หยาดฝนปะปนกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในอากาศ บนดาดฟ้าตึกสูงระฟ้าใจกลางเมืองหลวงที่เวลานี้ไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงเสียงคำรามของสายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นระยะ สะท้อนภาพเงาร่างของชายสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากันห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
ศิลายืนนิ่งสนิท สายตาคมกริบทอดมองไปยังเบื้องหน้า ร่างกายของเขาท่วมทุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและเลือดจากบาดแผลฉกรรจ์ที่ข้างลำตัว แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดร้าวราญในอกที่สะสมมานานแรมปี
ตรงข้ามกับเขา ธันวา ในชุดสูทราคาแพงที่บัดนี้เปียกปอนและขาดวิ่น ยืนแย้มรอยยิ้มเยือกเย็น แววตาของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความบ้าคลั่งของคนที่สูญเสียทุกอย่างเช่นกัน
"แกคิดว่าความจริงจะช่วยให้ครอบครัวของแกฟื้นคืนชีพกลับมาได้จริงๆ งั้นหรือ ศิลา" เสียงทุ้มต่ำของธันวาเอ่ยทำลายความเงียบ ท่ามกลางเสียงสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย "ความยุติธรรมที่แกไขว่คว้า มันเป็นแค่ภาพลวงตา... เหมือนกับเงาใต้รอยบาปที่แกไม่มีวันหนีพ้น"
ศิลายังคงนิ่ง ไม่เอ่ยวาจาโต้ตอบ นิ้วมือที่กำด้ามมีดสั้นในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เขารู้ดีว่าทุกคำพูดของธันวาคือการปั่นประสาท แต่มันก็จี้ถูกจุดดำมืดในใจที่เขาพยายามกลบฝังมาตลอด
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนพร้อมเสียงหอบหายใจก็ดังขึ้นจากทางบันไดหนีไฟ รินรดาในสภาพเปียกปอนไม่แพ้กันก้าวพ้นขอบประตูขึ้นมา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นภาพตรงหน้า มือของเธอกำเครื่องบันทึกเสียงแน่นจนสั่นเทา
"ธันวา! พอได้แล้ว! ทุกอย่างถูกเปิดโปงหมดแล้ว ตำรวจกำลังมาที่นี่!" รินรดาตะโกนสุดเสียง แม้เสียงของเธอจะเกือบถูกกลืนหายไปกับเสียงสายฟ้า
ธันวาปรายตามองหญิงสาวเพียงชั่วพริบตา รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปาก "ตำรวจหรือ... เด็กน้อยเอ๋ย ในเมืองนี้ กฎหมายไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่มันถูกเขียนด้วยเงินและอำนาจต่างหาก"
สิ้นคำพูด ธันวาชักอาวุธปืนพกสีดำสนิทออกจากอกเสื้ออย่างไร้ความลังเล ปากกระบอกปืนพุ่งตรงไปยังรินรดาที่ยืนอยู่ใกล้ทางขึ้นที่สุด!
"ระวัง!"
ศิลาคำรามลั่น ร่างกายที่บาดเจ็บพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงราวกับเสือดาวล่าเหยื่อ ในเสี้ยววินาทีที่เสียงปืนดังสนั่นก้องดาดฟ้า กระสุนนัดนั้นเฉียดไหล่ของศิลาไปเพียงนิดเดียว สร้างแผลไหม้และรอยเลือดสดๆ สาดกระเซ็น
ปัง! เสียงปืนนัดที่สองตามมาติดๆ แต่คราวนี้ศิลาพุ่งเข้าประชิดตัวธันวาได้ทัน แรงกระแทกทำให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นปูนเปียกชื้น การต่อสู้แบบประชิดตัวอย่างไร้ความปรานีเริ่มต้นขึ้น
ศิลาไม่สนใจความเจ็บปวดจากบาดแผลเก่าที่ปริแตก หมัดหนักหน่วงถูกระดมชกเข้าใส่ใบหน้าของธันวาครั้งแล้วครั้งเล่า ความโกรธแค้น ความสูญเสีย และความอัดอั้นตันใจตลอดหลายปีถูกปลดปล่อยออกมาผ่านทุกหมัดที่กระทบเป้าหมาย ทว่าธันวาเองก็ไม่ยอมแพ้ เขาใช้ความได้เปรียบเรื่องแรงกายที่เหลืออยู่คว้าเศษเหล็กใกล้ตัวฟาดเข้าที่สีข้างของศิลาเต็มแรง
"อึก..." ศิลากัดฟันกรอด รสSเค็มปร่าของเลือดไหลทะลักออกจากมุมปาก แต่เขายังคงตรึงข้อมือของธันวาที่ถือปืนเอาไว้แน่น ไม่ยอมให้อีกฝ่ายยกมันขึ้นมาเล็งได้อีก
"แกมันก็แค่... หมาตัวหนึ่งที่ดิ้นรนในกองเพลิง..." ธันวาแค่นเสียงหัวเราะออกมาทั้งที่เลือดอาบใบหน้า ดวงตาแดงก่ำด้วยความอาฆาตมาดร้าย "ต่อให้แกฆ่าฉัน ความลับเรื่องคืนนั้น... ก็จะตายไปพร้อมกับฉัน!"
