“ถ้าความตายคือประตูบานเดียวที่เหลืออยู่ ทำไมลุงถึงแน่ใจนักว่าคนที่อยู่หลังบานประตูนั้นจะอยากคุยกับผม?”
ศิลาเอ่ยถามขณะที่ปลายนิ้วยังคงสัมผัสอยู่กับผิวกระบอกปืนเย็นเฉียบที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบฉุนกึ๊ก ลุงของเขา—ชายผู้มีดวงตาดั่งก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง—เพียงแค่พ่นควันสีเทาจางๆ ออกมา ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอ
“คนตายไม่ได้โกหก ศิลา” ลุงตอบ เสียงแหบพร่าดุจใบไม้แห้งที่ถูกบดขยี้ “แต่ที่สำคัญกว่านั้น... พวกเขาไม่เคยลืมสิ่งที่พวกเรา ‘ถูกบังคับ’ ให้ลืมไปพร้อมกับพวกเขาก็เท่านั้นเอง”
ศิลาขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกเหมือนมีเศษแก้วบาดลึกอยู่ในสมองแวบเข้ามาอีกครั้ง ภาพของเปลวเพลิงที่ตวัดเลียผนังบ้านเมื่อสิบปีก่อนยังคงเป็นเพียงเงาสลัว เขาจำกลิ่นไหม้ของเนื้อไม้ได้ จำเสียงกรีดร้องที่ขาดหายไปกลางคันได้ แต่ใบหน้าของผู้ที่กระชากเขาสู่ความมืดมิดนั้นกลับเป็นสีขาวโพลน—ว่างเปล่าราวกับถูกลบออกจากบันทึกของกาลเวลา
เขาลุกขึ้นยืน เก้าอี้ไม้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ราวกับจะประท้วงการเคลื่อนไหวที่รีบร้อนเกินไปของเขา ในใจของชายหนุ่มไม่ได้มีความกลัวหลงเหลืออยู่แล้ว สิ่งที่แทนที่มันคือความว่างเปล่าที่หิวกระหาย ความหิวโหยที่จะควานหาคำตอบในซากปรักหักพังของความทรงจำ
เขาก้าวออกมาจากบ้านไม้ทรุดโทรมหลังนั้นสู่ความมืดมิดของย่านเมืองเก่า ที่นี่... แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนกะพริบถี่ๆ สะท้อนภาพเงาของเขาทอดตัวยาวไปกับกำแพงอิฐที่เปียกชื้นด้วยน้ำฝนที่เพิ่งหยุดตก
“ศิลา!”
เสียงเรียกที่คุ้นหูทำให้เขาหยุดชะงัก รินรดาปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืดของตรอก เธอยังคงสวมเสื้อแจ็กเก็ตตัวเดิมที่มีรอยเปื้อนหมึกจางๆ ดวงตาคู่สวยของเธอฉายแวววิตกอย่างไม่ปิดบัง เธอถือสมุดโน้ตเล่มหนาไว้ในมือแน่น ราวกับว่ามันคือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้กับความจริงในเมืองที่เต็มไปด้วยคำลวงนี้
“อย่าบอกนะว่าเธอแอบตามมา” ศิลาพูด น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ฉันไม่ได้ตามมา ฉันแค่... ได้รับไฟล์เสียงบางอย่าง” รินรดาเดินเข้ามาใกล้ ลมหายใจของเธอสั่นไหวเล็กน้อย “มันมาจากเบอร์โทรศัพท์นิรนามที่ส่งเข้ามือถือฉันเมื่อสิบนาทีก่อน... มันเป็นเสียงบันทึกเหตุการณ์วันที่พ่อแม่เธอเสียชีวิต ศิลา มันไม่ใช่ ‘อุบัติเหตุ’ อย่างที่รายงานตำรวจสรุปไว้เมื่อสิบปีก่อน”
ศิลาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ แววตาของเขาเย็นเยียบจนรินรดาต้องเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว “ริน... คนอย่างธันวาไม่ปล่อยให้หลักฐานแบบนี้หลุดรอดออกมาหรอก ถ้าเธอได้มันมา นั่นหมายความว่า ‘มัน’ อยากให้เธอได้ฟัง”
“งั้นเราก็ต้องฟังมัน!” รินรดากดปุ่มเล่นเสียงในมือถือ
เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงไม่ได้มีความชัดเจนนัก แต่มันกลับแหลมคมพอจะทิ่มแทงใจคนฟัง มันเป็นเสียงการโต้เถียงที่ดุเดือด เสียงแก้วแตก และเสียงผู้ชายคนหนึ่งที่ศิลาจำได้แม่น... แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เสียงที่เคยประกาศเกียรติคุณในงานกุศลบ่อยครั้ง เสียงที่ดูอ่อนโยนและน่าเชื่อถือในหน้าข่าวสังคม... เสียงของธันวา
