กระจกฟิล์มมืดทึบบนรถเก๋งคันนั้นเลื่อนลงจนสุด เผยให้เห็นแสงไฟสลัวจากเสาปูนเปลือยที่สะท้อนกระทบกับดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่ศิลามั่นใจมาตลอดห้าปีเต็มว่าได้ถูกฝังกลบไว้ใต้ดินอันหนทึบและเย็นเยียบ พร้อมกับซากรถกระบะที่ถูกไฟเผาไหม้เกรียมในคืนฝนตกพร่ำ
เงาร่างที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยยกมือขึ้นแตะปีกหมวกแก๊ง ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าหาแสงไฟเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นไม่ได้มีความแปลกใจเจือปน มีเพียงความเย้ยหยันของผู้ล่าที่กำลังมองดูเหยื่อดิ้นรนอยู่ในกรงขังแห่งความรู้สึกผิด
ธันวา... ผู้ชายที่โลกภายนอกยกย่องว่าเป็นนักบุญผู้ใจบุญ ผู้สนับสนุนมูลนิธิเด็กและคนไร้บ้าน แต่ในเงาสลัวของลานจอดรถร้างแห่งนี้ เขากลับเป็นสถาปนิกผู้สร้างโศกนาฏกรรมทั้งหมดในชีวิตของศิลา
ลมหายใจของศิลาร้อนผ่าว หัวใจเต้นกระหน่ำจนเสียงก้องสะท้อนในโสตประสาท มือหนาที่กำพวงมาลัยรถสั่นเทาเล็กน้อย ความโกรธแค้นแผดเผาจนปลายนิ้วชาดิ่ง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความโกรธ หากแต่เป็นความทรงจำที่ตีกลับมาเป็นฉากๆ—ภาพภรรยาที่นอนไร้ลมหายใจ ภาพลูกสาวที่ร้องไห้เรียกหาพ่อในกองเพลิง และเสียงกระซิบอันเย็นเยียบในคืนนั้นที่บอกว่า *“แกไม่มีวันหลุดพ้นจากเงาของฉันหรอก ศิลา”*
“คุณศิลาคะ...” เสียงของรินรดาแผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับความเงียบ เธอนั่งอยู่เบาะข้างๆ สังเกตเห็นความผิดปกติจากแผ่นหลังที่เกร็งแข็งของชายหนุ่ม ดวงตาคู่สวยฉายแวววิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด เมื่อเธอเหลียวมองตามสายตาของเขาออกไปนอกกระจก รถคันนั้นก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงไอควันจางๆ และความหนาแน่นของบรรยากาศที่บีบคั้นหัวใจ
ศิลาไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ความมืดมิดภายในเปลือกตากลืนกินภาพหลอนเหล่านั้นลงไป ในอกข้างซ้าย ความเจ็บปวดบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก แต่แปลก... เมื่อความกลัวสูงสุดถูกกระชากจนหลุดลอย ความว่างเปล่าอันเย็นเยียบก็เข้ามาแทนที่
เขาหันกลับมามองรินรดา ชั่วขณะนั้น แววตาของศิลาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แววตาของชายหนุ่มผู้แบกรับความแค้นและอดีตอันเน่าเฟะอีกต่อไป แต่มันคือแววตาของคนที่ได้ตัดสินใจบางอย่างเด็ดขาดแล้ว
“ริน...” เสียงของเขาแหบพร่าแต่มั่นคงอย่างประหลาด “คุณจำเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่สูญเสียทุกอย่างในกองไฟเมื่อห้าปีก่อนได้ไหม”
รินรดานิ่งงัน เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม “ทำไมคุณถึงถามเรื่องนั้นล่ะคะ... หรือว่าผู้ชายในรถคันนั้น—”
“เขาชื่อศิลา” ชายหนุ่มตัดบท น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ระลอกคลื่น “เด็กหนุ่มผู้โง่เขลา ยึดติดกับความแค้น ร้องไห้ฟูมฟาย และยอมให้ความรู้สึกผิดกัดกินวิญญาณไปครึ่งค่อนชีวิต” เขาเว้นจังหวะ เลื่อนสายตาไปยังกระจกมองหลังที่สะท้อนใบหน้าของตนเอง “แต่ ‘ศิลา’ คนนั้น ได้ตายไปตั้งแต่คืนที่รถคันนั้นพุ่งชนครอบครัวของเขาแล้วล่ะครับ”
คำพูดนั้นทำให้รินรดาถึงกับพูดไม่ออก ความหนาแน่นในบรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก เธอยื่นมือไปแตะแขนของเขาอย่างสั่นเทา “คุณกำลังจะทำอะไรคะศิลา... อย่าบอกนะว่าคุณจะ—”
“ผมไม่ได้จะไปแก้แค้นด้วยวิธีสกปรกแบบเขาหรอกครับริน” ศิลาหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้เธอ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุด แต่ก็งดงามที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น “การจมอยู่กับชื่อเดิม การใช้ชีวิตด้วยลมหายใจของคนที่ตายไปแล้ว มันคือการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายที่สุดที่ผมมอบให้กับตัวเองตลอดห้าปีที่ผ่านมา... ถึงเวลาที่ผมต้องหยุดทรมานตัวเองเสียที”
เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่ซุกซ่อนความลับ เอกสาร หลักฐาน และข้อมูลมืดทั้งหมดเกี่ยวกับธันวาขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบสะท้อนใบหน้าครึ่งซีกของเขา ศิลาไม่ได้ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว นิ้วเรียวกดส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังเซิร์ฟเวอร์สำรองของสำนักข่าวที่รินรดาสังกัดอยู่ รวมถึงส่งตรงไปยังหน่วยงานตรวจสอบอิสระที่อยู่นอกเหนืออิทธิพลของธันวา
“ข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่นั่นแล้วครับ” ศิลาเอ่ยขึ้นเบาๆ “รวมถึงเอกสารยืนยันตัวตน และพยานหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะกระชากหน้ากากนักบุญของธันวาให้ร่วงลงมาต่อหน้าสาธารณชน”
รินรดารีบหยิบโทรศัพท์ของตนเองขึ้นมาดู เมื่อหน้าจอแจ้งเตือนไฟล์ขนาดใหญ่ถูกส่งเข้ามา หัวใจของเธอก็เต้นรัวระรัว “นี่มัน... ข้อมูลลับทั้งหมดของมูลนิธิธันวาวัฒนา! คุณเอามาจากไหนตั้งมากมายขนาดนี้คะศิลา และถ้าคุณส่งมันไปตอนนี้ ชีวิตคุณจะ...”
“ชีวิตผมไม่เหลืออะไรให้สูญเสียอีกแล้วครับริน” ศิลาพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่นดั่งหินผา “สิ่งเดียวที่ผมติดค้างอยู่ คือการทวงคืนความยุติธรรมให้กับคนที่รัก... และการก้าวข้ามเงาของอดีตที่คอยหลอกหลอน”
เขากดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังขึ้นทำลายความเงียบงัดในลานจอดรถร้าง ศิลาปลดเข็มขัดนิรภัยออก ก่อนจะหันมามองหน้าหญิงสาวผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมทางและผู้กุมความลับทั้งหมด
“หลังจากคืนนี้เป็นต้นไป...” ศิลาเว้นวรรค ดวงตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้ความหวาดกลัว “ศิลา จะไม่มีตัวตนอยู่อบนโลกใบนี้อีกต่อไป... ชื่อนั้นถูกเผาทำลายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อห้าปีก่อนแล้ว”
รินรดาน้ำตาคลอเบ้า เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกจุกอกทำให้เธอไม่สามารถเอื้อนเอยคำใดออกมาได้ เธ้ารู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้หมายถึงอะไร มันไม่ใช่แค่การโค่นล้มผู้มีอิทธิพล แต่หมายถึงการที่ศิลาจะต้องสลัดทิ้งตัวตน ประวัติศาสตร์ และลมหายใจเดิม เพื่อเดินเข้าสู่สนามรบที่ไม่มีวันหวนกลับ
“แล้วคุณ... จะให้ผมเรียกว่าอะไรล่ะคะ” น้ำเสียงของเธอกลั้นสะื้น
ศิลาเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นทอดมองผ่านกระจกหน้ารถออกไปสู่ถนนเบื้องหน้า ที่ซึ่งแสงไฟนีออนจากเมืองใหญ่กำลังสาดส่องฝ่าความมืดมิด ยามเมื่อสายลมพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แง้มไว้เล็กน้อย กลิ่นอายของฝนที่กำลังจะตกโชยเข้าจมูกปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในตัวให้ตื่นขึ้น
“เรียกผมว่าอะไรก็ได้ครับ...” ศิลาตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก “เพราะไม่ว่าชื่อใหม่จะเป็นอะไร วิญญาณดวงนี้ก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรมในฐานะ ‘ผู้รอดชีวิต’ อย่างแท้จริงแล้ว”
ทันใดนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์มือถือบนคอนโซลหน้ารถก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สายเรียกเข้าจากเบอร์แปลกที่ไม่ปรากฏชื่อปรากฏขึ้นบนหน้าจอ พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ถูกส่งเข้ามาไล่เลี่ยกัน
*“ยินดีต้อนรับสู่เกมรอบสุดท้าย... เพื่อนเก่า”*
ศิลาจ้องมองข้อความนั้นนิ่งนาน รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนที่ปลายนิ้วแกร่งจะกดรับสาย แล้วกรอกเสียงลงไปในความเงียบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทไร้ความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“ผมรอเวลานี้มานานแล้วครับ... นายธันวา”
*(โปรดติดตามตอนต่อไปในตอนจบ)*
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันความมืดมิดและรอยบาปมาด้วยกันจนถึงโค้งสุดท้ายนี้ แล้วพบกันใหม่ในบทส่งท้ายครับ
หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา•ตอนที่ 47
การก้าวผ่าน
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!