ศิลาชะงักไปชั่ววินาที คำพูดนั้นสะท้อนก้องในหัว ความจริงที่เขาตามหามาตลอดสิบปี... กำลังจะหลุดลอยไปพร้อมกับลมหายใจของชายตรงหน้าอย่างนั้นหรือ? มือที่เคยเงื้อขึ้นเตรียมจะซัดหมัดตัดสินชีวิตชะงักค้างกลางอากาศ
รินรดารีบวิ่งเข้ามาใกล้ เธอเห็นช่องว่างนั้น จึงตัดสินใจพุ่งเข้าไปเตะอาวุธปืนในมือของธันวากระเด็นตกลงไปจากขอบดาดฟ้า หายลับไปในความมืดเบื้องล่าง
"ศิลา! ตั้งสติไว้!" รินรดาร้องเรียก น้ำตาของเธอปะปนกับหยาดฝน "อย่าให้ความแค้นมาครอบงำคุณ เขาต้องชดใช้ตามกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยความตาย!"
ศิลาหันไปสบตารินรดา ดวงตาคู่คมที่เคยว่างเปล่าและเย็นชา บัดนี้สะท้อนภาพของหญิงสาวผู้เป็นห่วงเป็นใยเขาอย่างสุดซึ้ง ความอบอุ่นสายหนึ่งไหล
ธันวาอาศัยจังหวะที่ศิลาเผลอ ใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักร่างของศิลากระเด็นถอยหลัง ก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืนเซถอยไปชิดริมขอบดาดฟ้าที่ไม่มีแผงกั้น ด้านล่างคือความมืดมิดและความสูงที่น่าสะพรึงกลัว
ธันวายืนหายใจหอบโยน เนื้อตัวเปียกโชก ใบหน้าบวมปูดจนแทบจำไม่ได้ เขามองหน้าศิลาและรินรดาด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุกที่สุดเท่าที่ทั้งคู่เคยเห็น
"พวกแกคิดว่าชนะแล้วสินะ..." ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางก้าวถอยหลังไปอีกหนึ่งก้าว ส้นเท้าของเขาเหยียบบนขอบปูนที่ลื่นปรื๋อ "ความจริงนะเหรอ... มันน่ารังเกียจกว่าที่พวกแกคิดเสียอีก"
"ธันวา! หยุดนะ!" รินรดาอุทานด้วยความตกใจ พยายามก้าวเข้าไปหาเพื่อจะคว้าตัวเขาไว้ แต่ศิลาคว้าแขนเธอเอาไว้แน่น ส่ายหน้าช้าๆ เป็นเชิงห้ามปราม
ธันวาหัวเราะรơiริน เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา ก่อนที่เขาจะทิ้งน้ำหนักตัวหงายหลังดิ่งพสุธาลงไปเบื้องล่าง ท่ามกลางความมืดมิดและสายฝนที่โหมกระหน่ำอย่างไร้ความปราณี
เสียงลมหวีดหวิวผ่านหูพร้อมกับความเงียบงันที่กลับคืนมาบนดาดฟ้า ศิลายืนนิ่งค้าง มองลงไปยังความว่างเปล่าเบื้องล่างที่ธันวาเพิ่งร่วงหล่นหายไป ความรู้สึกว่างเปล่าแปลกประหลาดเข้าเกาะกุมหัวใจ ความแค้นที่แบกรับมานานนับทศวรรษบัดนี้มลายหายไป เหลือเพียงความจริงที่ยังคงทิ้งปริศนาคาใจ
รินรดาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เธอมองหน้าศิลาที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นท่ามกลางสายฝน ก่อนที่เธอจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ตกอยู่บริเวณที่ธันวายืนอยู่เมื่อครู่ มันคือ "แฟลชไดรฟ์" สีดำขนาดเล็ก ที่ร่วงหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทของธันวา
ศิลาเดินเข้าไปช้าๆ ก้มลงหยิบแฟลชไดรฟ์ชิ้นนั้นขึ้นมาสัมผัส ความเย็นเฉียบของโลหะส่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของศิลาก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยิบขึ้นมาและกดรับสาย ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะมีเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
*"ศิลา... นายคิดจริงๆ หรือว่าธันวาเป็นคนบงการทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว?"*
หวังว่าทุกท่านจะดื่มด่ำกับบทนี้และพร้อมสำหรับบทสรุปที่กำลังจะมาถึงนะครับ
ราชันย์หอกทมิฬ
หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา•ตอนที่ 42
Climax: การต่อสู้บนดาดฟ้า
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!