หน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานสว่างวาบด้วยแสงสีฟ้าส้มสลับกันเป็นจังหวะ ข้อมูลตัวเลขการเงินและการโอนเงินย่อยนับร้อยรายการถูกดึงขึ้นมาแสดงผลแบบเรียลไทม์ นิ้วเรียวยาวของคินน์เคาะลงบนพื้นโต๊ะไม้เนื้อแข็งเป็นจังหวะเนิบนาบ แต่นัยน์ตาคมกริบกลับไม่ได้มองที่ตัวเลขเหล่านั้น เขากำลังจ้องมองข้อความปริศนาที่เพิ่งถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวเมื่อไม่กี่นาาทีก่อน
*[ระวังตัวไว้ให้ดี... คนที่ตามล่าคุณ อาจจะไม่ใช่พวกผม]*
ประโยคสั้นๆ แต่ทิ้งน้ำหนักราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางความเงียบงัน คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาปิดหน้าจอแท็บเล็ตเสียงดังสนั่นจนร่างของตัวเองเอนพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างใช้ความคิด ดวงตาคู่คมฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง ค่ำคืนนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับหัวหน้าแผนกวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มักจะควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้เสมอ จนกระทั่งตัวแปรที่ชื่อ "ลินิน" ก้าวเข้ามาในพื้นที่ปลอดภัยของเขา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรออนุญาต ร่างโปร่งบางในชุดฮู้ดสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของวานิลลาและกาแฟคั่วบด มือขถือกล่องกระดาษใส่เบเกอรี่ชิ้นโตไว้มั่น ท่าทางกะล่อนและรอยยิ้มทะเล้นที่มักจะประดับบนใบหน้าของฟู้ดบล็อกเกอร์ชื่อดังในยามนี้กลับเจือความจริงจังบางอย่างที่คินน์สังเกตเห็นได้ทันที
"คุณนี่มันมารยาทงามยอดเยี่ยมจริงๆ ลินิน" คินน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่นัยน์ตากลับคมปลาบ "อยากเข้าห้องคนอื่นตอนไหนก็เข้า อยากออกตอนไหนก็ออก คิดว่าที่นี่เป็นสวนหลังบ้านของคุณหรือไงครับ"
"โอ๊ะ! อย่าเพิ่งทำหน้ายักษ์ใส่กันสิครับคุณคินน์ ผมอุตส่าห์แวะซื้อบราวนี่ร้านโปรดที่คิวยาวเป็นกิโลมาฝาก เพื่อเป็นการไถ่โทษเรื่องเมื่อวานนะเนี่ย" ลินินวางกล่องขนมลงบนโต๊ะทำงานอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมานั่งลงโดยไม่รอเชิญ ดวงตากลมโตเป็นประกายคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว—รวดเร็วเกินกว่าจะเป็นการมองสำรวจห้องทำงานธรรมดา
คินน์หรี่ตามองการกระทำนั้น หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยสัญชาตญาณดิบที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ทุกอิริยาบถของคนตรงหน้ามีความสมบูรณ์แบบเกินกว่าจะเป็นแค่ฟู้ดบล็อกเกอร์ธรรมดา มือที่เคยจับตะหลิวและกล้องถ่ายรูปคู่นั้น มีรอยด้านจางๆ ที่บริเวณโคนนิ้วชี้และนิ้วกลาง ซึ่งเป็นร่องรอยของการเหนี่ยวไกปืนเป็นประจำ
"เก็บความหวังดีของคุณไปเถอะครับ ผมไม่ชอบกินของหวาน" คินน์ปฏิเสธเสียงแข็ง มือหนาเลื่อนแท็บเล็ตเครื่องเดิมไปตรงหน้าลินินช้าๆ "แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นคำตอบ... ผมว่าน่าสนใจกว่าเยอะ"
ลินินชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยความเรียบเฉยที่เย็นเยียบจนน่าตกใจ ดวงตาที่เคยเป็นประกายระยิบระยับกลับลึกซึ้งและว่างเปล่าในคราวเดียว บรรยากาศรอบตัวของฟู้ดบล็อกเกอร์หนุ่มเปลี่ยนไปในพริบตา ราวกับกวางน้อยกลายร่างเป็นนักล่าในความมืด
"คุณหมายถึงอะไรครับคุณคินน์" เสียงของลินินนุ่มนวลแต่เย็นเยียบ
