แฟ้มเอกสารคดีทุจริตคลังเสบียงกองทัพพยัคฆ์อุดรถูกกางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์สลักลายวิจิตร ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของกู้หลานจือไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายหลักแสนตำลึงทองที่ถูกปัดตกอย่างจงใจ หากเป็นรอยหมึกตวัดหางปลาอันเป็นเอกลักษณ์ของสำนักอาลักษณ์หลวง ซึ่งเป็นรหัสลับที่ใช้เฉพาะในกลุ่มขุนนางชั้นผู้ใหญ่ระดับสูงในราชสำนักเท่านั้น
ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำลูบไล้รอยหมึกนั้นแผ่วเบา ดวงตาคู่คมกริบราวกับพยัคฆ์สาวซุ่มล่าเหยื่อหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความครุ่นคิด บาดแผลในอดีตที่ถูกคนในตระกูลหักหลังยังคงกรีดลึกอยู่ในใจ คอยย้ำเตือนไม่ให้เธอนับถือสัจจะใดจากปากของพวกสวมหมวกปีกจิ้งจอกเหล่านั้นอีก
"ดูท่า... สนมเอกซูคงไม่ได้เป็นเพียงแค่หมากตัวโปรดในตำหนักในอย่างที่ใครเขาเข้าใจกระมัง แม่ทัพกู้"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทรงอักษร กลิ่นอายชาผู่เออร์ชั้นดีลอยมาแตะจมูกก่อนที่เงาร่างสูงโปร่งของเฉินอ๋อง (ลู่หยาง) จะก้าวพ้นม่านผ้าไหมปักลายหงส์เหิน อากัปกิริยาของเขาสุขุมเยือกเย็นราวกับผู้กุมชะตากรรมของคนทั้งแคว้นไว้ในอุ้งมือ แววตาคู่คมคู่นั้นกวาดมองเอกสารลับบนโต๊ะด้วยความสนใจเพียงน้อยนิด ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าอันเคร่งเครียดของหญิงสาว
กู้หลานจือไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน เธอเพียงแต่เลื่อนแฟ้มเอกสารอีกชุดไปตรงหน้าเขาด้วยจังหวะที่มั่นคงและไร้ความเกรงกลัว
"ท่านอ๋องทรงลักลอบเข้าจวนแม่ทัพยามวิกาลเช่นนี้ หากมีผู้ใดพบเห็น เกรงว่าข้อหา 'สมรู้ร่วมคิดกับขุนนางกังฉิน' คงจะซักล้างไม่ออกง่ายๆ นะคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และเจือรอยเย้ยหยันอยู่จางๆ
ลู่หยางหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นทุ้มนุ่มแต่น่าขนลุก เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเขากับโต๊ะทำงานเหลือน้อยเต็มที ชายหนุ่มโน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนขอบโต๊ะไม้จันทน์ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของอีกฝ่าย
"สมรู้ร่วมคิดกับเจ้า... นับว่าเป็นข้อหาที่น่าสนใจไม่น้อย แม่ทัพกู้" ลู่หยางจงใจทิ้งเสียงสูงที่ปลายประโยค ดวงตาคู่คมพินิจพิเคราะห์เสี้ยวหน้าด้านข้างของนางอย่างถือวิสาสะ "แต่เจ้าก็รู้ดีว่า ข้ากับเจ้าต่างก็เป็นพวกนิยม 'หลักฐานเชิงประจักษ์' มากกว่าคำครหาลมๆ แล้งๆ มิใช่หรือ"
กู้หลานจือเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ความตึงเครียดระຫວ່າງคนทั้งสองพุ่งสูงขึ้นจนคล้ายมีประกายไฟแลบแปล๊บออกมาจากอากาศธาตุ พวกเขาต่างก็เป็นมืออาชีพที่ฉลาดทันกัน มีอุดมการณ์และการเมืองที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่ง ทว่ากลับมีความดึงดูดกันทางจิตวิญญาณอย่างน่าประหลาด—ความสัมพันธ์สีเทาที่ไม่มีวันสะอาดบริสุทธิ์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต่างฝ่ายต่างขาดอีกคนไม่ได้ในเกมกระดานนี้
