"ถ้าแกยังไม่ลุกไปซักผ้ากองโตนั่นให้เสร็จก่อนเที่ยง ก็อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องข้าวต้มสักเม็ดในหม้อนี้เลย หลินฟางหรง! คนไร้ประโยชน์อย่างแก วันๆ เอาแต่ผลาญข้าวสารตระกูลจ้าว... เห็นทีฉันต้องคิดใหม่แล้วว่า ควรจะให้สามีแกส่งจดหมายหย่ามาให้ถึงที่ตั้งกองพลเสียตั้งแต่ตอนนี้!"
เสียงตวาดแหลมสูงบาดแก้วหูราวกับเข็มเย็บผ้าที่ทิ่มแทงลงบนแผ่นหลังของ 'หลินฟางหรง' ร่างกายของเธอกำลังสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดจากอาการไข้ที่รุมเร้าจนแทบจะกลั้นหายใจไม่ได้ แรงกระชากที่หัวไหล่ทำให้เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ลืมขึ้นด้วยความยากลำบาก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ห้องผ่าตัดที่ปราศจากเชื้อและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่คุ้นเคย แต่เป็นเพดานไม้เก่าคร่ำคร่าที่มีคราบเขม่าควันไฟเกาะดำเป็นปื้น กลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของผ้าขี้ริ้วโชยเข้าจมูกจนอยากจะอาเจียน
"แม่คะ... หนู... หนูไม่ไหวจริงๆ" เสียงที่หลุดออกมาจากลำคอของเธอนั้นแหบพร่าและเบาหวิวราวกับใบไม้แห้ง นี่ไม่ใช่เสียงของเธอ
หญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าดุดันและรอยย่นลึกข้างแก้มยืนเท้าสะเอวอยู่เบื้องหน้า นางคือ 'แม่สามี' ที่ในความทรงจำอันเลือนลางของร่างนี้เรียกขานว่า 'แม่จาง' สายตาของนางจ้องมองมาที่ฟางหรงด้วยความเกลียดชังเหมือนมองเศษสวะที่ไร้ค่า
ฟางหรงพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกปวดร้าวที่กระดูกสันหลังและข้อต่อทำเอาเธอต้องกัดฟันแน่น ในฐานะศัลยแพทย์กระดูกและข้อที่เชี่ยวชาญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 21 เธอตระหนักได้ทันทีว่าร่างกายนี้ไม่ได้แค่ป่วยไข้ แต่มันผ่านการใช้งานที่ผิดวิธีและถูกละเลยจนถึงขีดสุด
"สำออย!" แม่จางถ่มน้ำลายลงพื้นข้างเตียง ก่อนจะคว้าไม้กวาดทางมะพร้าวฟาดลงมาที่ปลายเตียงอย่างแรง "อย่ามาทำท่าทางใกล้ตายใส่ฉัน! พวกสะใภ้ในหมู่บ้านเขาทำงานกันงกๆ แต่อย่างแก... แค่ซักผ้าห้าหกตัวก็ทำเป็นเจ็บออดๆ แอดๆ ถ้าลูกชายฉันกลับมาเห็นว่าแกดูแลบ้านช่องแบบนี้ เขาคงเสียใจที่แต่งงานกับคนไร้ค่าอย่างแก!"
ฟางหรงนิ่งเงียบ ดวงตาที่เคยขลาดกลัวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยและเยือกเย็น เธอไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ แต่กำลังประเมินสถานการณ์ด้วยความนิ่งสงบดุจผิวน้ำในยามไร้ลม สมองของศัลยแพทย์เริ่มจัดระเบียบความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามา
ร่างนี้ชื่อ 'หลินฟางหรง' เช่นกัน เป็นหญิงสาวที่อ่อนแอและยอมคนมาตลอดนับตั้งแต่แต่งเข้าตระกูลจ้าว เพราะรักและเกรงใจสามี 'จ้าวเหวินซวน' นายทหารหนุ่มผู้ภักดีต่อหน้าที่เสียจนลืมดูแลภรรยาที่ถูกแม่และน้องสาวของเขาโขกสับมาโดยตลอด
"แม่ค่ะ..." ฟางหรงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจที่ทำให้แม่จางชะงักไปครู่หนึ่ง "ถ้าฉันเป็นอะไรไปตอนนี้... พี่เหวินซวนคงไม่ดีใจนักหรอกนะคะที่ต้องกลับมาจัดการงานศพภรรยา แทนที่จะได้เห็นบ้านเรือนที่เป็นระเบียบเรียบร้อย"
แม่จางอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าสะใภ้ขี้โรคที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้าจะกล้าต่อปากต่อคำ "แก! แกกล้าแช่งตัวเองรึ!"
"ฉันไม่ได้แช่งค่ะ แต่ฉันกำลังจะตายจริงๆ" ฟางหรงลุกขึ้นยืนด้วยความพยายาม เธอก้าวลงจากเตียงด้วยท่าทางที่มั่นคงอย่างประหลาด แม้ร่างกายจะโงนเงน "และถ้าฉันตาย ใครจะคอยทำอาหาร ใครจะคอยปะชุนเสื้อผ้า หรือใครจะคอยรับหน้าแขกเหรื่อเวลาพี่เหวินซวนกลับมาเยี่ยมบ้านล่ะคะ? หรือแม่คิดว่าสะใภ้คนใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ จะยอมทนถูกกดขี่ได้เหมือนฉัน?"
