แหงนเงยใบหน้าซีดเซียวขึ้นมองพระองค์ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ นางก็ยังไม่วายที่จะหยอกเย้าเขากลับ "หม่อมฉันเพียงเดินหมากนำหน้าท่านไปก้าวเดียว... เหตุใดองค์ชายจึงต้องทรงร้อนพระทัยจนลืมกฎเกณฑ์ในวังหลวงเช่นนี้เล่าคะ"
"หุบปากเสีย สืออวี้!" เฟิงอวี้หลางตรัสเสียงเข้ม ดึงร่างบางให้แนบชิดยิ่งขึ้นราวกับเกรงว่านางจะสลายหายไปในอากาศ พระหัตถ์ข้างหนึ่งกดแผลห้ามเลือดไว้อย่างมั่นคง แม้จะทรงรู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้อาจทำให้เชื้อพิษจากกระบี่แทรกซึมเข้าสู่พระองค์ได้ แต่ความห่วงใยกลับเหนือกว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดทั้งปวง
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของสืออวี้ที่ซบอยู่บนพระอังสาขององค์ชายสี่ ความอบอุ่นจากพระวรกายที่แผ่ซ่านเข้ามาช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บจากพิษร้ายในกายได้เป็นอย่างดี
ในชาติภพก่อน... นางไม่เคยรู้เลยว่าภายใต้หน้ากากขององค์ชายผู้มักมากใน
กามารมณ์และไร้พิษภัย จะมีบุรุษผู้ยอมเดิมพันแม้กระทั่งบัลลังก์มังกรเพื่อแลกกับการปกป้องนางไว้ในย้อมอ้อมกอดเดียว
"ทรงทำเช่นนี้... คุ้มค่าแล้วหรือคะ" สืออวี้กระซิบแผ่วเบาริมพระวรกาย แนบแก้มเนียนไปกับเนื้อผ้าปักดิ้นทอง "หากอัครเสนาบดีหลี่รู้ว่าองค์ชายทรงมีใจให้หม่อมฉัน แผนการที่ทรงซ่อนตัวอยู่ในความมืดมาตลอดหลายปีอาจจะพังทลายลงในชั่วพริบตา"
เฟิงอวี้หลางก้มพระพักตร์ลงกระซิบชิดใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่ระหง น้ำเสียงของพระองค์หนักแน่นดั่งคำสัตย์ปฏิญาณต่อฟ้าดิน
"บัลลังก์ที่ไร้เจ้า เคียงคู่... ต่อให้ได้มาซึ่งแผ่นดิน ก็เป็นเพียงซากปรักหักพัง สืออวี้ เจ้าเป็นคนดึงเราออกจากขุมนรกแห่งความเจ้าสำราญ ดังนั้น จงจำไว้... ไม่มีผู้ใดบนแผ่นดินนี้มีสิทธิ์พรากเจ้าไปจากอ้อมกอดของเรา แม้แต่พญายมราชก็ไม่มีสิทธิ์!"
คำตรัสทรงพลังนั้นดังก้องอยู่ในความรู้สึกของสืออวี้ หัวใจที่ด้านชาและแหลกสลายจากการหักหลังในอดีตชาติ คล้ายถูกหลอมละลายด้วยความอบอุ่นที่หนักแน่นนี้ นางหลับตาลงซึมซับสัมผัสอ่อนโยนที่ขัดกับสถานะอันสูงส่งของเขา พร้อมกับยื่นมือเรียวไปโอบกอดแผ่นหลังกว้างของพระองค์ไว้เช่นกัน เป็นครั้งแรกที่กุนซือเลือดเย็นผู้ไม่เคยมีความหวาดกลัว ยอมรับความจริงในใจว่า นางได้มอบทั้งชีวิตและหัวใจให้แก่บุรุษผู้นี้หมดสิ้นแล้ว
ทว่า ช่วงเวลาแห่งความลึกซึ้งนั้นกินเวลาเพียงชั่วลมหายใจ...
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกห้องหนังสือลับ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ที่กำลังเร่งรัดเข้ามาใกล้ พร้อมกับเสียงตะโกนก้องขององครักษ์เงา
"องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ! หน่วยองครักษ์เสื้อแพรของอัครเสนาบดีหลี่นำกำลังบุกเข้ามาล้อมตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟิงอวี้หลางผละออกจากอ้อมกอดชั่วพริบตา แววตาที่เคยมีความอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นไอสังหารสีเลือดที่น่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจ พระองค์ทรงดึงกระบี่ประจำพระองค์ออกจากฝัก แสงสีเงินวาบขึ้นสะท้อนกับแสงไฟในห้อง
แต่ก่อนที่องค์ชายสี่จะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับศัตรู ประตูห้องหนังสือไม้จันทน์หอมก็ถูกถีบกระเด็นพังทลายลงด้วยพลังลมปราณอันรุนแรง
ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายอินทรีโลหิตก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม นั่นคือ "หลี่เทียน" บุตรชายคนโตของอัครเสนาบดีหลี่ มือขวาผู้โหดเหี้ยมและเป็นผู้ลงมือสังหารสืออวี้ในชาติภพก่อน
"ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง องค์ชายสี่กับสุนัขรับใช้ที่ใกล้จะตาย..." หลี่เทียนหัวรอเสียงเยียบเย็น สายตากวาดมองทั้งสองด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนจะชี้ปลายกระบี่อาบยาพิษมาที่สืออวี้ "จับกุมพวกมันให้หมด! ใครขัดขวาง... ตัดหัวเสียบประจานหน้าประตูเมือง!"
สืออวี้ลืมตาขึ้น ชายตามองผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก ร่างกายที่บาดเจ็บกลับถูกกระตุ้นด้วยความแค้นที่สุมอก นางขยับกายลุกขึ้นยืนเคียงข้างเฟิงอวี้หลางอย่างมั่นคง แม้เลือดจะไหลรินไม่ขาดสาย
ทว่า ในจังหวะที่คมกระบี่ของหลี่เทียนกำลังจะพุ่งตรงมาปลิดชีพพวกนางนั้นเอง เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มหนึ่งก็ดังสนั่นกึกก้องจากด้านนอกสวนท้อ... ตามมาด้วยเสียงประกาศก้องกังวานที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องหน้าถอดสี
"พระราชโองการฮ่องเต้! สั่งให้ควบคุมตัวบุตรชายอัครเสนาบดีหลี่และพวกพ้องฐานกบฏซ่องสุมกำลังพลในยามวิกาล ผู้ใดขัดขืนมีโทษประหารทั้งโคตร!"
เงาร่างของขันทีเฒ่าคนสนิทข้างพระกายฮ่องเต้ก้าวเข้ามาพร้อมกับราชโองการประทับตราหยกสีทองอร่าม และตามด้วยกองทัพหลวงนับพันนายที่กรูเข้ามาปิดล้อมเรือนพักของสืออวี้ไว้จนมิดชิด!
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมลุ้นและดื่มด่ำไปกับกลเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบความเข้มข้นในบทนี้นะคะ
กุนซือเลือดเย็นกับหมากตระกูลหลุมพรางใน 40 วัน•ตอนที่ 15
อ้อมกอดท่ามกลางภัยพาล
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือเลือดเย็นกับหมากตระกูลหลุมพรางใน 40 วัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!