*‘ถ้ามึงไม่คายที่ดินผืนนั้นออกมา วันนี้ก็คือวันปิดตำนานตระกูลพวกมึง... ไม่ต้องมีใครรอด ทั้งลูก ทั้งเมีย!’*
เสียงนั้นจบลงด้วยเสียงปืนหนึ่งนัด ตามมาด้วยความเงียบงันที่น่าสยดสยอง
ศิลานิ่งงันไปครู่ใหญ่ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความแค้นที่พุ่งพล่านดั่งลาวาใต้ชั้นผิวโลก เขาเคยตั้งคำถามเสมอว่าทำไมตัวเองถึงรอดมาได้ ทำไมลุงถึงยอมให้เขาโตมาท่ามกลางความสงสัยที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ หรือแท้จริงแล้ว เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อรอเวลาเชือด?
“ธันวาไม่ได้แค่ต้องการที่ดิน” ศิลาพึมพำกับตัวเอง สายตามองไปที่ตึกระฟ้าของ ‘ธันวาคอร์ปอเรชั่น’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ราวกับปีศาจที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อ “เขากำลังตามหา ‘สิ่งนั้น’ สิ่งที่พ่อแม่ของฉันเก็บไว้ก่อนจะตาย”
“สิ่งนั้นคืออะไร?” รินรดาสบตาเขา ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักข่าวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความกังวลเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่ม
“มันไม่ใช่สิ่งของ แต่มันคือรายชื่อ” ศิลาขยับยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ปราศจากความอบอุ่น “รายชื่อของทุกคนในเมืองนี้ที่เซ็นสัญญาขายวิญญาณให้ธันวาเพื่อแลกกับอำนาจ... ริน ถ้าเราเปิดเผยสิ่งนี้ เมืองทั้งเมืองจะลุกเป็นไฟ”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังสะท้อนก้องมาจากท้ายซอย เงาร่างกำยำในชุดสูทสีดำสนิทเดินออกมาจากความมืดหกคน แต่ละคนถืออาวุธครบมือ โดยมีชายร่างสูงใหญ่ผู้สวมแว่นตากันแดดในยามวิกาลเดินนำหน้า
ศิลาควักปืนออกจากเอวอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางที่เย็นเยือกกลับกลายเป็นสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่พร้อมฉีกกระชาก เขาผลักรินรดาไปข้างหลังเบาๆ ก่อนจะกระซิบ
“ถ้าคืนนี้เราไม่ได้ออกไปจากที่นี่... ไฟล์เสียงนั่นจะกลายเป็นสิ่งเดียวที่พิสูจน์ว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่สีเทา”
ชายที่นำหน้าหยุดเดิน เขาถอดแว่นตากันแดดออก เผยให้เห็นดวงตาที่ไร้แววชีวิต ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งสั่นเตือนขึ้นมาดู แล้วหันมายิ้มให้กับศิลา
“นายท่านธันวาฝากข้อความมาบอกคุณว่า... ความทรงจำที่หายไปน่ะ ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุหรอกนะ แต่มันถูก ‘ลบ’ ออกไปโดยคนที่คุณเรียกเขาว่าลุง... เพราะเขาก็อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นด้วยเหมือนกัน”
โลกทั้งใบของศิลาหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้น ข้อมูลที่ไหลทะลักเข้ามาสั่นคลอนทุกความเชื่อที่เขามีมาตลอดสิบปี ปืนในมือสั่นสะท้านจนแทบจะร่วงหล่นลงพื้น
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความลับอันดำมืดนี้ครับ—ราชันย์หอกทมิฬ
หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา•ตอนที่ 2
ร่องรอยที่ถูกลืม
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หอกทมิฬเสียดนภา: ยุทธการล้างแค้นใต้แสงดวงดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!