"ความน่าจะเป็นที่พวกมันจะลอบโจมตีเราในจุดอับสัญญาณนี้อยู่ที่เจ็ด puluh เก้าจุดสี่เปอร์เซ็นต์ครับ อาจารย์เอเลน่า"
เสียงกระซิบของผมลอดผ่านระบบสื่อสารขนาดจิ๋วที่แนบอยู่หลังใบหู ในขณะที่นิ้วเรียวยาวของผมกำลังรัวคีย์บอร์ดโฮโลแกรมสีฟ้าครามอย่างรวดเร็วเพื่อแก้ไขค่าความเสถียรของแกนเวลา เซเรส—ผลึกพลังงานมิติที่พวกเราเพิ่งกู้คืนมาได้จากรอยแยกแห่งกาลเวลาเมื่อสองบทก่อน—กำลังเปล่งแสงสีม่วงอมฟ้าจางๆ สะท้อนกับดวงตาที่ฉายแวววิตกกังวลของผม
ภายในห้องปฏิบัติการใต้ดินร้างแห่งนี้ มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องกำเนิดสนามพลังควอนตัมและเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของ ดร. เอเลน่า ที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้าหน้าจอแสดงผลหลัก เธอยังคงรักษาความสุขุมเยือกเย็นเอาไว้ได้ แม้ว่าเส้นผมสีเงินยวงของเธอจะชุ่มไปด้วยเหงื่อบางๆ จากการใช้พลังงานจิตข้ามมิติติดต่อกันหลายชั่วโมง
"รินทร์... นายคำนวณไม่ผิดหรอ" เอเลน่าหันมามองผม แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นไร้ขอบคู่นั้นสะท้อนความเคร่งเครียดที่ซ่อนอยู่ "เครื่องตรวจจับสนามพลังความหนาแน่นสูงยังไม่รายงานสิ่งผิดปกติใดๆ ระบบเรดาร์ควอนตัมของเรากว้างรัศมีถึงสิบกิโลเมตร ถ้ามีใครเคลื่อนไหว เราน่าจะรู้ตัวก่อนหน้านี้แล้ว"
"ระบบเรดาร์มาตรฐานตรวจไม่พบหรอกครับอาจารย์" ผมเคาะแป้นพิมพ์ครั้งสุดท้าย ปลดล็อกรหัสความปลอดภัยชั้นที่เจ็ดเพื่อให้หน้าจอแสดงผลแผนที่เชิงความน่าจะเป็นระดับลึก "เพราะพวกมันไม่ได้ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการเคลื่อนที่ แต่พวกมันกำลังบิดเบือน 'เวลา' เพื่อลบร่องรอยการมีอยู่ของตัวเอง... พูดง่ายๆ คือ พวกมันก้าวเข้ามาในพื้นที่นี้ก่อนที่เราจะสร้างกับดักเสียอีกครับ"
ทันทีที่สิ้นคำพูดของผม หน้าจอหลักก็เกิดอาการกระพริบอย่างรุนแรง แสงไฟนีออนสีขาวนวลเหนือศีรษะดับวูบลงเหลือเพียงแสงสีแดงฉานจากระบบฉุกเฉินที่กะพริบถี่ๆ บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนจากความเงียบสงบกลายเป็นความอึดอัดที่กดทับลงบนทรวงอกจนแทบหายใจไม่ออก
*ตึง!*
แรงกระแทกมหาศาลจากเบื้องบนสั่นสะเทือนไปทั่วโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ฝุ่นผงและเศษปูนร่วงหล่นลงมาจากเพดานราวกับหิมะโปรยปราย เอเลน่าพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนผมไว้ตามสัญชาตญาณ แรงปะทะทำให้เราเซถลาไปชนกับโต๊ะทำงานจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กระจัดกระจาย
"พวกมันมาแล้ว..." เอเลน่าพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองไปยังประตูเหล็กกล้าหนาห้านิ้วที่กั้นระหว่างห้องปฏิบัติการกับทางเดินด้านนอก รอยเชื่อมโลหะรอบบานประตูเริ่มเรืองแสงสีส้มแดงด้วยความร้อนมหาศาล ราวกับถูกลำแสงเลเซอร์ความเข้มข้นสูงตัดผ่านจากภายนอก
ผมกัดริมฝีปากแน่น สมองอัจฉริยะของผมประมวลผลสถานการณ์ด้วยความเร็วสูงสุด โครงสร้างขององค์กรลึกลับที่ชื่อว่า 'อัมบรา' (Umbra) ปรากฏขึ้นในฐานข้อมูลที่ผมเคยถอดรหัสได้จากชิ้นส่วนโดรนกาลเวลาเมื่อตอนก่อนหน้า พวกมันไม่ใช่แค่กลุ่มโจรกรรมเทคโนโลยีธรรมดา แต่เป็นกลุ่มบุคคลผู้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของเส้นเวลา ต้องการรวบรวมเซเรสเพื่อรีเซ็ตประวัติศาสตร์ทั้งหมดกลับไปสู่จุดเริ่มต้น—จุดที่มนุษยชาติยังเป็นเพียงทาสใต้กฎเกณฑ์ของพวกมัน
"รินทร์ ตั้งสติไว้!" เอเลน่าเขย่าแขนผมเบาๆ น้ำเสียงของเธอแม้จะเจือความกังวล แต่ก็เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ถ้าพวกมันได้เซเรสไป ทุกสิ่งที่เราเสียสละและพยายามร่วมกันมาตั้งแต่ Time Loop รอบแรกจะสูญเปล่า นายต้องรีบอัปโหลดข้อมูลความทรงจำของแกนเซเรสใส่ไดรฟ์สำรอง เดี๋ยวนี้!"