"ท่านกำลังเบี่ยงประเด็น ลู่หยาง" นางเรียกชื่อบรรดาศักดิ์ของเขาห้วนๆ เพื่อรักษาระยะห่าง "รอยหมึกนี้... ไม่ใช่สิ่งที่ขุนนางขั้นเจ็ดแปดจะกล้าปลอมแปลงขึ้นมาได้ ลายเส้นหวัดนี้ ลีการตวัดพู่กันแบบนี้ ข้าเคยเห็นมันในท้องพระโรงเมื่อสามปีก่อน วันที่ตระกูลกู้ของข้าถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ"
บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบงันลงทันตรึงใจ รอยยิ้มบนมุมปากของลู่หยางเลือนหายไป กลายเป็นความจริงจังที่ลุ่มลึกและมืดมน เขาถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว ยืดตัวตรงเต็มความสูงด้วยท่าทีสง่างาม
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว หลานจือ" เขายอมเรียกชื่อนางห้วนๆ เช่นกันเพื่อแสดงความจริงใจ "การที่เจ้าขุดคุ้ยลงไปถึงต้นตอของคดีเสบียง ทำให้ตอนนี้ 'เงา' ที่อยู่เบื้องหลังเริ่มรู้สึกตัวแล้ว และสิ่งที่พวกมันเกลียดที่สุด คือคนตายที่ยังดื้อดึงจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาทวงความยุติธรรม"
"ข้าไม่กลัวความตาย" กู้หลานจือแค่นAยิ้มเย็นชา นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ศีรษะเชิดขึ้นอย่างถือดี ประจันหน้ากับชายหนุ่มผู้กุมความลับครึ่งค่อนแคว้น "แต่ข้ากลัวว่า... คนที่อยู่เบื้องหลังเงาพวกนั้น จะเป็นคนใกล้ตัวที่ท่านอ๋องทรงปกป้องมาตลอดหลายปีเสียมากกว่า"
ลู่หยางชะงักไปชั่วลมหายใจ ประกายความเจ็บปวดและอำมหิตวาดผ่านนัยน์ตาของเขาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยหน้ากากความสุขุมเยือกเย็นตามเคย มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าข้อมือของนางเพื่ออธิบายบางอย่าง ทว่า—
*กริ๊ก!*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากมุมมืดของระเบียงด้านนอกหน้าต่างกระดาษสา ทำให้สัญชาตญาณของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนทำงานทันที กู้หลานจือง้างมือคว้ากริชสั้นที่ซ่อนไว้ใต้ชายแขนเสื้อ สะบัดข้อมือซัดออกไปปักเข้ากับกรอบหน้าต่างอย่างแม่นยำ เสียงของเหล็กกรีดเนื้อไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบงัน
ลู่หยางไม่รอช้า พุ่งตัวทะยานผ่านหน้าต่างออกไปในความมืดด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทิ้งให้กู้หลานจืนิ่งค้างอยู่กลางห้องพร้อมกับหัวใจที่เต้นระรัว
ผ่านไปอึดใจใหญ่ ลู่หยางก็กลับเข้ามาทางประตูหน้า สีหน้าของเขายามนี้ไร้ซึ่งความขี้เล่นโดยสิ้นเชิง ในมือหนากำวัตถุบางอย่างชุ่มโชกไปด้วยคราบสีดำสนิท ซึ่งเมื่อเขาวางมันลงบนโต๊ะ ใกล้กับกองแฟ้มคดี... กู้หลานจือก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
มันคือป้ายหยกประจำตัวของ 'มหาเสนาบดีจ้าว' ขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนักปัจจุบัน และเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ลู่หยางเอง!
— ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาอันเชือดเชือนและลุ่มลึกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
อาญารักใต้เงาศึกพยัคฆ์หญิง•ตอนที่ 3
รอยร้าวในเงามืด
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาญารักใต้เงาศึกพยัคฆ์หญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