คำพูดนั้นจี้เข้าที่หัวใจของแม่จางพอดี แม่เฒ่าผู้นี้ไม่ได้เกลียดสะใภ้เพราะความแค้นฝังลึก แต่เกลียดเพราะ 'ความคุ้มค่า' ที่นางได้รับจากแรงงานของฟางหรง
ฟางหรงไม่รอคำตอบ เธอเดินผ่านร่างแม่สามีไปที่โต๊ะไม้เก่าๆ หยิบกาน้ำชาขึ้นมาจิบเพื่อบรรเทาอาการคอแห้งผาก ก่อนจะเดินตรงไปที่ลานบ้าน กองผ้ากองโตวางรออยู่ตรงนั้น เธอไม่ได้ก้มลงซักตามคำสั่ง แต่กลับหยิบสมุนไพรแห้งที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาดม กลิ่นของมันฉุนกึก นี่คือสมุนไพรที่มีสรรพคุณแก้ปวด แต่กลับถูกต้มจนไหม้เกรียมในหม้อน้ำชาของบ้านนี้
*โง่เขลา... ใช้ของดีแต่ทำเสียของ* ฟางหรงนึกตำหนิในใจ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของรองเท้าบูททหารก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน ฟางหรงหันไปมอง ภาพชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของเขาคมเข้ม คิ้วหนาดุจกระบี่ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่ผ่านการกรำศึกมาอย่างโชกโชน จ้าวเหวินซวนกลับมาแล้ว
เขามองเห็นมารดาที่กำลังเกรี้ยวกราด และภรรยาที่ร่างกายซูบผอมจนเหลือแต่กระดูกยืนอยู่ท่ามกลางกองผ้า สายตาของเขามองผ่านฟางหรงไปอย่างเรียบเฉยตามความเคยชิน
"เกิดอะไรขึ้นครับแม่?" เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชา
แม่จางรีบปั้นหน้าเศร้าทันที "เหวินซวน! ดูเมียแกสิ ดูนางทำตัว! แม่ให้ซักผ้าแค่นี้ก็ทำเป็นไม่ยอมทำ แถมนังนี่ยังขู่แม่ว่าจะตายๆ อีก!"
ฟางหรงมองจ้าวเหวินซวน เธอเห็นความเหนื่อยล้าในแววตาของเขา และเห็นร่องรอยของการตัดสินใจบางอย่างที่เขากำลังจะพูดออกมา... คำพูดที่อาจจะเป็นการหย่าร้าง
"คุณแม่ครับ... พอก่อนเถอะ" จ้าวเหวินซวนถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมามองฟางหรงด้วยสายตาที่เย็นชาจนน่าใจหาย "หลินฟางหรง ในเมื่อเธอทนอยู่ที่นี่ไม่ได้ และแม่ก็ไม่สบายใจที่มีเธออยู่... ผมมีเอกสารมาให้คุณ"
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบ หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะด้วยท่าทางเด็ดขาด
"เซ็นซะ แล้วพรุ่งนี้ผมจะให้คนไปส่งคุณที่สถานีรถไฟ"
ฟางหรงมองซองเอกสารนั้นแล้วแย้มยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่ทำให้จ้าวเหวินซวนชะงักงัน เพราะมันไม่ใช่รอยยิ้มที่อ่อนแออย่างที่เขาเคยเห็น แต่มันคือรอยยิ้มของ 'นักล่า' ที่กำลังจะได้เป็นอิสระ
"ได้ค่ะ... แต่ก่อนจะเซ็น" ฟางหรงเดินเข้าไปหาเขาใกล้ๆ จนได้กลิ่นอายดินปืนจางๆ จากตัวเขา "ฉันขอตรวจกระดูกสันหลังให้คุณก่อน... ดูเหมือนอาการบาดเจ็บจากการศึกครั้งล่าสุดของคุณ จะเริ่มส่งผลต่อการลงน้ำหนักที่ขาซ้ายแล้วนะคะ ถ้าไม่รีบจัดกระดูกให้เข้าที่... ต่อไปคุณอาจจะเดินกะเผลกไปตลอดชีวิต"
จ้าวเหวินซวนตัวแข็งทื่อ เขาไม่เคยบอกใครเรื่องอาการบาดเจ็บที่ขา... แม้แต่แม่ของเขาเอง
หวังว่าเนื้อหาในตอนเริ่มต้นนี้จะถูกใจคุณผู้อ่านที่รักนะคะ อวี้ซินหมอยายุค 70 จะตั้งใจร้อยเรียงเรื่องราวต่อจากนี้ด้วยหัวใจค่ะ
คุณหมอหญิงในยุคกันดาร ขอจัดกระดูกตระกูลสามีให้เข้าที่•ตอนที่ 1
วิญญาณใหม่ในร่างสะใภ้ขี้โรค
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงในยุคกันดาร ขอจัดกระดูกตระกูลสามีให้เข้าที่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