"หมายถึงข้อมูลการเงินและการโอนเงินเข้าออกในบัญชีลับของบริษัทผม ที่ถูกส่งตรงมาจากไอพีแอดเดรสเดียวกับที่คุณใช้ติดต่อสปอนเซอร์รีวิวร้านอาหารเมื่อสัปดาห์ก่อนไงล่ะครับ ลินิน" คินน์โน้มตัวไปข้างหน้า มือประสานกันบนโต๊ะ สายตากดดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย "คุณเป็นใครกันแน่... และเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ทำไม"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งคู่ ชั่วขณะหนึ่งไม่มีใครขยับเขยื้อน ราวกับกาลเวลาหยุดเดิน ลินินจ้องมองคินน์กลับด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและ... ความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"คุณฉลาดเกินไปแล้วนะคินน์... รู้แบบนี้ ผมน่าจะวางยาพิษในบราวนี่กล่องนั้นจริงๆ" ลินินกระซิบเสียงแผ่วเบา ร่างโปร่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย ผิดกับความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศ
"ถ้าคุณทำแบบนั้น คนที่จะซวยไม่ใช่ผม แต่จะเป็นคุณที่จะต้องติดคุกหัวโตข้อหาฆาตกรรม" คินน์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงแม้จะนิ่งสนิทแต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธ หวาดระแวง และ... เสียดายอย่างประหลาด
"หึ ติดคุกเหรอครับ? สำหรับผมแล้ว การอยู่ในคุกยังปลอดภัยกว่าการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกตอนนี้เสียอีก" ลินินแค่นหัวเราะ ดวงตาคู่สวยไหววูบชั่วขณะก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว "คุณคิดว่าตัวเองกำลังสืบเรื่องการทุจริตในบริษัทสินะครับ? คุณคิดว่าไอ้เอกสารพวกนั้นมันสะอาดบริสุทธิ์ดีแล้วใช่ไหม? ตื่นเถอะครับคุณหัวหน้าแผนก... เกมที่คุณกำลังเล่นอยู่ มันเดิมพันด้วยชีวิต และคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่แค่คนธรรมดาในตลาดหุ้น"
คินน์ขมวดคิ้วแน่น "คุณรู้อะไรมา?"
"ผมรู้ว่าถ้าคุณยังขุดคุ้ยต่อไปอีกแค่วันเดียว คนที่จะไม่ได้ตื่นขึ้นมามองเห็นพระอาทิตย์ขึ้น... ไม่ใช่ผม แต่จะเป็นคุณ" ลินินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วของคินน์ กลิ่นวานิลลาจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวทำให้สติของคินน์กระเจิงไปชั่วขณะ "และที่สำคัญที่สุด... คนที่ส่งคำเตือนมาให้คุณเมื่อคืนนี้ ก็คือผมเอง"
คำสารภาพนั้นดังชัดเจนในความเงียบ คินน์เบิกตากว้างเล็กน้อย ความตระหนักรู้บางอย่างพุ่งชนเข้ากลางอก ลินินไม่ได้เป็นแค่เหยื่อหรือผู้ต้องสงสัย แต่เป็นคนวงใน... คนที่เคยอยู่ในโลกมืดใบเดียวกับที่เขากำลังพยายามหนีออกมา
"ทำไม..." คินน์เอ่ยเสียงพร่า มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเรียวของลินินไว้โดยอัตโนมัติ สัมผัสอุ่นร้อนจากผิวเนื้อทำให้หัวใจกระตุกวูบ "ทำไมคุณถึงต้องเตือนผม?"
ลินินก้มมองมือที่ถูกกุมไว้ ดวงตากลมโตฉายแววไหวระริกเป็นครั้งแรก เขาสบตาคินน์นิ่งนาน ก่อนจะยกยิ้มเศร้าๆ ที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"เพราะว่า..." ลินินเว้นจังหวะ ปลายเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย "คุณคือเซฟโซนเดียว... ที่ผมยังไม่อยากให้มันพังทลายลงไปเหมือนกับโลกของผม"
ยังไม่ทันที่คินน์จะได้เอ่ยปากถามอะไรต่อ เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินของอาคารก็ดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟสีแดงกะพริบวาบไปทั่วห้องทำงานพร้อมกับเสียงระบบอัตโนมัติประกาศก้อง
*[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการบุกรุกจากภายนอก... ล็อกดาวน์อาคารทันที]*
ประโยคสุดท้ายยังไม่ทันจดจำ ลินินก็ดึงข้อมือกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่กระจกหน้าต่างห้องทำงานแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยแรงระเบิดจากภายนอก!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "ดรากอนไรเดอร์" นะครับ
เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลับไลฟ์สไตล์•ตอนที่ 3
รอยร้าวในระบบ
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลับไลฟ์สไตล์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
