"ถ้าคุณจะยืนมองรอยร้าวบนผนังปูนเปลือยด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์เหมือนมันเป็นอนุสาวรีย์ความรักที่แตกสลายขนาดนั้น ผมแนะนำให้กลับไปนั่งเขียนบทดราม่าเรียกน้ำตาหลังคีย์บอร์ดเถอะครับคุณกรรณา ไซต์งานก่อสร้างของผมไม่รับบริจาคความดราม่าราคาถูก"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจงใจกระแทกกระทั้นใส่โสตประสาท ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำของท้องฟ้าด้านนอกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาทะมึน รวิศยืนกอดอกพิงโครงสร้างเหล็กฉากที่ยังไม่ได้เก็บงาน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคมปลาบมองหญิงสาวที่กำลังยืนกอดแฟ้มเอกสารแน่นด้วยความหมั่นไส้
กรรณาตวัดสายตากลับทันที ไม่มีทางที่เธอจะยอมเป็นฝ่ายตกเป็นเบี้ยล่างให้สถาปนิกปากจัดคนนี้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีเล่นเป็นครั้งที่สอง รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอิ่มสวยทันที
"ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ระวังตอนแก่ไม่มีใครมาเผาผีนะคุณรวิศ รอยร้าวตรงนี้ไม่ได้เรียกว่าความดราม่าราคาถูก แต่มันคือช่องว่างทางสถาปัตยกรรมที่เปิดโอกาสให้แสงและเงาได้หายใจต่างหาก... แต่ก็นั่นแหละ คนที่หัวใจแข็งกระด้างจนสร้างแต่เซฟโซนสี่เหลี่ยมทึบตันแบบคุณ คงไม่เข้าใจสุนทรียศาสตร์ของการปล่อยให้มีรอยแผลเป็นบนตึกหรอก"
"หึ สุนทรียศาสตร์เหรอครับ?" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าประชิดตัวเธอทีละก้าวอย่างคุกคาม ขายาวๆ ของสถาปนิกหนุ่มทำให้ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงอย่างรวดเร็ว จนกรรณาต้องเผลอถอยหลังไปชนกับเสาค้ำยันชั่วคราวโดยไม่รู้ตัว "สุนทรียศาสตร์ที่ดี มันต้องคำนวณบนความปลอดภัย ไม่ใช่เอาอารมณ์ชั่ววูบของนักเขียนสมองนิ่มมาเสี่ยงกับโครงสร้างที่อาจจะพังลงมาทับหัวคนอ่านบทของคุณตายหรอกนะ"
"นี่คุณ!" กรรณาโกรธจนหน้าดำคร่ำเครียด นิ้วเรียวชี้หน้าเขาอย่างลืมตัว "ว่าใครสมองนิ่มไม่ทราบ! บทละครของฉันผ่านการรีเสิร์ชมามากกว่าแบบแปลนลวกๆ ของคุณร้อยเท่า!"
ซ่าาาา!
เสียงสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานีราวกับเปิดก๊อกน้ำขนาดใหญ่ กลบเสียงเถียงของทั้งคู่ลงในพริบตาเดียว ลมกรรโชกแรงพัดละอองน้ำฝนสีเทาสาดเข้ามาในตัวอาคารที่ยังไม่มีกระจกติด ตั้ง เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงตามมาติดๆ พร้อมกับความมืดมิดที่เข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากระบบไฟชั่วคราวในไซต์งานตัดอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นสีเทาทึบอึมครึมทันที ท่ามกลางความมืดและเสียงฝนที่กระหน่ำซัดสาดใส่หลังคาเมทัลชีทจนดังสนั่นหวั่นไหว พื้นที่กว้างนับร้อยตารางเมตรแคบลงทันตาเห็น เหลือเพียงระยะประชิดระหว่างคนสองคนที่ยืนหายใจรดต้นคอกันในความมืด
กรรณาผวาเล็กน้อยเมื่อเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น เธอเผลอขยับเข้าไปใกล้ร่างสูงโดยสัญชาตญาณ ไหล่บอบบางชนเข้ากับแผงอกกว้างของรวิศเข้าอย่างจัง
รวิศชะงักไปชั่วขณะ ความเย็นชาที่เคยใช้เป็นเกราะป้องกันตัวหลุดร่อนออกอย่างไร้ร่องรอย เมื่อปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของร่างที่เบียดชิด กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้จางๆ ลอยปะปนมากับกลิ่นอายฝน ชวนให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวอย่างประหลาด