"กำลังทำครับ! แต่อัตราการถ่ายโอนข้อมูลเพิ่งจะอยู่ที่ห้าสิบสองเปอร์เซ็นต์..." ผมตอบกลับเสียงดังแข่งกับเสียงโลหะที่กำลังถูกกรีดร้องด้วยความร้อน รอยตัดรอบบานประตูขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เผยให้เห็นควันสีขาวพวยพุ่งและเงาร่างของมนุษย์หลายคนที่ยืนเรียงรายอยู่หลังม่านควันนั้น
พวกเขาสวมชุดเกราะยุทธวิธีสีดำสนิทไร้รอยต่อ วัสดุที่ใช้ทำชุดดูดกลืนแสงรอบตัวจนทำให้พวกมันดูกลืนหายไปกับความมืดมิด บนหน้าอกของแต่ละคนมีตราสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์สีดำสนิทที่มีเส้นวงแหวนไขว้ทับ—สัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ขององค์กรอัมบรา
ประตูเหล็กหนาหนักพังครืนลงมาเสียงดังสนั่น ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง ผู้นำของกลุ่มถอดหมวกนิรภัยออกเผยให้เห็นใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาคู่คมกริบไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ รอยแผลเป็นยาวพาดผ่านตั้งแต่แก้มซ้ายลามไปถึงคอ ยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามให้กับชายปริศนาคนนี้
"ดร. เอเลน่า และคุณรินทร์ อัจฉริยะผู้คำนวณอนาคต" เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องทดลอง ชายคนนั้นกวาดสายตามองมาที่เรา ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ผลึกเซเรสในมือของผม "การเดินทางข้ามเวลาของพวกคุณสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ส่งเซเรสมาให้เราเสียดีๆ อย่าให้พวกเราต้องใช้วิธีที่รุนแรงกับผู้หญิงและเด็กหนอนหนังสือเลยครับ"
ผมค่อยๆ ขยับตัวไปยืนบังด้านหน้าของเอเลน่า แม้ในใจจะรู้ดีว่าความแข็งแกร่งทางกายภาพของผมไม่อาจเทียบเท่าหน่วยรบพิเศษตรงหน้าได้เลย แต่ในฐานะนักคำนวณและสุภาพบุรุษคนหนึ่ง ผมไม่มีวันยอมปล่อยให้อาจารย์ของผมต้องตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด นิ้วมือข้างขวาของผมแอบกดปุ่มฉุกเฉินใต้โต๊ะทำงานเพื่อเตรียมเปิดใช้งานสนามพลังแม่เหล็กหน่วงเวลา
"พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินว่าอนาคตควรเป็นของใคร" ผมเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น ไม่มีความหวาดกลัวปรากฏให้เห็นในแววตา "การรีเซ็ตประวัติศาสตร์ตามอำเภอใจของพวกคุณต่างหากที่เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดในจักรวาลนี้"
มุมปากของชายแผลเป็นกระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังยิ้มเยาะ เขาโบกมือขวาขึ้นเพียงนิดเดียว หน่วยรบอัมบราด้านหลังก็ยกปืนไรเฟิลพลังงานสูงขึ้นเล็งตรงมาที่เราทันที แสงสีฟ้ากระพริบถี่ที่ปากกระบอกปืนบ่งบอกว่าพวกมันพร้อมเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อ
"ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ปากกล้าเสียจริง... น่าเสียดายที่ตรรกะและความน่าจะเป็นของคุณใช้ไม่ได้ผลกับโลกแห่งความเป็นจริงหรอกนะ" ชายคนนั้นกล่าวเสียงเย็นเยียบ พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวในระยะไม่ถึงสามเมตร "จับตัวพวกมันไว้ แล้วเอาเซเรสมา!"
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าผมก็ส่งเสียงแจ้งเตือนเตือนภัยระดับสูงสุดที่ดังจนแสบแก้วตา ตัวเลขเปอร์เซ็นต์การถ่ายโอนข้อมูลพุ่งพรวดขึ้นถึงเก้าสิบเก้าจุดเก้าเปอร์เซ็นต์ พร้อมกับข้อความสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นกลางจอภาพ—
**[คำเตือนระบบ: ตรวจพบรหัสผ่านลับภาระผูกพันระดับ SSS ถูกกระตุ้นจากอนาคตที่ไม่รู้จัก เงื่อนไขการปลดล็อกเซเรสขั้นที่สามสมบูรณ์... โปรดระวัง บุคคลที่สามกำลังก้าวเข้ามาจากรอยแยกเบื้องหลังพวกคุณ]**
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาแห่งกาลเวลานี้ไปด้วยกันนะครับ
อัลกอริทึมแห่งอนาคตกาล: ตรรกะของผมกับอาจารย์สาวผู้อยู่เหนือเวลา•ตอนที่ 19
เงาจากองค์กรอัมบรา
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมแห่งอนาคตกาล: ตรรกะของผมกับอาจารย์สาวผู้อยู่เหนือเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!