"...กลัวความมืดหรือครับ คุณนักเขียนบทผู้ไม่เคยกลัวใคร" น้ำเสียงของรวิศเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย ความกวนประสาทเจือความอ่อนโยนที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้หลุดลอดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
"ใครกลัว... ฉันแค่... มองไม่เห็นทางต่างหากเล่า" กรรณาแก้ตัวเสียงAอ้อมแอ้ม พยายามจะผละถอยหลัง แต่ทว่าพื้นที่ด้านหลังเธอกลับเป็นผนังปูนเปลยชื้นแฉะและไม่มีทางให้ขยับหนี
รวิศไม่ยอมเปิดทาง มือหนายื่นออกไปยันเสาเหล็กด้านข้าง กักตัวเธอไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์ ความใกล้ชิดทำให้เขาสามารถมองเห็นแววตาไหวระริกของเธอในความสลัวได้อย่างชัดเจน แม้จะปากเก่งแค่ไหน แต่ในยามนี้ หัวใจดวงน้อยของเธอกลับเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
"ปากเก่งนักนะ... พอเจอสถานการณ์แบบนี้ ทำไมเสียงถึงได้สั่นล่ะครับ" รวิศโน้มใบหน้าลงมาใกล้ กระซิบชิดริมหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนกรรณาขนลุกซู่
"คุณรวิศ ถอยไปเลยนะ ฉันอึดอัด" เธอยกมือขึ้นดันแผงอกแกร่งของเขาไว้ แต่กล้ามเนื้อแน่นตึงใต้เสื้อเชิ้ตทำงานนั้นราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันผลักให้ถอยได้
"ไม่ถอยครับ... ข้างนอกฝนตกหนัก ไฟก็ดับ สัญญาณโทรศัพท์ก็น่าจะขาดหายไปเรียบร้อยแล้ว เราคงต้องติดแหง็กอยู่ตรงนี้ด้วยกันอีกนาน คุณกรรณาคิดว่าเราควรใช้เวลาว่าง 'อันน้อยนิด' นี้เคลียร์เรื่องปากดีของคุณเมื่อครู่ดีไหมครับ"
รอยยิ้มมุมปากของสถาปนิกหนุ่มในความมืดช่างดูอันตรายและทรงเสน่ห์จนเกินต้านทาน กรรณาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจพองโตและเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่ด้วยความโกรธ... แต่เป็นเพราะเคมีบางอย่างที่กำลังเผาไหม้บรรยากาศรอบตัวให้ร้อนระอุขึ้นสวนทางกับสายฝนด้านนอก
"ฉันไม่มีอะไรจะเคลียร์กับคนเผด็จการอย่างคุณ ปล่อยได้แล้ว!"
"ถ้าไม่ปล่อย... คุณจะทำไมล่ะครับ" รวิศท้าทาย แววตาคมก้าวร้าวแต่แฝงความคลั่งรักไว้อย่างมิดชิดจดจ้องริมฝีปากอิ่มที่กำลังขยับเถียงเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองคนเต้นตรงกันอย่างไร้เสียงคำตอบ เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงในกระเป๋าเสื้อของรวิศก็สว่างวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน แสงไฟหน้าจอสะท้อนใบหน้าคมคายและสายตาที่ฉายแววหงุดหงิดระคนตกใจอย่างชัดเจน เมื่อชื่อบนหน้าจอระบุสายเรียกเข้าที่ไม่คาดคิด—
คนรักเก่าของเขาคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อหลายปีก่อน... โทรกลับมาหาเขาในคืนที่ฝนตกหนักนี้
รวิศชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อในทันที ดวงตาที่เคยพุ่งเป้ามาที่กรรณาเปลี่ยนเป็นเบนไปมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความสั่นไหวที่ไม่อาจซ่อนเร้น
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 11 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้•ตอนที่ 11
ความบังเอิญที่ตั้งใจ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกปากจัดกับยัยนักเขียนบทผู้ไม่ยอมแพ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!